ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 19 จาก 216
- ฎีกาที่ 1227/2533
สิทธิที่จะใช้ทางผ่านที่ดินจำเลยตามสัญญาระหว่างสามีโจทก์กับจำเลย แม้จะมิได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่เป็นทรัพย์สิทธิที่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งแลพาณิชย์ มาตรา 1299 แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา และมิใช่สิทธิที่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของคู่สัญญาโดยแท้ เมื่อคู่สัญญาตายไปสิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, 1600
- ฎีกาที่ 1228/2533
จำเลยยื่นความจำนง ขอซื้อ ที่ดิน พิพาทจากกองทัพอากาศ และจำเลยยอมให้กองทัพอากาศหัก เงินเดือน ของจำเลยทุกเดือนเป็นการผ่อนชำระราคาที่ดิน เมื่อผ่อนชำระครบถ้วนแล้ว ผู้ขายได้ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในระหว่างสมรส ดังนี้ ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย.
- ฎีกาที่ 1231/2533
การที่ผู้ตายเมาสุราและได้ บังคับขู่เข็ญโดยใช้ มือผลักอก จำเลยหลายครั้งเพื่อให้จำเลยไปดื่ม สุราด้วย และท้าทายให้ยิงกันพร้อมกับทำท่าล้วงอาวุธปืนเมื่อจำเลยวิ่งหนี ผู้ตายยังวิ่งไล่ตามไปอีก จำเลยจึงใช้ อาวุธปืนยิงทันที ถือ ได้ ว่าจำเลยกระทำไปเพราะถูก ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วย เหตุอันไม่ เป็นธรรม ตามป.อ. มาตรา 72 พนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯมาตรา 772 และข้อหาฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 แม้ศาลจะอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีด้วย ก็หมายถึงอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ เฉพาะ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นเท่านั้นเพราะโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1232/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297,86 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการ อันดับ 21) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน100,000 บาท (สำนวนธุรการ อันดับ 1 แผ่นที่ 2, อันดับ 12 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรได้พิจารณาคำฟ้องฎีกาของจำเลยประกอบด้วย แต่จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกามา จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1233/2533
การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดมาตั้งแต่เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่ง และเมื่อได้พกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด การที่จำเลยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางไปพยายามปล้นทรัพย์แต่ก็เป็นเพียงยานพาหนะไปมาและพาจำเลยกับพวกหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมโดยสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ.
- ฎีกาที่ 1233/2533
การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตั้งแต่เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่ง และเมื่อได้พกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด การที่จำเลยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางไปพยายามปล้นทรัพย์ ก็เป็นเพียงยานพาหนะไปมาและพาจำเลยกับพวกหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมโดยสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ
- ฎีกาที่ 1233/2533
การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดมาตั้งแต่ เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่ง และเมื่อได้ พกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดย ผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่าง กัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ ขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางไปพยายามปล้นทรัพย์ แต่ ก็เป็นเพียงยานพาหนะไปมา และพาจำเลยที่ 1 ที่ 2กับพวกหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมโดย สะดวกและรวดเร็วเท่านั้นรถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ ใช้ ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้.
- ฎีกาที่ 1233/2533
การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดมาตั้งแต่เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่ง และเมื่อได้พกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด การที่จำเลยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางไปพยายามปล้นทรัพย์แต่ก็เป็นเพียงยานพาหนะไปมาและพาจำเลยกับพวกหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมโดยสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1233/2533
ความว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของโจทก์ในคดีนี้ เนื่องจากโจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2531 ผู้ร้องมีความประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยรับสำเนาคำร้องแล้วแถลงข้างคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 74) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดตราจองที่ 3515 ตำบลท่าอิฐ (ท่าเสา) อำเภอเมืองอุตรดิตถ์จังหวัดอุตรดิตถ์ (เมืองพิไชย มณฑลพิษณุโลก) โดยให้รื้อถอนกระท่อมออกไปกับห้ามมิให้จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา (อันดับ 62) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วจึงให้รวมสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป (อันดับ 74,75) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะได้ตามขอ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1234/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณานางสำรอง เหลาอ่อน ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา (บุกรุก) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ,72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91,362,364,365 เรียงกระทงลงโทษข้อหาพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนติดตัวไปในหมู่บ้านในทางสาธารณะโดยเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน ข้อหาบุกรุก จำคุก 5 เดือนรวมจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 162,364พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง,72 ทวิวรรคสอง ลงโทษฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมกับโทษฐานบุกรุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ 5 เดือนแล้ว เป็นจำคุก 11 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1236/2533
ความว่า เนื่องด้วยปรากฏว่า ทนายความทั้งสองของโจทก์คือ นางสาวธฎินาถบุญช่วยและนายธะนะกรคุณาวุฒิ เป็นข้าราชการกรุงเทพมหานคร จึงขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 35(10) ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้อ้างไว้ในคำแถลงการณ์ต่อศาลและยื่นเรื่องต่อสภาทนายความเพื่อขอให้เพิกถอนใบอนุญาตว่าความ บัดนี้ สภาทนายความได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและประธานกรรมการได้มีหนังสือให้กรุงเทพมหานครตอบยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเป็นข้าราชการอยู่หรือไม่แต่กรุงเทพมหานครก็มิได้ตอบรับให้ความร่วมมือ สภาทนายความจึงไม่สามารถพิจารณาออกใบถอนการเป็นทนายความได้ จำเลยที่ 1 จึงขอบารมีศาลได้โปรดมีคำสั่งออกหมายเรียกพยานเอกสารทะเบียนประวัติบุคคลทั้งสองไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อประกอบหลักฐานในการพิจารณาของศาลและของสภาทนายความต่อไปและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งหมายเรียกดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 จะเป็น …
- ฎีกาที่ 1237/2533
โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐาน ฉ้อโกง และความผิดต่อพ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ โดย ความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานแก่คนงานโดย ทั่วไป จำเลยกับพวกดังกล่าวได้ เรียกและ รับค่าบริการเป็นเงินเป็นค่าตอบแทนการจัดหางาน ทั้งนี้โดยจำเลย กับพวกไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนตาม กฎหมายแต่ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ ดำเนินการอย่างไรบ้างในการจัดหางานโดย ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งข้อเท็จจริงตาม คำบรรยายฟ้องในความผิดฐาน ฉ้อโกงซึ่ง จำเลยให้การ รับสารภาพก็ฟังได้ว่า จำเลยไม่สามารถและไม่มีเจตนาที่จะจัดส่งโจทก์ร่วมทั้งสามไปทำงานยังประเทศ ซาอุดีอาระเบีย แต่ ประการ ใด แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม แต่ ได้ อ้างเอา การจัดหางานมาเป็นวิธีการหลอกลวงเพื่อให้โจทก์ทั้งสามหลงเชื่อยอมให้เงินแก่จำเลยเท่านั้นข้อเท็จจริงจึงไม่พอฟังว่าจำเลยได้ ด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1237/2533
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกา จำเลยมิได้ยกขึ้นมากล่าวอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คดีจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 และ 225 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า การที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมย่อมเป็นข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะต้องพิจารณาเองว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าฟ้องมิชอบด้วยกฎหมายศาลย่อมพิพากษายกฟ้อง และข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาเป็นข้อกฎหมายที่อ้างฐานความผิดว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใดหรือไม่โจทก์บรรยายฟ้องและคำขอท้ายฟ้องมา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างอ้างบทบัญญัตินั้นขึ้นกำหนดโทษแก่จำเลยจึงถือได้ว่าได้ยกบทบัญญัติดังกล่าวอันเป็นฐานความผิดขึ้นว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว ทั้งพระราชบัญญัติป่าไม้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1238/2533
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นข้อ 1 ก. เป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมายที่ไร้สาระ ข้อ 1 ข. คือ ข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 เลิกจ้างโจทก์เป็นอุทธรณ์นอกคำฟ้องในประเด็นข้อ 3 ข้อที่ว่าโจทก์จำเลยมีข้อตกลงกันว่า จำเลยจะจ่ายผลประโยชน์จากกำไรให้โจทก์ร้อยละสิบหรือไม่ เป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และข้อที่ว่าข้อตกลงดังกล่าวต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่เป็นอุทธรณ์นอกคำพิพากษา ในประเด็นข้อ 6 เป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงและในประเด็นข้อ 7 เป็นการอุทธรณ์ข้อกฎหมายที่ไร้สาระ จึงมี คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นข้อ 1 ก. เป็นปัญหาว่าศาลแรงงานกลางหยิบยกข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวนความและมิได้วินิจฉัยตามประเด็นที่กำหนดไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมายที่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย อุทธรณ์ข้อ 1 ข. มิใช่อุทธรณ์นอกคำฟ้องเป็นอุทธรณ์ที่คู่ความได้หยิบยกว่ากล่าวกันมาแล้วโ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1239/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 จำคุก 10 ปี การที่จำเลยรู้สึกความผิดเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดโดยการชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย เป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 70,69) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน260,000 บาท (อันดับ 4,54) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ตีราคาสามแสนบาทให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันโดยเรียกหลักประกันเพิ่มแล้วดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 124/2533
แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ตามฟ้องของตน เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ คดีคงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวชนเสาหินกันโค้งและรางระบาย น้ำคอนกรีตของโจทก์เสียหาย โดยรถยนต์เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้เช่าซื้อมา ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำด้วย.
- ฎีกาที่ 124/2533
จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันที่เกิดเหตุชนหลักเสาหินกันโค้ง และรางระบายน้ำคอนกรีตของโจทก์เสียหาย รถยนต์บรรทุกดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 เช่าซื้อมาจากบริษัท ค. ซึ่งตามป.พ.พ. มาตรา 572 จำเลยที่ 2 คงมีสิทธิที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์คันดังกล่าวระหว่างเช่าซื้อเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถยนต์ในขณะเกิดเหตุตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 437 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย.
- ฎีกาที่ 124/2533
แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ตามฟ้องของตน เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ คดีคงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวชนเสาหินกันโค้งและรางระบายน้ำคอนกรีตของโจทก์เสียหาย โดยรถยนต์เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้เช่าซื้อมา ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:124/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายซึ่งจำเลยมีสิทธิฎีกาได้ กล่าวคือในปัญหาข้อเท็จจริงจำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ยกฟ้องโจทก์ สำหรับมาตรา 265 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 เป็นคำพิพากษาที่แก้ไขมากและไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยฎีกาในข้อ 5 ว่าการกระทำของ จำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ และข้อ 6 ว่าเมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ตกไป ความผิดตามมาตรา 267 …
- ฎีกาที่ 1240/2533
ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดตราจองที่ 5272 ซึ่งโจทก์(กระทรวงการคลัง) รับโอนมาจาก กระทรวงกลาโหม และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุเมื่อปี 2471 เดิม กระทรวงกลาโหมใช้เป็นสนามฝึกยิงปืน ต่อมาโจทก์ให้ กระทรวงศึกษาธิการ ใช้ที่ดินบางส่วนเป็นที่ตั้ง โรงเรียนสวนหลวง ที่ดินตามโฉนดตราจองดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(3) ต้องห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินตามมาตรา 1306.