ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 9 จาก 216
- ฎีกาที่ 1084/2533
จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมคนหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมอีกคนหนึ่งจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทอยู่แล้ว โจทก์จะมีสิทธิจดทะเบียนนิติกรรมได้ก่อนหรือไม่ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งอยู่โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในบ้านและที่ดินพิพาทนั้น
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1084/2533
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 76) คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชำระเงินจำนวน 58,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากเงินต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2530เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่มิให้คิดดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง(วันที่ 27 มิถุนายน 2530) เกินกว่า 15,950 บาท ตามที่โจทก์ขอถ้าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ก็ให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้แทน จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่ารับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามนำส่งใน 7 วันถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปใน 7 วัน นับแต่วันที่ส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2533 ศาลได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ศาลว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ดำเนินการตามศาลสั่งศาลชั้นต้นสั่งให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1085/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยที่ถูกเป็นโจทก์ยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยคดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาทซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 โดยมีนายเสนกเป็นผู้กรอกข้อความในหนังสือสัญญาดังกล่าวด้วยความสมัครใจของจำเลยก็ไม่ทำให้หลักฐานการกู้ยืมเงินที่สมบูรณ์แล้วเป็นหนังสือสัญญาปลอม และเมื่อจำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่เคยเซ็นชื่อในเอกสารดังกล่าว ลายเซ็นในช่องผู้กู้ไม่ใช่ลายเซ็นของจำเลยแต่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยได้ลงชื่อในสัญญากู้ถึง 3 แห่ง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีขัดต่อข้อเท็จจริงในสำนวน ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ศ …
- ฎีกาที่ 1086/2533
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แม่ฮ่องสอน ขึ้นต่อสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นราชการบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิภาค เงินที่กล่าวหาว่ามีการยักยอกคดีนี้เป็นเงินงบประมาณของ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง จัดสรรไปให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเบิกจ่ายโดย ผ่านคลังจังหวัด แม่ฮ่องสอน เงินที่ถูก ยักยอกจึงไม่ใช่เงินของจังหวัด แม่ฮ่องสอน โจทก์ แต่ เป็นของ กระทรวงสาธารณสุข เจ้าของเงินงบประมาณประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ลง วันที่ 29 กันยายน 2515 ข้อ 50กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดและรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำเภอนั้นและข้อ 55 ระบุถึง อำนาจบังคับบัญชาเท่านั้น ไม่ได้รวมถึง การเป็นเจ้าของเงินงบประมาณที่เสียหายด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1086/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรค 2 จำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 62) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยตีราคาประกัน 150,000 บาท (อันดับ 32) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1087/2533
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 120) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ขับไล่จำเลยกับบริวารออกไปจาก ที่ดินพิพาทให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 114,115) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ
- ฎีกาที่ 1088/2533
ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนอง ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในชั้นบังคับคดีจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไม่ชอบ เนื่องจากในวันขายทอดตลาดจำเลยทั้งสองได้เข้าพบผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเพื่อนำหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการตกลงกับโจทก์ให้งดการบังคับคดีไว้ ซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลก็ได้มีคำสั่งให้เลื่อนการขายทอดตลาดจากเวลา 10 นาฬิกาไปเป็นเวลา 14 นาฬิกาเพื่อให้จำเลยนำหลักฐานมาแสดงและกำชับด้วยว่าให้มาศาลก่อนขายทอดตลาดจำเลยมาศาลเวลา 13.20 นาฬิกา ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปแล้วถ้า ข้อเท็จจริงเป็นดัง จำเลยอ้างก็อาจเป็นการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบเนื่องจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่อยู่ในเวลาขายทอดตลาด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไปโดยไม่ได้ไต่สวนให้ได้ความชัด เสียก่อนว่า สมควรเพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1088/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 176) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 422,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้(อันดับ 170,169) จำเลยที่ 1 ที่ 3 ขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 133)ไม่ปรากฏคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในสำนวนที่ส่งมาศาลฎีกา คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1089/2533
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 237) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวนเงิน 106,195 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวนเงิน10,335 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวนเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินแต่ละรายนับแต่วันทำละเมิด(วันที่ 9 มกราคม 2526) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 เพียงจำนวน 50,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 230,232) จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 3 ได้วางหลักประกันและทำหนังสือสัญญา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1090/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับเป็นฎีกาจำเลย จำเลยที่ 1 เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นยังคลาดเคลื่อนอยู่เนื่องจากจำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษามาแล้วต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้ พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 124) แต่โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นายไสว สุขแสงทอง ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 2 ปีส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335วรรคแรก ประกอบมาตรา 86ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ข้อหารับของโจรให้ยกฟ้องศ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1091/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นายไสว สุขแสงทอง ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 2 ปีส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ข้อหา รับของโจรให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา (อันดับ 118) จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 121) จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 124) จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 123) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1092/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยที่ 2คัดค้านดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานนอกฟ้อง นอกประเด็น ตลอดจน ปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาพิพากษา ต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินค้าจำนวน 38,400บาทดอกเบี้ยจำนวน 1,800 บาท และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน38,400 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2529)เป็นต้นไปจนถึงวันชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 62) จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้อง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1093/2533
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ และจำเลยยินดีที่จะวางหลักประกันหรือหลักทรัพย์ไว้ต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันว่า หากจำเลยแพ้คดี โจทก์สามารถที่จะบังคับคดีเอาจากจำเลยได้โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์และทนายโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้วเฉพาะโจทก์ได้ยื่นคำแถลงคัดค้าน (อันดับ 83 แผ่นที่ 2, อันดับ 84) ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวสมพิศเชยชม เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินน.ส.3 เลขที่ 29 หน้าสำรวจ 38 หมู่ 11 ตำบลคลองด่านอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายถึงวันฟ้องรวมจำนวน 25,833.33 บาทให้โจทก์ พร้อมด้วยค่าเสียหายเดือนละ833.33 บาท คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไปจากที่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1094/2533
ความว่า ผู้ร้องฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของผู้ร้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้ร้อง ผู้ร้องเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟังเอกสารหมาย ร.6 เพราะเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้ส่งสำเนาให้โจทก์ 3 วันก่อนสืบพยานผู้ร้องนั้นเป็นการชอบแล้ว ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการพิพากษาในประเด็นข้อกฎหมาย ฉะนั้นผู้ร้องย่อมมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวได้โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของผู้ร้องไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 57 แผ่นที่ 2) คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดตะแกรงกลมทำในประเทศเยอรมันขนาด2x8ฟุตยี่ห …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1095/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็ฎีกาข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างโดยอ้างคำเบิกความของพยานต่าง ๆ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งคดีนี้มีทุนทรัพย์เพียง 30,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 258 จึงไม่รับฎีกาโจทก์เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2มิได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิด โดยรับฟังเฉพาะคำเบิกความของพยานฝ่ายจำเลยเท่านั้น หาได้รับฟังพยานทุกปากให้เป็นที่ยุติไม่ เป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3) และการที่นายจ้อยไทรทองมี ควบคุมดูแลรถแทรกเตอร์ของตนเองและรถแทรกเตอร์ของจ …
- ฎีกาที่ 1096/2533
โจทก์โอนที่พิพาทให้จำเลยที่ 1 โดย แสดงเจตนาลวงด้วย สมรู้กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดย เสน่หาไม่มีค่าตอบแทนและโอนให้หลังจากที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทคืนให้แก่โจทก์ ซึ่ง จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องนี้ดี แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่สุจริต โจทก์จึงยกขึ้นมาต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ดังนี้โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาท.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1096/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330,91 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 32,43,78,157,160 ลงโทษฐานขับรถโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปีฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ จำคุก 2 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 1 ปี2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีใน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (อันดับ 43,42) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว และมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(อันดับ 41,40) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1097/2533
ความว่า โจทก์ได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้โจทก์จำเลยสามารถตกลงกันได้โดยจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์เป็นที่พอใจแล้ว โจทก์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 84แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 100,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย (ทบต้น) ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2519 จนถึงวันที่ 19 มีนาคม 2529และดอกเบี้ย (ไม่ทบต้น) ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 100,000บาท นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ ได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา (อันดับ 77) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 82) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1098/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยเป็นว่า ฎีกาของจำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบเหตุแห่งความประมาททั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายผู้เสียหายแล้วฝ่ายจำเลยน่าจะเป็นฝ่ายถูก แม้จะถือว่าผิดทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายจำเลยควรผิดน้อยกว่า ดังนั้น ควรลงโทษจำเลยหรือไม่ หรือหากลงโทษ จะลงโทษสถาน หนักตามที่ศาลชั้นต้นวางโทษไว้ได้หรือไม่ แม้จำเลยให้การรับสารภาพควรได้รับโทษสถานเบาและได้รับการรอการลงโทษ อีกทั้งที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ข ว่า ผู้เสียหายทั้งสองต่างขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วสูงมิอาจหักหลบรถยนต์ของจำเลยได้ทันจึงเป็นความประมาทของผู้เสียหายเองด้วย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1099/2533
ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ถือว่าถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 โจทก์จะยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลฎีการับอุทธรณ์ของโจทก์เช่นนี้หรืออุทธรณ์ต่อศาลฎีกาย่อมไม่ได้ ไม่รับคำร้อง โจทก์เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สุดต้องเป็นคำสั่งในเนื้อหาของอุทธรณ์แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับเนื้อหาในอุทธรณ์ของโจทก์แต่ประการใด คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ โปรดมีคำสั่งให้รับคำร้องฎีกาคำสั่งของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์อ้าง …