ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 17 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1179/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา220 จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์มีข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาควรจักได้พิจารณาโดยละเอียดอีกครั้ง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสี่แถลงคัดค้าน (อันดับ 32 แผ่นที่ 2)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา177,83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 28) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 29) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1180/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการอันดับ 15) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน150,000 บาท (สำนวนธุรการอันดับ 2,7) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสมควรได้พิจารณาคำฟ้องฎีกาของจำเลยประกอบด้วย แต่จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกามา จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1181/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,8,15,66,102จำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ(สำนวนธุรการอันดับ 18,17) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 50,000บาท (สำนวนธุรการอันดับ 2 แผ่นที่ 2, อันดับ 9 แผ่นที่ 3) คำสั่ง ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอประกันถอนคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องสั่งคำร้องนี้อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1182/2533
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 75แผ่นที่ 2) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต.3/1039/2/00997-8 ลงวันที่ 17 กันยายน 2530 ตามเอกสารหมายจ.6 และ จ.7 ตรงกับเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 303 และแผ่นที่ 304กับเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 236/2531/1 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2531 ตามเอกสารหมาย จ.9ตรงกับเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 3 จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 73,72) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์
- ฎีกาที่ 1183/2533
โจทก์ฟ้องเรียกเงินตาม สัญญากู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้ คดีว่าโจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ ดังนี้จำเลยจึงมีสิทธินำสืบว่า พยานในแบบพิมพ์ดังกล่าวยังไม่มี ก. พยานโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อและมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งศาลกำหนดให้จำเลยนำสืบก่อนจำเลยจึงไม่อาจถามค้านโจทก์ไว้ก่อนได้ การนำสืบของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ เป็นการนำสืบนอกคำคู่ความและนอกประเด็น โจทก์ฟ้องเรียกหนี้ 14,000 บาท ได้ความว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์3,532.25 บาท ดังนี้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตาม ที่ได้ความได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1183/2533
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษนั้นเป็นฎีกาเกี่ยวแก่ดุลพินิจของศาล ต้องห้ามมิให้ฎีกา จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2533 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง การที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ให้ปรากฏในศาลชั้นต้นก็เนื่องจากจำเลยได้กลับคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องเพราะได้มีการหลอกลวงชักจูงและศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกจำเลยโดยพิจารณาจากรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งรายงานและความเห็นดังกล่าวเป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นนำมาประกอบการพิจารณาเท่านั้นหาใช่เป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาพิจารณาลงโทษจำคุกจำเลยได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226และการที่โจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าลูกระเบิดตามฟ้องยังใช้การระเบิดได้ สามารถสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ ทรัพย์สินเสียหายได้อย่างร้ายแรง จะฟังว่าเป็นระเบิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1184/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 55,78 จำคุก 2 ปี คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง สมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่าประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 47,46) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน150,000 บาท (อันดับ 3,33) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรได้พิจารณาคำฟ้องฎีกาของจำเลยประกอบด้วย แต่จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกามา จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1185/2533
จำเลยนำรถยนต์ เข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดย จำเลยทำสัญญาไว้ต่อ โจทก์ว่าจะส่งรถยนต์ คันดังกล่าวกลับออกไปภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจำเลยยอมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม สัญญา อ้างว่าเป็นการพ้นวิสัยเนื่องจากประเทศที่จำเลยจะส่งรถยนต์ กลับออกไปตาม สัญญานั้นเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยใช้ สิทธิการปกครองแตกต่าง กับประเทศไทย จำเลยไม่กล้านำรถยนต์ กลับออกไปยังประเทศดังกล่าว ดังนี้ เป็นเพียงจำเลยไม่กล้านำรถยนต์ กลับออกไปเท่านั้น ไม่ใช่จำเลยกระทำไม่ได้ การชำระหนี้ของจำเลยไม่เป็นการพ้นวิสัย จำเลยต้อง ชำระเงินแก่โจทก์.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1185/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 2 ปี ความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยกฟ้อง และคำขออื่นให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 47) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 100,000บาท (อันดับ 5,38) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1186/2533
การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันให้ ก. กับ พ.ซึ่งเป็นบุคคลที่จำเลยอ้างว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยแทนโจทก์สาบานตนตามที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้กล่าวนำสาบานถ้า ก. กับ พ.สาบานได้ว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองยอมแพ้คดีถ้าไม่กล้าสาบานโจทก์ยอมแพ้คดีนั้น แม้ ก. กับ พ. จะมิใช่โจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียก็ตาม การสาบานตนของบุคคลทั้งสองก็เป็นเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้นเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อแพ้ชนะในคดีทั้งคำท้าสาบานก็ตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่ศาลกำหนดไว้แล้ว ข้อตกลงท้ากันดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่ความ โจทก์และจำเลยทั้งสองรู้จัก ก. และ พ. ผู้สาบานซึ่งเป็นสามีภรรยากันมาก่อนในวันนัดสาบานตัว ฝ่ายจำเลยได้นำสาบานโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านเรื่องตัวผู้สาบาน ผู้สาบานได้สาบานตามคำท้าแล้ว โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้สาบานลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล โดยผู้สาบานลงชื่อว่า จ. และ พ. ไม่ …
- ฎีกาที่ 1186/2533
การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันให้ ก. กับ พ.ซึ่งเป็นบุคคลที่จำเลยอ้างว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยแทนโจทก์สาบานตนตามที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้กล่าวนำสาบาน ถ้า ก. กับ พ.สาบานว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองยอมแพ้คดี ถ้าไม่กล้าสาบานโจทก์ยอมแพ้คดีนั้น แม้ ก. กับ พ.จะมิใช่โจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียก็ตาม แต่เป็นบุคคลที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้รับชำระหนี้จากจำเลย การสาบานตนของบุคคลทั้งสองก็เป็นเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้นเพื่อให้ศาลวินิจฉัยเป็นข้อแพ้ชนะในคดี ทั้งคำท้าสาบานก็ตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่ศาลกำหนดไว้แล้ว ข้อตกลงท้ากันดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่ความ โจทก์และจำเลยทั้งสองรู้จัก ก. และ พ. ผู้สาบานซึ่งเป็นสามีภรรยากันมาก่อน ในวันนัดสาบานตัว ฝ่ายจำเลยได้นำสาบานโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านเรื่องตัวผู้สาบาน ผู้สาบานได้สาบานตามคำท้าแล้ว โจทก์จำเลยทั้งสอง และผู้สาบานลงชื่อในรา …
- ฎีกาที่ 1186/2533
โจทก์จำเลยตกลง ท้ากันว่า ถ้า ก. กับ พ. สาบานตัว ตาม ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้กล่าวนำสาบานตาม คำท้าได้ จำเลยทั้งสองยอมแพ้ ถ้า ไม่กล้าสาบานโจทก์ยอมแพ้การสาบานของคนทั้งสองจึงเป็นเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้นเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อแพ้ชนะในคดี แม้ ก. และ พ. จะมิใช่โจทก์ แต่ เป็นบุคคลที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้รับชำระหนี้จากจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่ความ.
- ฎีกาที่ 1186/2533
การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันให้ ก. กับ พ. ซึ่งเป็นบุคคลที่จำเลยอ้างว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยแทนโจทก์สาบานตนตามที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้กล่าวนำสาบาน ถ้า ก. กับ พ.สาบานได้ว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองยอมแพ้คดีถ้าไม่กล้าสาบานโจทก์ยอมแพ้คดีนั้น แม้ ก. กับ พ. จะมิใช่โจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียก็ตาม การสาบานตนของบุคคลทั้งสองก็เป็นเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้นเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อแพ้ชนะในคดีทั้งคำท้าสาบานก็ตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่ศาลกำหนดไว้แล้ว ข้อตกลงท้ากันดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่ความ โจทก์และจำเลยทั้งสองรู้จัก ก. และ พ. ผู้สาบานซึ่งเป็นสามีภรรยากันมาก่อนในวันนัดสาบานตัว ฝ่ายจำเลยได้นำสาบานโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านเรื่องตัวผู้สาบาน ผู้สาบานได้สาบานตามคำท้าแล้ว โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้สาบานลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล โดยผู้สาบานลงชื่อว่า จ. และ พ. ไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1186/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกา บัดนี้โจทก์และจำเลยตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่ติดใจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองอีก และจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจที่จะฎีกาคดีนี้อีกต่อไป จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 114) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 250,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2ใช้เงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้บังคับจำนองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 11280 ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ) อำเภอบางกอกใหญ่กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์หากได้เงินไม่พอให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ …
- ฎีกาที่ 1187/2533
เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันว่า "LACOVO"อ่านออกเสียงว่า "ลาโคโว" ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นอักษรโรมันว่า "TACOLAVO" อ่านออกเสียงว่า "ทาโคลาโว"เครื่องหมายการค้าของโจทก์อ่านออกเสียง 3 พยางค์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยอ่านออกเสียง 4 พยางค์ พยางค์หน้าของเครื่องหมายการค้าของโจทก์อ่านว่า "ลา" เป็นเสียงอักษร "ล"ส่วนพยางค์หน้าของเครื่องหมายการค้าของจำเลยอ่านว่า "ทา"เป็นเสียงอักษร "ท" สำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีเสียงอักษร "ท" เลย แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยอ่านออกเสียงเหมือนกันอยู่ 3 พยางค์ คือลา โค และโว แต่ทั้งสามพยางค์นั้นเครื่องหมายการค้าของโจทก์มิได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับเครื่องหมายการค้าของจำเลย ยกเว้นเสียงโวเท่านั้นที่เป็นพยางค์สุดท้ายเช่นเดียวกัน ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับจำเลยมีข้อแตกต่างกันมาก ไม่อาจกล่าวได้ว่าเหมือนหรือคล้ายกันถึงขนาดทำให …
- ฎีกาที่ 1187/2533
เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันว่า "LACOVO"อ่านออกเสียงว่า "ลาโคโว" ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นอักษรโรมันว่า "TACOLAVO" อ่านออกเสียงว่า "ทาโคลาโว"เครื่องหมายการค้าของโจทก์อ่านออกเสียง 3 พยางค์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยอ่านออกเสียง 4 พยางค์ พยางค์ หน้าของเครื่องหมายการค้าของโจทก์อ่านว่า "ลา" เป็นเสียงอักษร "ล"ส่วนพยางค์ หน้าของเครื่องหมายการค้าของจำเลยอ่านว่า "ทา" เป็นเสียงอักษร "ท" สำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีเสียงอักษร "ท" เลย แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยอ่านออกเสียงเหมือนกันอยู่ 3 พยางค์ คือ ลาโคและโว แต่ ทั้งสามพยางค์นั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์มิได้อยู่ในตำแหน่ง เดียว กับเครื่องหมายการค้าของจำเลย ยกเว้นเสียงโว เท่านั้นที่เป็นพยางค์ สุดท้ายเช่นเดียว กัน ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของจำเลยมีข้อแตกต่างกันมากไม่อาจกล่าวได้ ว่าเหมือนหรือคล้ายกั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1187/2533
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา จำเลยประสงค์จะขอทุเลาการบังคับในชั้นฎีกา โดยขอถือเอาหลักทรัพย์และหลักประกันตามที่ได้วางไว้ในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักประกันในชั้นฎีกาต่อไปโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 128) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน80,540 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 123,122แผ่นที่ 2) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์แต่จำเลยไม่นำหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 86,91) โจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย จำเลยและบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัดฯผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ถอนการบังคับคดี โดยผู้ร้องขอวางหลักประกัน (สลากออมสินพิเศษ) ไว้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1188/2533
ความว่า จำเลยทั้งสองยื่นฎีกา มีเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะชนะคดีได้โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 69) ระหว่างฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 สามีโดยชอบของจำเลยที่ 2 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ด้วยศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินให้โจทก์50,620 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2529 อันเป็นวันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ(ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 4,081 บาท) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 64,65) จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยนายกษิดิส พ่วงพิพัฒน์ ได้วางหลักประกันและทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 45,51) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1189/2533
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 95) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 54,050 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามยื่นฎีกาสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 12 มีนาคม 2533ศาลชั้นต้นสั่งให้คืนไปทำมาใหม่ภายในกำหนดอายุฎีกา มิฉะนั้นศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาข้ออื่นต่อไป ฉบับที่สองลงวันที่ 20 มีนาคม 2533 ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา (อันดับ 93) จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 92) จำเลยทั้งสามได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยนำสัญญาค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 75 แผ่นที่ 4, อันดับ 61 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยทั้งสามหรื …
- ฎีกาที่ 1191/2533
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่ง ผู้เป็นเจ้าของมีแต่ เพียงสิทธิครอบครองแม้จำเลยที่ 1 จะไม่มีอำนาจขายที่ดินพิพาทและได้กระทำไปโดย ไม่ ชอบ ด้วย กฎหมาย เพราะจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนเจ้าของ ซึ่ง เป็นบุตรผู้เยาว์และขายโดย ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก็ตาม แต่ เจ้าของที่ดิน พิพาททุกคนโดยเฉพาะ จำเลยที่ 4 หลังจากบรรลุนิติภาวะแล้วก็ได้ แสดงเจตนาโดย แจ้งชัดว่ายอมสละและส่งมอบการครอบครองทั้งทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้ผู้ร้องที่ 1 แล้วผู้ร้องที่ 1ได้ เข้าครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อ กันมาโดยตลอด ผู้ร้องที่ 1ย่อมได้ สิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท.