ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 7 จาก 173
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1135-1136/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องโดยวิธีปิดหมาย(อันดับ 215 แผ่นที่ 3) คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษา โดยเรียกนายจิระมังคลรังษีนางนฤมลมังคลรังษีเด็กหญิงธัญญรัตน์ มังคลรังษีเด็กชายนันทิวัฒน์มังคลรังษี และเด็กหญิงศุจิมนมังคลรังษีโดยนางนฤมลมังคลรังษี ในฐานะมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมว่า โจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3ตามลำดับ เรียกบริษัท พิพัทธ์ประกันภัยจำกัดนายสุรชัย ผลเจริญรัตน์และนายพินิจอินทร์เผือก ว่า จำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 และ จำเลยที่ 3 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 150,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวจำนวน 100,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตร …
- ฎีกาที่ 1136/2531
การฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นการฟ้องคดีตามมาตรา 7(1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งมาตรา 8บัญญัติว่าจะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่ง คำวินิจฉัย ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรนั้นแล้ว คดีของโจทก์เป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิในฐานะผู้รับประเมินตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดินพุทธศักราช 2475 ซึ่งมีมาตรา 39 บัญญัติว่า 'ห้ามมิให้ศาลประทับฟ้อง...เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้น...' ดังนั้นเมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยชี้ขาดเสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้ แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีเป็นเรื่องละเมิดมาด้วย ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 ดังกล่าวเสียก่อนไม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1137/2531
ความว่า โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้วคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่ายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลย โจทก์ร่วมฎีกาโต้เถียงปัญหาดังกล่าวซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาคดีต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วโดยวิธีปิดหมาย(อันดับ 80 แผ่นที่ 3) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฯลฯ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1138/2531
ความว่า ผู้ร้องฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย)แถลงคัดค้าน (อันดับ 69) กรณีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้(จำเลย)มีหนังสือยืนยันให้ผู้ร้องชำระหนี้ค่าหุ้นที่ค้างที่ผู้ร้องถืออยู่ในบริษัท ฯ จำเลย จำนวน 75,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2524ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดเวลาปฏิเสธหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่จำเลย และเพิกถอนหนังสือยืนยันหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่ค้างให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำนวน 75,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2524จนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา (อันดับ 50) ผู้ร้องยื่นคำร้องดัง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1139/2531
ความว่า โจทก์ได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้ โจทก์จำเลยตกลงกันได้โดยจำเลยตกลงขายและส่งมอบห้องแถวพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา150,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้ว จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 102 แผ่นที่ 3) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกจากห้องแถวและที่ดินตามน.ส.3 ก. เลขที่ 2871 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์จังหวัดชัยภูมิ ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อจำเลยชำระเงิน43,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยแล้ว ให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินบ้านพิพาทแก่จำเลย ณ ที่ว่าการอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิหากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา (อันดับ 90) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 102) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้โจท …
- ฎีกาที่ 114/2531
การที่จำเลยจุดไฟเผาที่นอนในห้องของโรงน้ำชาเพราะไม่พอใจหญิงบริการของโรงน้ำชานั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อที่นอนถูกเผาไหม้แล้วไฟอาจจะลุกลามไหม้เตียงนอน ฝาผนัง เพดานจนกระทั่งโรงน้ำชาแห่งนั้นทั้งหมดได้เมื่อได้ความว่าโรงน้ำชานั้นมีคนอยู่อาศัยด้วย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1).
- ฎีกาที่ 114/2531
การที่จำเลยจุดไฟเผาที่นอนในห้องของโรงน้ำชาเพราะไม่พอใจหญิงบริการของโรงน้ำชานั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อที่นอนถูกเผาไหม้แล้วไฟอาจจะลุกลามไหม้เตียงนอน ฝาผนัง เพดาน จนกระทั่งโรงน้ำชาแห่งนั้นทั้งหมดได้ เมื่อได้ความว่าโรงน้ำชานั้นมีคนอยู่อาศัยด้วย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1)
- ฎีกาที่ 114/2531
การที่จำเลยจุดไฟเผาที่นอนในห้องของโรงน้ำชาเพราะไม่พอใจหญิงบริการของโรงน้ำชานั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อที่นอนถูกเผาไหม้แล้วไฟอาจจะลุกลามไหม้เตียงนอน ฝาผนัง เพดาน จนกระทั่งโรงน้ำชาแห่งนั้นทั้งหมดได้เมื่อได้ความว่าโรงน้ำชานั้นมีคนอยู่อาศัยด้วย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 (1)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:114/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงมีคำสั่งไม่รับโจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ฎีกาของโจทก์ล้วนเป็นข้อกฎหมาย โปรดพิจารณาฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อกฎหมายหมายเหตุ ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และทนายจำเลยที่ 4ถึงที่ 6 ต่างแถลงคัดค้าน (อันดับ 64,64 แผ่นที่ 3) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136,157,164,165,83,86 และ 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 59) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 61) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1140/2531
ความว่า คดีนี้ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 3,750 บาทต่อศาลเสียก่อน ซึ่งโจทก์ก็ได้วางเงินจำนวนดังกล่าวไว้ต่อศาลแล้ว แต่โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องวางเงินจำนวนดังกล่าวก่อนฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด และบัดนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง (น่าจะเป็นถอนฎีกา) ไว้แล้วขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งคืนเงิน 3,750 บาท ตลอดทั้งเงินค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่โจทก์จะพึงมีสิทธิได้รับคืนด้วย หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 103) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกจากห้องแถวและที่ดินตามน.ส.3 ก. เลขที่ 2871 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์จังหวัดชัยภูมิ ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อจำเลยชำระเงิน43,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยแล้ว ให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินบ้า …
- ฎีกาที่ 1141/2531
เจ้าของรถที่เสียหายเพราะถูกรถที่จำเลยขับชนมิใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกที่โจทก์ฟ้องอันเป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ.
- ฎีกาที่ 1141/2531
เจ้าของรถที่เสียหายเพราะถูกรถที่จำเลยขับชนมิใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบกที่โจทก์ฟ้องอันเป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
- ฎีกาที่ 1141/2531
เจ้าของรถที่เสียหายเพราะถูกรถที่จำเลยขับชนมิใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกที่โจทก์ฟ้องอันเป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1142/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,289 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามมาตรา 289(4) ลงโทษประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ฯ และให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างฎีกา โจทก์ฎีกา (อันดับ 111) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 121) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ตีราคาประกัน400,000 บาท (อันดับ 42) คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1146/2531
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวนหนึ่งอันเกิดจากมูลละเมิด ศาลชั้นต้นพิพากษาแบ่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 2ชำระครึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 3 ที่ 4 ชำระอีกครึ่งหนึ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะให้โจทก์ต้องอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหายขึ้นมาอีก ดังนี้แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เต็มจำนวน ก็ถือได้ว่าปัญหาเรื่องค่าเสียหายเต็มจำนวนได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยคนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่ทำละเมิดต่อโจทก์ ก็ต้องให้ผู้นั้นรับผิดเต็มจำนวน จะแบ่งให้รับผิดเพียงบางส่วนหาชอบไม่ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 เท่านั้นที่จะต้องรับผิด และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงเฉพาะส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รับผิด โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 เท่านั้นที่จะต้องรับผิดศาลฎีกาก็มีอำนาจ …
- ฎีกาที่ 1146/2531
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวนหนึ่งอันเกิดจากมูลละเมิด ศาลชั้นต้นพิพากษาแบ่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 2ชำระครึ่งหนึ่งและจำเลยที่ 3 ที่ 4 ชำระอีกครึ่งหนึ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะให้โจทก์ต้องอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหายขึ้นมาอีก ดังนี้แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เต็มจำนวนก็ถือได้ว่าปัญหาเรื่องค่าเสียหายเต็มจำนวนได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยคนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่ทำละเมิดต่อโจทก์ ก็ต้องให้ผู้นั้นรับผิดเต็มจำนวน จะแบ่งให้รับผิดเพียงบางส่วนหาชอบไม่ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 เท่านั้นที่จะต้องรับผิด และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงเฉพาะส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รับผิด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1ที่ 2 เท่านั้นที่จะต้องรับผิด ศาลฎีกาก็มีอำนาจ พ …
- ฎีกาที่ 1146/2531
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวนหนึ่งอันเกิดจากมูลละเมิด ศาลชั้นต้นพิพากษาแบ่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระครึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 3 ที่ 4 ชำระอีกครึ่งหนึ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะให้โจทก์ต้องอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหายขึ้นมาอีก ดังนี้แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เต็มจำนวน ก็ถือได้ว่าปัญหาเรื่องค่าเสียหายเต็มจำนวนได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยคนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่ทำละเมิดต่อโจทก์ ก็ต้องให้ผู้นั้นรับผิดเต็มจำนวน จะแบ่งให้รับผิดเพียงบางส่วนหาชอบไม่ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 เท่านั้นที่จะต้องรับผิด และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงเฉพาะส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รับผิด โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 เท่านั้นที่จะต้องรับผิด ศาลฎีกาก็มีอำน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:115/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์ทุกข้อเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับโจทก์เห็นว่า โจทก์ได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ถ้อยคำกล่าวของจำเลยที่ 1 และข้อความที่พิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันของจำเลยที่ 2 นั้น จะเป็นการหมิ่นประมาททำให้โจทก์เสียหายหรือไม่โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59,83,326,328,332 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48,49 กับให้จำเลยทั้งสามประกาศขอขมาและแก้ข่าวให้โจทก์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ของจำเลย และในหนังสือพิมพ์รายวันอื่นอีก 5 ฉบับ มีกำหนด 7 วัน ติดต่อกันโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณ …
- ฎีกาที่ 1150/2531
ผู้ครอบครองทรัพย์สินแทนผู้อื่นจะแย่งการครอบครองทรัพย์สินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ได้ก็ต่อเมื่อได้มีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา 1381 เสียก่อน การที่ ห.ผู้ครอบครองที่ดินและบ้านซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของร.แทนทายาทของ ร. แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทแล้วต่อมาได้ขอและทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ ยังถือไม่ได้ว่าห. ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินและบ้านพิพาทโดยบอกกล่าวไปยังทายาทของ ร. ว่าตนไม่มีเจตนาที่จะยึดถือที่ดินและบ้านพิพาทไว้แทนอีกต่อไป แต่การที่ ห. เอาที่ดินและบ้านพิพาททั้งหมดไปจำนองธนาคารในเวลาต่อมา แล้ว ส.ทายาทของร.ซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 1 และบิดาโจทก์ที่ 2 ไปไถ่ถอนจำนองให้แล้วรับจำนองต่อเสียเองนั้น ถือได้ว่า ห. ได้บอกกล่าวโดยการกระทำต่อ ส.ตั้งแต่วันที่จำนองที่ดินและบ้านพิพาทกับส.แล้วว่า ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจากการยึดถือครอบครองแทน …
- ฎีกาที่ 1150/2531
ผู้ครอบครองทรัพย์สินแทนผู้อื่นจะแย่งการครอบครองทรัพย์สินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375ได้ก็ต่อเมื่อได้มีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา 1381 เสียก่อน การที่ ห. ผู้ครอบครองที่ดินและบ้านซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของร.แทนทายาทของร.แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทแล้วต่อมาได้ขอและทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ ยังถือไม่ได้ว่า ห. ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินและบ้านพิพาทโดยบอกกล่าวไปยังทายาทของร.ว่าตนไม่มีเจตนาที่จะยึดถือที่ดินและบ้านพิพาทไว้แทนอีกต่อไป แต่การที่ห.เอาที่ดินและบ้านพิพาททั้งหมดไปจำนองธนาคารในเวลาต่อมา แล้วส.ทายาทของร.ซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 1 และบิดาโจทก์ที่ 2 ไปไถ่ถอนจำนองให้แล้วรับจำนองต่อเสียเองนั้น ถือได้ว่า ห. ได้บอกกล่าวโดยการกระทำต่อ ส.ตั้งแต่วันที่จำนองที่ดินและบ้านพิพาทกับส. แล้วว่าได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจากการยึดถือครอบครองแทน ส.เป็น …