ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 10 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1100/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคแรก ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 จำคุก 4 ปี ฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือนรวมจำคุก 4 ปี 1 เดือน แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลงโทษฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยกเป็นการแก้ไขบทมาตราที่ใช้ในการลงโทษ และโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกด้วย ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก จำเลยจึงมีสิทธิที่จะฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 155) แต่โจทก์ร่วมทั้งสี่ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นายเยื้อง สระหงษ์ทอง กับพวกรวม 4 คนผู้เสียหาย ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1101/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์เพียงแต่แก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเล็กน้อยจากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ โดยยังคงจำคุกจำเลยไม่เกินกำหนด 5 ปี ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ จำเลยย่อมได้รับผลร้ายจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อีกทั้งคดีมีเหตุสมควรที่ศาลจะรอการลงโทษจำเลยไว้ก่อนเพราะจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อนที่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ก็เป็นความผิดฐานประมาท ในขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ กำลังศึกษาอยู่และจำเลยได้พยายามติดต่อกับโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้เสียหายขอชดใช้ค่าเสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1102/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไม่เกินสองปีศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง จำเลยฎีกาว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันและโต้แย้งดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามจึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ จำเลยได้ให้การใหม่ในชั้นพิจารณาผิดไปจากคำให้การชั้นสอบสวน ถือว่าจำเลยได้คัดค้านหรือปฏิเสธคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนแล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 91) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 จำคุก10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในห้าคงจำคุก 8 เดือน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 85) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 91) คำสั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1103/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้รวมกับคดีหมายเลขแดงที่836/2531 ของศาลชั้นต้น โดยเรียกจำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์ ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 ด้วย จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกันสองแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันโดยเรียกหลักประกันเพิ่มแล้วดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1104/2533
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนอกสำนวน โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 54) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย ค่าทำงานในวันหยุด ค่าตอบแทนและค่าจ้างที่หักไปให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 49) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 51) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้เป็นนายจ้างโจทก์ ที่โจทก์อุทธรณ์พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยเป็นนายจ้างโจทก์ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจ …
- ฎีกาที่ 1105/2533
เช็คพิพาทจำเลยออกให้แก่โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันโดยมุ่งหมายให้เป็นประกันในการคืนทุนเมื่อเสร็จการของห้างหุ้นส่วนและเมื่อมีผลกำไร แต่กลับปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนยังไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จการตามกำหนดและยังไม่มีผลกำไร เช่นนี้โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามเช็ค การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3.
- ฎีกาที่ 1105/2533
โจทก์จำเลยตกลง เข้า หุ้นส่วนกันประกอบกิจการค้าขายโทรศัพท์โจทก์เป็นผู้ลงทุนด้วย เงิน จำเลยลงทุนด้วย แรง จำเลยได้ออกเช็ค สั่งจ่ายเงินเท่ากับจำนวนค่าหุ้นทั้งหมดมอบให้แก่โจทก์ไว้ต่อมาจึงเปลี่ยนเช็ค พิพาทให้โจทก์แทน ถึง กำหนดชำระเงินตาม เช็คโจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปถึง 5-6 เดือน แสดงว่าโจทก์ทราบถึงฐานะ ของจำเลยดี ว่าไม่ สามารถใช้ เงินตาม เช็ค ได้ ประกอบกับโทรศัพท์ที่ลงทุนซื้อ มาก็ยังขายไม่ได้ ดังนี้เช็ค พิพาทจึงเป็นเพียงเช็ค ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วย กันโดย มุ่งหมายให้เป็นประกันในการคืนทุนเมื่อเสร็จการของห้างหุ้นส่วนและเมื่อมีผลกำไรปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนยังไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จการตาม กำหนดและยังไม่มีผลกำไรเช่นนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตาม เช็ค พิพาทการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 3.
- ฎีกาที่ 1105/2533
เช็คพิพาทจำเลยออกให้แก่โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันโดยมุ่งหมายให้เป็นประกันในการคืนทุนเมื่อเสร็จการของห้างหุ้นส่วนและเมื่อมีผลกำไร แต่กลับปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนยังไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จการตามกำหนดและยังไม่มีผลกำไรเช่นนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามเช็ค การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1106/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นายสง่า เทพอวยชัย และนายเปียนันต๊ะเงิน ผู้เสียหายทั้งสองขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80,288 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิวรรคหนึ่ง,72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานพยายามฆ่าตามมาตรา 80,288 จำคุก 10 ปี ความผิดฐาน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ตามมาตรา 7,72 วรรคสาม จำคุก 1 ปีความผิดฐานพาอาวุธปืน ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง จำคุก 6 เดือนรวมจำคุก 11 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก จำเลย 7 ปี8 เดือน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1107/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ข้อ 2เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาโจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ตามปัญหาข้อ 2 ก.เป็นปัญหาว่า เหตุพยายามบรรเทาผลร้ายที่จะเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กับเหตุแห่งสุขภาพที่จะเป็นเหตุอันควรปรานีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ต้องถึงขนาดหรือมีลักษณะอย่างไร และข้อ 2 ข. เป็นปัญหาว่า การที่จำเลยอ้างเหตุบรรเทาโทษกับเหตุอันควรปรานี โจทก์ต้องคัดค้านหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175,177 วรรคสอง วางโทษตามมาตรา 175 จำคุก 2 ปี ปรับ4,000 บาท ตามมาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ปรับ 6,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโท …
- ฎีกาที่ 1108/2533
ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในสัญญาถือ ว่าเป็นเบี้ยปรับซึ่ง โจทก์มีสิทธิเรียกเอาได้ แต่ ศาลมี อำนาจที่จะพิจารณาว่าเป็นจำนวนพอสมควรหรือไม่เพียงใด และการเรียกค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับกับการไม่คืนเงินมัดจำเป็นคนละกรณีกัน การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพิ่มขึ้นเพราะจำเลยไม่คืนเงินมัดจำให้โจทก์ย่อมไม่เป็นการสมควร เพราะโจทก์ต้อง ได้ รับเงินมัดจำคืนตาม ฟ้องซึ่ง ศาลวินิจฉัยให้คืนอยู่แล้ว.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1108/2533
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 จึงให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 10 วัน จำเลยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 เมื่อจำเลย ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องของจำเลยไป ศาลฎีกาพร้อมกับฎีกาของจำเลยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รวมทั้งสำนวนความการที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือหาประกันให้ไว้ จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว โปรดกลับคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาของจำเลยไปศาลฎีกาด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 76) จำเลยชำระค่าขึ้นศาลมา 200 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า ให้จำเลยชำระเงินให้จำนวน 32,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1109/2533
ความว่า เนื่องจากบริษัทกรุงเทพกิจการ จำกัด จำเลยที่ 1ได้ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2532 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 333/2528 ระหว่าง นายธวัชกังตระกูล โจทก์ บริษัทกรุงเทพกิจการจำกัดกับพวก จำเลย และธนาคารกรุงเทพ จำกัดโจทก์ก็ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีนี้จนศาลแพ่งได้มีคำสั่งอนุญาตให้ ได้รับชำระหนี้แล้ว กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีของจำเลย ที่ 1 ในชั้นฎีกาต่อไป ขอได้โปรดมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1ด้วยโปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3ร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,073,626.36 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ18 ต่อปีจากต้นเงิน 54,751,560.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ชำระหนี้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1110-1111/2533
ความว่า เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ตรวจสำนวนคดีแล้วปรากฏว่าบันทึกคำให้การของนายบุญลือ ใจช่วง ในชั้นสอบสวนตำรวจทางหลวงท่าม่วง ฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2520 บันทึกการเปรียบเทียบที่ 148/2520 สถานีตำรวจทางหลวงท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2520 ข้อเท็จจริงและความเห็นของพนักงานสอบสวนตำรวจทางหลวงท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เกี่ยวกับคดีซึ่งเอกสารดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนของศาลแล้วแต่ไม่มีการอ้างเป็นพยานหลักฐานแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 เพิ่งทราบว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้ถูกอ้างเป็นพยาน เนื่องจากทนายความคนเดิมไม่ได้แจ้งให้ทราบ ประกอบกับเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่สำคัญอันเป็นข้อแพ้ชนะคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลฎีกาได้โปรดรับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานด้วย โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยที่ 2 แถลงว่าได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์แล้ว (อันดับ 296) คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1112/2533
ความว่า จำเลยฎีกา มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลฎีกาจะกลับ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 100) คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 40,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่19 เมษายน 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 8,500 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยรับหมายไว้โดยไม่ทราบว่าเป็นหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเพราะ จำเลยอ่านหนังสือไม่ได้จึงไม่เข้าใจข้อความในหมายและไม่ทราบวันนัดยื่นคำให้การ ทั้งจำเลยไม่อยู่บ้านจึงไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานปิดหมายนัด พิจารณาไว้ ณ ที่ใดศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1113-1114/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายรวมกับปัญหาข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์ที่ 2 ได้ร่วมลงทุนการค้าร่วมกับนางภัสราจิตรสาระครและนางนงคราญขันติวิริ ยาคมโดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินกู้ นางภัสราจิตรและนางนงคราญเป็นผู้เรียกเก็บต้นเงินและดอกเบี้ยจากผู้กู้ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อเดือนส่งให้โจทก์ที่ 2 ร้อยละ 5 ต่อเดือน ส่วนที่เหลือร้อยละ 3 ต่อเดือนให้เป็นค่าตอบแทนแก่นางภัสราจิตรและนางนงคราญ จำเลยที่ 1 ที่ 2เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนางภัสราจิตรและนางนงคราญ จึงถูกบุคคลทั้งสองใช้สอยให้กู้เงินโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่ปี 2528 ตลอดมาจนถึงวันเกิดเหตุคดีนี้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างรู้ถึงการกระทำของกันและกัน การกระทำของโจทก์ที่ 2เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาต …
- ฎีกาที่ 1114/2533
จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์รวม 4 ฉบับ สัญญาจำนำ 3 ฉบับ กำหนดวงเงินจำนำค้ำประกันไว้ อีก 1 ฉบับ จำนำหุ้น 1,000 หุ้น โดยไม่ได้กรอกข้อความกำหนดวงเงินประกันไว้ สัญญาข้อ 3 กำหนดไว้ว่า "ผู้จำนำยินยอมให้ผู้รับจำนำผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ และผู้จำนำยอมรับผิดในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมอยู่ด้วย" มีความหมายเพียงว่า หากผู้รับจำนำผ่อนผันการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อยู่ และจำเลยที่ 2 จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมภายในวงเงินที่นำทรัพย์สินมาจำนำเป็นประกันหนี้เท่านั้น หาใช่ขยายจำนวนเงินที่จะรับผิดออกไปจากวงเงินที่กำหนดไว้ไม่สัญญาข้อ 5 กำหนดว่า"ถ้าขายทรัพย์สินจำนำได้เงินสุทธิต่ำกว่าต้นเงินจำนำและดอกเบี้ยที่ค้างชำระผู้จำนำยอมรับชดใช้จำนวนเงินที่ยังขาดอีกจนครบ และถ้าหากขายทรัพย์สินที่จำนำได้เงินสุทธิเกินค่าจำนำมากน้อยเท่าใด ผู้จำน …
- ฎีกาที่ 1114/2533
ข้อความในสัญญาที่ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะ ผู้จำนำ ยอม รับผิดในฐานะ ลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น หมายความเพียงว่าจำเลยที่ 2จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมภายในวงเงินที่นำทรัพย์สินมาจำนำเป็นประกันหนี้เท่านั้น หาใช่ขยายจำนวนเงินที่จะรับผิดออกไปจากวงเงินที่กำหนดไว้ไม่ จำเลยที่ 2 จะต้อง รับผิดในหนี้นอกเหนือจากราคาทรัพย์ที่จำนำก็ต่อ เมื่อมีข้อสัญญาแสดงฐานะ ว่าเป็นผู้ค้ำประกันโดย ชัดแจ้ง
- ฎีกาที่ 1114/2533
จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์รวม 4 ฉบับ สัญญาจำนำ 3 ฉบับ กำหนดวงเงินจำนำค้ำประกันไว้ อีก 1 ฉบับ จำนำหุ้น 1,000 หุ้น โดยไม่ได้กรอกข้อความกำหนดวงเงินประกันไว้ สัญญาข้อ 3 กำหนดไว้ว่า "ผู้จำนำยินยอมให้ผู้รับจำนำผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ และผู้จำนำยอมรับผิดในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมอยู่ด้วย" มีความหมายเพียงว่า หากผู้รับจำนำผ่อนผันการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อยู่ และจำเลยที่ 2 จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมภายในวงเงินที่นำทรัพย์สินมาจำนำเป็นประกันหนี้เท่านั้น หาใช่ขยายจำนวนเงินที่จะรับผิดออกไปจากวงเงินที่กำหนดไว้ไม่สัญญาข้อ 5 กำหนดว่า"ถ้าขายทรัพย์สินจำนำได้เงินสุทธิต่ำกว่าต้นเงินจำนำและดอกเบี้ยที่ค้างชำระผู้จำนำยอมรับชดใช้จำนวนเงินที่ยังขาดอีกจนครบ และถ้าหากขายทรัพย์สินที่จำนำได้เงินสุทธิเกินค่าจำนำมากน้อยเท่าใด ผู้จำน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1115/2533
ความว่า โจทก์ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้โจทก์และจำเลยมีทางตกลงกันได้โดยจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์จะฎีกาต่อไปจึงมิได้นำส่งสำเนาฎีกาเพื่อที่จะให้ศาลสั่งทิ้งฎีกา โปรดมีคำสั่งทิ้งฎีกาด้วย หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ไม่ได้ชำระค่าคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี, และตามสัญญากู้เงินรวม 618,494.96 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีจากต้นเงิน 557,410.48บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้โจทก์หากไม่ชำระให้เอาทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 610,393.61 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ17.5 ต่อปีจากต้นเงิน 544,725.69 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแ …