ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 22 จาก 200
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1372/2532
ความว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 48) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 550,841.64 บาทจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 44) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1373/2532
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ปรากฏว่าส่งสำเนาคำร้องขอทุเลาการบังคับให้โจทก์ไม่ได้ และจำเลยมิได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจะดำเนินการอย่างใดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งศาลฎีกาสั่ง (อันดับ 131) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 121,123) คำสั่ง เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว ก็เป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยต่อไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติล้มละลาย จำเลยจะมาขอให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231ประกอบด้วยมาตรา 247 ดังคดีแพ่งธรรมดาหาได้ไม่ จึงให้ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1374/2532
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 60) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 43,738 บาท46 สตางค์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน31,809 บาท 79 สตางค์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 57,56) คำสั่ง อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1375/2532
ความว่า โจทก์ฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้อง ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลภาษีอากรกลางไต่สวนแล้วเห็นว่า ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยากจนจริง เนื่องจากโจทก์ยังมีเงินส่วนลดที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยติดค้างอยู่ โจทก์ยังไม่ได้รับมา และปิดบังรายได้อันแท้จริงจากการขายทรัพย์สินของโจทก์ และเมื่อศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในคดีที่บริษัทมงคลสวัสดิ์ จำกัด ซึ่งมีหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีเป็นคนเดียวกับของโจทก์แล้วโจทก์ก็สามารถนำเงินมาชำระค่าธรรมเนียมในคดีนี้ได้ จึงให้ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน โจทก์เห็นว่า ประการแรก เกี่ยวกับเงินส่วนลดที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยค้างอยู่ นั้น ผู้ชำระบัญชีโจทก์ยืนยันว่าได้รับแล้วหลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัท ประการที่สอง ที่ว่าโจทก์ปิดบังรายได้จากการขายทรัพย์สินเนื่องจากเป็นทรัพย์ที่อยู่ในสภาพเก่า เ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1376/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา มีเหตุผลที่จะชนะคดีโจทก์ได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งหกแถลงคัดค้าน (อันดับ 203) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้กับโจทก์ทั้งหกเป็นเงินรวม 900,000 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โดยในเงินจำนวน 900,000 บาทนั้น ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2และจำเลยที่ 3 ด้วย เป็นเงินจำนวน 105,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินจำนวน 105,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่างฎีกา (อันดับ 183,185) จำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่างยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 182,186) จำเลยที่ 2 และที่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1378/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมกับคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 75 วรรคแรก,76 วรรคสอง ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี ฐานจำหน่ายกัญชา จำคุก 4 ปีรวมจำคุก 13 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา (อันดับ 56) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 55,54) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน200,000 บาท (อันดับ 3,39) คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหาและพฤติการณ์ของคดีแล้วไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1379/2532
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 59) คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยให้การต่อสู้คดี แต่ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า ทนายจำเลยลงบันทึกในสมุดนัดประจำตัวของทนายจำเลยและปกสำนวนผิดวันไป จึงมิได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ นั้น เกิดจากความผิดของทนายจำเลยเอง เหตุผลที่จำเลยอ้างมาในคำร้องยังไม่สมควรจะฟังว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัด ไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคดีใหม่ ให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับ …
- ฎีกาที่ 138/2532
การกระทำโดยบันดาลโทสะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ การที่ผู้ตายละทิ้งจำเลยไปมีภรรยาใหม่ แล้วเสพสุรามึนเมามาหาจำเลยที่บ้าน เพื่อจะนำบุตรไปอยู่กับภรรยาใหม่ของผู้ตายเมื่อจำเลยไม่ยินยอม ก็ทำร้ายตบตีจำเลย ถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยใช้มีดพร้าฟันศีรษะผู้ตายในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
- ฎีกาที่ 138/2532
การกระทำโดยบันดาลโทสะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ การที่ผู้ตายละทิ้งจำเลยไปมีภรรยาใหม่ แล้วเสพสุรามึนเมามาหาจำเลยที่บ้านเพื่อจะนำบุตรไปอยู่กับภรรยาใหม่ของผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่ยินยอม ก็ทำร้ายตบตีจำเลยถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย้างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยใช้มีดพร้าฟันศีรษะผู้ตายในขณะนั้นโดยแรงเพียง 1ครั้ง การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:138/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลล่างให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์มิได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดอุทธรณ์ของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำเลย แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวต้องห้ามฎีกา แต่ศาลฎีกาย่อมใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้จำเลยได้โดยที่จำเลยไม่ต้องร้องขอ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 45) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(3)(8),33 ฯลฯ จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ฯลฯ จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 44) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 45) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว การรอการลงโทษหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลซึ่งเป็นปัญหาข้อเ …
- ฎีกาที่ 1380/2532
ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ปลูกไม้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 108 วรรคแรก แต่ ถ้า ไม้ยืนต้นนั้น ผู้ปลูกมีเจตนาจะปลูกลงในที่ดินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดเพียงชั่วคราว ย่อมถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ติด กับที่ดินเพียงชั่วคราวไม่กลายเป็นส่วนควบของที่ดินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 109 จำเลยตกลง ให้ผู้ร้องปลูกต้นสน ลงในที่ดินของจำเลย เมื่อต้นสนโต เต็มที่จะตัด ขายเอาเงินมาแบ่งกัน ต้นสน ไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินแต่ เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง จำเลยนำที่ดินไปจำนองไว้กับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาจากต้นสนส่วนของผู้ร้องซึ่ง เป็นบุคคลภายนอก ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนได้ (วรรคแรก วินิจฉัยโดย มติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2532)
- ฎีกาที่ 1380/2532
ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ปลูกไม้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 108 วรรคแรก แต่ถ้าไม้ยืนต้นนั้น ผู้ปลูกมีเจตนาจะปลูกลงในที่ดินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดเพียงชั่วคราว ย่อมถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ติดกับที่ดินเพียงชั่วคราวไม่กลายเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 จำเลยตกลงให้ผู้ร้องปลูกต้นสนลงในที่ดินของจำเลย เมื่อต้นสนโตเต็มที่จะตัดขายเอาเงินมาแบ่งกัน ต้นสนไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน แต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง จำเลยนำที่ดินไปจำนองไว้กับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาจากต้นสนส่วนของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนได้ (วรรคแรก วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2532)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1380/2532
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 74) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มตามคำสั่งประเมิน และตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ให้โจทก์นำเงินจำนวน 935,821.15 บาท ไปชำระให้แก่จำเลยและให้ยกเลิกเพิกถอนคำสั่งประเมินและเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากโจทก์ตามหนังสือแจ้งการประเมิน ฉบับที่ กค.0706/23734ลงวันที่ 23 กันยายน 2528 และตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเลขที่ นบ. 0005/7131 ลงวันที่ 27 เมษายน 2530 ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 71,70) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่มีอะไรจะบังคับเอากับโจทก์ จึงไม่มีเหตุจะอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนตามคำร้อง ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1381/2532
การที่จำเลยรับฝากสินค้าเพื่อให้เจ้าของสินค้าไปดำเนินพิธีการทางศุลกากร มิใช่รับฝากจากบุคคลทั่วไปโดยเก็บรักษาสินค้าเพื่อบำเหน็จเป็นการค้าปกติ จำเลยจึงมิใช่นายคลังสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 770 จะนำมาตรา 772 ประกอบด้วยมาตรา 616 มาใช้บังคับแก่จำเลยไม่ได้
- ฎีกาที่ 1381/2532
การที่จำเลยรับฝากสินค้าเพื่อให้เจ้าของสินค้าไปดำเนินพิธีการทางศุลกากร มิใช่รับฝากจากบุคคลทั่วไปโดยเก็บรักษาสินค้าเพื่อบำเหน็จเป็นการค้าปกติ จำเลยจึงมิใช่นายคลังสินค้าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 770.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1381/2532
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีเหตุผลที่จะชนะคดีโจทก์ได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 81) คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์3 รายการ คือ (1) สิทธิการเช่าโทรศัพท์ เลขหมาย 5882570 และ5881697(2) เครื่องแยกสายโทรศัพท์มาสเตอร์คอนโทรล 1 ชุด(3) เครื่องนาฬิกาตอกบัตรเวลายี่ห้อไซโก้ 1 เครื่อง เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ทั้ง 3 รายการไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 แต่เป็นทรัพย์ของผู้ร้อง ขอให้ศาลสั่งถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 77,76) ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์พิพาทในระหว่างอุทธรณ์ (อันดับ 62) คำสั่ง คำร้องของผู้ร้องพอแปลได้ว่า ผู้ร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา …
- ฎีกาที่ 1382/2532
จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว ไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาคดีไปในวันเดียวกันนั้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1382/2532
จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว ไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่แจ้งเหตุขัดข้องถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีไปในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1382/2532
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางสั่งว่าอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับหน้าที่นำสืบ โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 จึงไม่รับ ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นไว้โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับหน้าที่นำสืบนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนการที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230และมาตรา 222 ประกอบมาตรา 27 วรรคแรก โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยทั้งสี่แถลงคัดค้าน (อันดับ 103) โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ร่วมกันหรือแทนกันคืนรถยนต์แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ฯลฯ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 96) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1383/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยฎีกาดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงและคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุก 2 เดือน แต่ไม่รอการลงโทษ แม้การพิพากษาแก้โทษจำคุกที่รอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษจะเป็นการแก้มากก็ตาม แต่ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างก็พิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ฎีกาของจำเลยซึ่งเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายและคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน ปรับ 2,500 บาทโทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุก 2 เดือน โดยไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ เป็นการแก้ไขมากโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก …