ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 13 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1132/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 1.1 เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ ส่วนฎีกาข้อ 1.2 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากล่าว กันมาในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งข้อ 2.1(น่าจะเป็น 1.1) และข้อ 2.2(น่าจะเป็น 1.2) นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หากศาลฎีกาฟังว่าฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของจำเลยก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยเฉพาะฎีกาข้อ 2.2(น่าจะเป็น 1.2) แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นแล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1133-1134/2533
ความว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่าอุทธรณ์ข้อ 2.1 เป็นการอุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่รับคงรับเฉพาะอุทธรณ์ข้อ 2.2 และ 2.3 จำเลยทั้งสองเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อ 2.1 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า แม้ศาลแรงงานกลางมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงในเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ซึ่งเป็นใบลาออกจากงานของโจทก์ที่ 1 ขึ้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงนั้นขึ้นวินิจฉัยเพื่อปรับเข้ากับบทกฎหมายได้อีกทั้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลแรงงานกลางก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 40) คดีทั้งสองสำนวนนี้ จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลรายเดียวกันศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรี …
- ฎีกาที่ 1135/2533
หนังสือรับรองการจดทะเบียนท้ายฟ้องมิได้มีข้อจำกัดอำนาจของกรรมการไว้ ผู้ลงชื่อแทนโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจก็เป็นกรรมการของบริษัท และประทับตราสำคัญของบริษัท แม้โจทก์ไม่มีหนังสือรับรองของสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทมาแสดงว่ากรรมการกี่คนมีอำนาจทำการแทนบริษัทได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ระบุในฟ้องและนำสืบแล้วว่า กรรมการที่จะลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือกรรมการสองคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท ซึ่งไม่ขัดกับหนังสือรับรองการจดทะเบียนท้ายฟ้อง ทั้งฝ่ายจำเลยก็มิได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างใด หากศาลสงสัยว่าใบมอบอำนาจกระทำโดยผู้ไม่มีอำนาจ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้โจทก์ส่งหนังสือรับรองอำนาจจัดการของโจทก์ของสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 66 ถือได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้แล้ว.
- ฎีกาที่ 1135/2533
โจทก์บรรยายฟ้องระบุชื่อ กรรมการของบริษัททั้ง 6 คน และบรรยายฟ้องด้วย ว่ากรรมการที่จะลงชื่อผูกพันบริษัทได้ คือ กรรมการสองคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท การฟ้องคดี นี้บริษัทโจทก์โดย ส. กับ ว. กรรมการสองคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญมอบอำนาจให้ ธ. เป็นโจทก์ แม้โจทก์ไม่มีหนังสือรับรองของสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครมาแสดงว่ากรรมการกี่คนมีอำนาจทำแทนบริษัทได้ ก็ตาม แต่ เมื่อโจทก์ได้ระบุในฟ้อง และนำสืบแล้ว จึงถือ ได้ ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้อง คดีนี้แล้ว.
- ฎีกาที่ 1135/2533
หนังสือรับรองการจดทะเบียนท้ายฟ้องมิได้มีข้อจำกัดอำนาจของกรรมการไว้ ผู้ลงชื่อแทนโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจก็เป็นกรรมการของบริษัท และประทับตราสำคัญของบริษัท แม้โจทก์ไม่มีหนังสือรับรองของสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทมาแสดงว่ากรรมการกี่คนมีอำนาจทำการแทนบริษัทได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ระบุในฟ้องและนำสืบแล้วว่า กรรมการที่จะลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือกรรมการสองคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท ซึ่งไม่ขัดกับหนังสือรับรองการจดทะเบียนท้ายฟ้อง ทั้งฝ่ายจำเลยก็มิได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างใด หากศาลสงสัยว่าใบมอบอำนาจกระทำโดยผู้ไม่มีอำนาจ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้โจทก์ส่งหนังสือรับรองอำนาจจัดการของโจทก์ของสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 66 ถือได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้แล้ว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1135/2533
ความว่า จำเลยทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นายมูฮำหมัดสมิงแก้ว ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง,83 จำคุกคนละ 15 ปีและนับโทษจำเลยที่ 1 ติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1865/2529 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา (อันดับ 123) จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ(อันดับ 111,110) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้งสองชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท(อันดับ 3) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้งสองชั่วคราวระหว่างฎีกา ตีราคาคนละสามแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1136/2533
เจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมสามารถใช้สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ จึงต้องแปลโดยเคร่งครัด จะแปลโดยอนุโลมหาได้ไม่ เมื่อที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 จะเคยเป็นที่แปลงเดียวกับที่ดินจำเลยมาก่อนก็ตาม จะถือโดยอนุโลมว่าที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินจำเลยด้วยหาได้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะภายในบริเวณที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่ที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยไปสู่ทางสาธารณะไม่ได้.
- ฎีกาที่ 1136/2533
การที่เจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมใช้สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้นั้น เป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ จึงต้องแปลโดยเคร่งครัด จะแปลโดยอนุโลมหาได้ไม่เมื่อที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่33092 แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 จะเคยเป็นที่แปลงเดียวกับที่ดินจำเลยมาก่อนก็ตามจะถือโดยอนุโลมว่าที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินจำเลยด้วยหาได้ไม่โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะภายในบริเวณที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่ที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยไปสู่ทางสาธารณะไม่ได้
- ฎีกาที่ 1136/2533
การที่เจ้าของที่ดินที่ถูก ที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมใช้ สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่ง ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะนั้น เป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ จึงต้อง แปลโดย เคร่งครัดดังนั้น เมื่อที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนด เลขที่ 33092ก็ต้อง ถือ โดย เคร่งครัดว่าที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 เท่านั้น แม้ที่ดินโฉนด เลขที่ 33092 จะเคยเป็นที่แปลงเดียว กับที่ดินจำเลยมาก่อนก็ตาม จะถือ โดย อนุโลมว่าที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินจำเลยด้วย หา ได้ ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไปสู่ทางสาธารณะได้ เฉพาะ ภายในบริเวณที่ดินโฉนด เลขที่ 33092 ซึ่ง เป็นที่ดินแปลงที่ที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 จะใช้ สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยไปสู่ทางสาธารณะหาได้ไม่.
- ฎีกาที่ 1136/2533
เจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมสามารถใช้สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ เป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ จึงต้องแปลโดยเคร่งครัด จะแปลโดยอนุโลมหาได้ไม่ เมื่อที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 จะเคยเป็นที่แปลงเดียวกับที่ดินจำเลยมาก่อนก็ตาม จะถือโดยอนุโลมว่าที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินจำเลยด้วยหาได้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะภายในบริเวณที่ดินโฉนดเลขที่ 33092 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่ที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยไปสู่ทางสาธารณะไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1136/2533
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลภาษีอากรกลางไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่า ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล ให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์ ถ้าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 15 วัน โจทก์เห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาว่าโจทก์ขายทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.11 ในราคาค่อนข้างต่ำ ไม่เชื่อว่าขายไปจริงนั้น การซื้อขายของโจทก์สมบูรณ์ตามกฎหมายและที่ขายราคาต่ำก็มีเหตุผลเนื่องจากเป็นทรัพย์ที่เก่ามากและเป็นการขอร้องให้ผู้ถือหุ้นและบุคคลอื่นช่วยซื้อประกอบกับบริษัทโจทก์ขาดทุนและไม่สามารถยืมเงินจากผู้ใดได้ โจทก์จึงไม่สามารถนำเงินมาชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ โปรดมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ด้วย หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 123) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการประเมินภาษีอากรของเจ้า …
- ฎีกาที่ 1137/2533
จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 กระทำไปในทางการที่จ้างซึ่ง จำเลยที่ 2 ที่ 3 ต้อง ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อ โจทก์จำเลยที่ 2 ที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกน้ำมันเข้าวิ่งรับขนส่งน้ำมันในนามของจำเลยที่ 4 ซึ่ง จำเลยที่ 4 ได้ ผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละสิบ ตาม สัญญาขนส่งน้ำมันระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 4กำหนดให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับผิดชอบค่าจ้างคนขับรถ ดังนี้ถือ ได้ ว่ากิจการดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 จึงต้อง ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ด้วย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1137/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำคุก 4 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (อันดับ 188) จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ(อันดับ 192 แผ่นที่ 1, อันดับ 191) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 12,76) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกัน 200,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1138/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำคุก 4 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (อันดับ 188) จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ(อันดับ 192 แผ่นที่ 3, อันดับ 191) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน200,000 บาท (อันดับ 3,81) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาตีราคาค่าประกัน 200,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1139/2533
จำเลยจำหน่ายอากรแสตมป์ปลอมให้แก่โจทก์ พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจ พบจึงแจ้งให้โจทก์ชำระเงินค่าอากรแสตมป์ปลอมและปรับอีก6 เท่าของค่าอากรแสตมป์ปลอม โจทก์ชำระค่าอากรแสตมป์และค่าปรับแล้วชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1139/2533
ความว่า ผู้ร้องฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งขณะยื่นฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกิน เดือนละ 5,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244 ฎีกาทุกข้อเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับ ผู้ร้องเห็นว่า ฎีกาของผู้ร้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกมิใช่บริวารของจำเลย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ผูกพันผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 อีกทั้งคำร้องดังกล่าวเป็นการยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296จัตวา ซึ่งเป็นคำฟ้องและคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3),(5) อันเป็นการตั้งประเด็นใหม่เป็นอีกคดีหนึ่งแยกพิจารณาออกจากคดีเดิม จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็ …
- ฎีกาที่ 114/2533
ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แม้ผู้เสียหายได้รับการผ่อนผันจากทางราชการให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวก็ตามแต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายยังมิได้ยึดถือครอบครองเข้าทำประโยชน์ใด ๆ และผู้เสียหายกับจำเลยต่างยังแย่งกันครอบครองที่ดินดังกล่าวอยู่ ทั้งปรากฏว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินเกิดเหตุเป็นของจำเลย ดังนี้การที่จำเลยโต้เถียงกับผู้เสียหายเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่เกิดเหตุแล้วจำเลยพูดกับผู้เสียหายว่า ถ้าไม่ได้ที่ดินที่เกิดเหตุจะฆ่าสามีผู้เสียหายนั้นตามพฤติการณ์แห่งคดี น่าเชื่อว่า เป็นการพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวมากกว่าที่จะมีเจตนาข่มขืนใจโดยขู่เข็ญผู้เสียหายอันจะเป็นความผิดฐานพยายามกรรโชก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1140/2533
ความว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา หากให้โจทก์บังคับคดีในระหว่างนี้ ผู้ร้องจะได้รับความเสียหายโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวตามฟ้องของโจทก์และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ฯลฯยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวตามฟ้องของโจทก์โดยประกาศแจ้งให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน และผู้ร้องครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายนิมนต์วงศ์ชัยศรี เจ้าของ ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยแ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1141/2533
ความว่า จำเลยที่ 4 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1, ที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339,83 จำคุกคนละ 10 ปีจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 2 ปียกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 143) ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 4 ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามลำดับชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 200,000 บาท(อันดับ 17 แผ่นที่ 2, อันดับ 20ก. แผ่นที่ 2, อันดับ 110แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดี ยังไม่สมควรอนุญาตให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1142/2533
ความว่า จำเลยทั้งสามยื่นฎีกาสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 14พฤษภาคม 2533 ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกเฉพาะคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสามคนละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับ ฉบับที่สองลงวันที่ 17พฤษภาคม 2533 ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงอันนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามฎีกาตามเหตุผลที่ปรากฏในฎีกาของจำเลยทั้งสามฉบับลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2533 ไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสามเห็นว่า ฎีกาฉบับที่สองเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสามไ …