ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 8 จาก 216
- ฎีกาที่ 1073/2533
ศาลชั้นต้นตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและจัดการแบ่งปันมรดกไม่ถูกต้อง ผู้ร้องแถลงรับต่อศาลตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2529 ว่า เจ้ามรดกมีทายาท 9 คนแต่แบ่งมรดกให้ทายาทเพียง 8 คน โดยไม่แจ้งเหตุผลว่า เหตุใดจึงไม่แบ่งมรดกให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวยังไม่บริบูรณ์การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้อง ของ ผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาเพราะการจัดการมรดกของผู้ร้องจะถูกต้องและเป็นการละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องนำสืบให้ปรากฏควรที่ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนต่อไปให้สิ้นกระแสความ
- ฎีกาที่ 1073/2533
ศาลชั้นต้นตั้ง ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตาม กฎหมายและจัดการแบ่งปันมรดกไม่ถูกต้อง ผู้ร้องแถลงรับต่อ ศาลตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า เจ้ามรดกมีทายาท 9 คนแต่ แบ่งมรดกให้ทายาทเพียง 8 คน โดย ไม่ แจ้ง เหตุผลว่า เหตุใดจึงไม่แบ่งมรดกให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความไว้ตาม รายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวยังไม่บริบูรณ์การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้อง ของ ผู้คัดค้าน จึงไม่ชอบด้วย กระบวนพิจารณา เพราะการจัดการมรดกของผู้ร้องจะถูกต้องและเป็นการละเลยไม่ทำการตาม หน้าที่หรือไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต้อง นำสืบให้ปรากฏ ควรที่ศาลชั้นต้นต้องดำเนิน กระบวนพิจารณาไต่สวนต่อไปให้สิ้นกระแสความ.
- ฎีกาที่ 1073/2533
ผู้จัดการมรดกอาจกระทำการตามหน้าที่ได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากทายาท คำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้จัดการมรดกไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและจัดการแบ่งปันมรดกไม่ถูกต้อง เมื่อปรากฏจากบัญชีเครือญาติว่าเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรม 9 คน แต่ผู้จัดการมรดกแถลงรับต่อศาลว่าแบ่งมรดกให้ทายาทเพียง 8 คน โดยไม่แจ้งเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่แบ่งมรดกให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่งศาลต้องไต่สวนให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การจัดการมรดกถูกต้องและเป็นการละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวน ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1073/2533
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,000 บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4มกราคม 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้องจะต้องไม่เกิน 393.75 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 58,57) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1074/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ผิดตามมาตรา 7,72 จำคุก1 ปี ผิดตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก2 ปีจำเลยนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 83) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000บาท (อันดับ 39,66) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1075/2533
จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินพิพาทจากโจทก์โดย การส่งหินทรายให้โจทก์เป็นการชำระราคาครบถ้วนแล้วกรณีถือ ว่าจำเลยได้ ชำระหนี้ตาม สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินพิพาทนั้นให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยได้ โดย หาจำเป็นต้อง มีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อโจทก์ฝ่ายต้อง รับผิดจึงจะฟ้องบังคับคดีได้ แต่ ประการใดไม่ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1075/2533
ความว่า จำเลยฎีกา จำเลยมีทางชนะเป็นอย่างมาก โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 84) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารย้ายออกพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 1117 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้เงินค่าเสียหายจำนวน6,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะส่งมอบอาคารที่เช่าดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 79,78) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 55 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ที่ให้ขับไล่นั้น อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกาส่วนที่ให้ใช้ค่าเสียหาย ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับค่าเสียหายที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นับถึงวันทราบคำสั่งนี้ มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1076/2533
ความว่า โจทก์ได้ยื่นฎีกา บัดนี้โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงกันได้แล้ว โจทก์มีความประสงค์ขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน(อันดับ 87 แผ่นที่ 3) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อเรือนออกไปจากที่ดินตาม น.ส. 3 เล่มที่ 20 หน้า 65 สารบบเล่มหน้า 1073เอกสารหมาย จ.1 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา (อันดับ 81) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 87 แผ่นที่ 3) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้โจทก์ถอนฎีกาได้ ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลให้สามในสี่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1077-1083/2533
ความว่า เนื่องจากเช็คพิพาทที่โจทก์ฟ้องเป็นเพียงเช็คค้ำประกันไม่มีมูลความผิดทางอาญาและพยานหลักฐานโจทก์ต่างก็ขัดแย้งกันในข้อสาระสำคัญหลายประการ คดีของจำเลยมีทางชนะในชั้นฎีกา ประกอบกับคดีนี้จำนวนเงินตามเช็คพิพาทสูงถึง 3 ล้านกว่าบาท เป็นที่สนใจของนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป สมควรได้ขึ้นสู่ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานต่อไปจึงมีความประสงค์ขอให้ท่านอุดมมั่งมีดี ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้โปรดอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ต่อไปด้วย หมายเหตุ คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ โจทก์จำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 ให้ลงโทษตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ข.12574/2528 คดีหมายเลขแดงที่ ข.9224/2529 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทงจำคุก2 ปี ส่วนคดีอื่นอีก 6 สำนวนให้ลงโ …
- ฎีกาที่ 1078/2533
เมื่อการแข่งขันกีฬาอยู่ในขอบเขตวัตถุประสงค์ของนายจ้างการที่ลูกจ้างไปแข่งขันกีฬาฟุตบอลตาม คำสั่งนายจ้างแล้วประสบอันตรายในขณะแข่งขัน ดังนี้เป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้ รับค่าทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนพร้อมด้วย ดอกเบี้ย.
- ฎีกาที่ 1080/2533
ผู้ต้องเสียภาษีฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขณะที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง กรมสรรพากร กลับนำมูลกรณีเดียว กันมาฟ้องขอให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระค่าภาษีอากรตาม ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ดังนี้ โดย ที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) บัญญัติว่า ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อ ศาลนั้น ย่อมเป็นที่เห็นได้ ว่าที่บัญญัติไว้เช่นนี้ ก็โดย วัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไข ยกเลิกหรือเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ เมื่อผู้ต้อง เสีย ภาษีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อ ศาลอยู่ โจทก์มีสิทธิจะได้ รับชำระภาษีตาม ที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุท …
- ฎีกาที่ 1082/2533
บิดามารดาโจทก์ยินยอมให้จำเลยทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เยาว์ โดยโจทก์รู้เห็นด้วยตั้งแต่ขณะจำเลยเริ่มทำและไม่เคยโต้แย้งคัดค้านมาก่อน จึงถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ทางราชการทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์แล้วการที่โจทก์มีอายุ19 ปีเศษ เป็นนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งถือว่ามีความรู้สึกผิดชอบและรอบรู้ถึงผลดีผลเสียแห่งการกระทำของตนได้เป็นอย่างดีแล้วได้ยินยอมให้จำเลยทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์โดยเข้าใจว่าบิดามารดาโจทก์จะได้รับสัมปทานเดินรถบนถนนสายดังกล่าว แต่ต่อมาเมื่อบิดามารดาโจทก์ไม่ได้รับอนุมัติสัมปทาน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทำละเมิดและขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนถนนดังกล่าวออกไปจากที่ดินโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการให้ความยินยอมของโจทก์มิได้รับอนุญาตจากศาลเป็นการขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1574 …
- ฎีกาที่ 1082/2533
พฤติการณ์ที่โจทก์มอบอำนาจให้มารดานำที่ดินของโจทก์ไปจัดการหาผลประโยชน์ติดต่อ กันตลอดมา รวมทั้งการที่บิดามารดาโจทก์ยินยอมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับพวกซึ่ง เป็นจำเลยทำถนน ผ่านที่ดินโจทก์โดย โจทก์ก็รู้เห็นด้วย และไม่เคยโต้แย้งคัดค้านมาก่อน ถือ ได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ทางราชการทำถนน พิพาทผ่านที่ดินของโจทก์แล้วการกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิด โจทก์มีอายุ 19 ปีเศษ เป็นนักศึกษาระดับอุดมศึกษาซึ่ง ถือ ว่ามีความรู้สึกผิดชอบและรอบรู้กับผลดี ผลเสียแห่งการกระทำของตน ได้เป็นอย่างดี แล้ว เมื่อโจทก์ยินยอมให้จำเลยทำถนน ผ่านที่ดินของโจทก์โดย เข้าใจว่าบิดามารดาโจทก์จะได้ รับสัมปทานเดินรถบนถนน สายดังกล่าว แต่ ต่อมาบิดามารดาโจทก์ไม่ได้รับอนุมัติสัมปทาน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดและให้รื้อถอนถนน พิพาทออกไปจากที่ดินโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้ สิทธิโดย ไม่ สุจริตขัดต่อ บทบัญญัติแห่งป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำ …
- ฎีกาที่ 1082/2533
บิดามารดาโจทก์ยินยอมให้จำเลยทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เยาว์ โดยโจทก์รู้เห็นด้วยตั้งแต่ขณะจำเลยเริ่มทำและไม่เคยโต้แย้งคัดค้านมาก่อน จึงถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ทางราชการทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์แล้วการที่โจทก์มีอายุ 19 ปีเศษ เป็นนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งถือว่ามีความรู้สึกผิดชอบและรอบรู้ถึงผลดีผลเสียแห่งการกระทำของตนได้เป็นอย่างดีแล้ว ได้ยินยอมให้จำเลยทำถนนผ่านที่ดินของโจทก์โดยเข้าใจว่าบิดามารดาโจทก์จะได้รับสัมปทานเดินรถบนถนนสายดังกล่าว แต่ต่อมาเมื่อบิดามารดาโจทก์ไม่ได้รับอนุมัติสัมปทาน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทำละเมิดและขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนถนนดังกล่าวออกไปจากที่ดินโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการให้ความยินยอมของโจทก์มิได้รับอนุญาตจากศาลเป็นการขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 15 …
- ฎีกาที่ 1083/2533
เหตุเพลิงใหม้ เกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของพนักงานหรือคนงานของจำเลยที่ 1 ในขณะปฏิบัติงานตามหน้าที่แม้พนักงานหรือคนงานผู้ทำละเมิดอยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2และที่ 3 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพนักงานหรือคนงานดังกล่าวต่างปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 1 ด้วยกัน จึงอยู่ในฐานะนายงานกับคนงานเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนผิดในการออกคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานจนเกิดความเสียหายขึ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย แม้ไม่ได้ความว่าผู้ทำละเมิดเป็นใคร แต่เมื่อฟังได้ว่าผู้ทำละเมิดเป็นพนักงานหรือคนงานของจำเลยที่ 1 ได้ทำละเมิดในขณะปฏิบัติการงานของจำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ที่รับมอบหมาย พนักงานดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผู้แทนอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76.
- ฎีกาที่ 1083/2533
ผู้ทำละเมิดเป็นพนักงานหรือคนงานของจำเลยที่ 1 ได้ทำละเมิดในขณะปฏิบัติการงานของจำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ที่รับมอบหมายพนักงานหรือคนงานดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผู้แทนอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 แม้พนักงานหรือคนงานผู้ทำละเมิดเป็นผู้อยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพนักงานหรือคนงานดังกล่าวต่างก็เป็นพนักงานหรือคนงานของจำเลยที่ 1 และต่างปฏิบัติหน้าที่ให้จำเลยที่ 1 ด้วยกัน จึงอยู่ในฐานะนายงานกับคนงานเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนผิดในการออกคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานจนเกิดความเสียหายขึ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย
- ฎีกาที่ 1083/2533
ผู้ทำละเมิดเป็นพนักงานหรือคนงานของจำเลยที่ 1 ได้ ทำ ละเมิดในขณะปฏิบัติการงานของจำเลยที่ 1 ตาม หน้าที่ที่รับ มอบหมาย พนักงานหรือคนงานดังกล่าวถือ ได้ ว่าเป็นผู้แทนอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ต้อง รับผิดใช้ ค่าสินไหมทดแทนตาม ที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 76 แม้พนักงานหรือคนงานผู้ทำละเมิดเป็นผู้อยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพนักงานหรือคนงานดังกล่าวต่าง ก็เป็นพนักงานหรือคนงานของจำเลยที่ 1 และต่างปฏิบัติหน้าที่ให้จำเลยที่ 1 ด้วย กัน จึงอยู่ในฐานะ นายงานกับคนงานเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนผิดในการออกคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานจนเกิดความเสียหายขึ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงไม่ต้องร่วม รับผิดด้วย.
- ฎีกาที่ 1083/2533
เหตุเพลิงใหม้ เกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของพนักงานหรือคนงานของจำเลยที่ 1 ในขณะปฏิบัติงานตามหน้าที่ แม้พนักงานหรือคนงานผู้ทำละเมิดอยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพนักงานหรือคนงานดังกล่าวต่างปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 1 ด้วยกัน จึงอยู่ในฐานะนายงานกับคนงานเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนผิดในการออกคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานจนเกิดความเสียหายขึ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย แม้ไม่ได้ความว่าผู้ทำละเมิดเป็นใคร แต่เมื่อฟังได้ว่าผู้ทำละเมิดเป็นพนักงานหรือคนงานของจำเลยที่ 1 ได้ทำละเมิดในขณะปฏิบัติการงานของจำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ที่รับมอบหมาย พนักงานดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผู้แทนอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76
- ฎีกาที่ 1084/2533
จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมคนหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมอีกคนหนึ่งจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทอยู่แล้ว โจทก์จะมีสิทธิจดทะเบียนนิติกรรมได้ก่อนหรือไม่ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งอยู่โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในบ้านและที่ดินพิพาทนั้น.
- ฎีกาที่ 1084/2533
โจทก์ บุตรโจทก์และ น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในบ้านและที่ดินพิพาทจำเลยอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทกับ น. โดย จำเลยอาศัยสิทธิของ น. ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาท.