ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 20 จาก 216
- ฎีกาที่ 1240/2533
ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดตราจองที่ 5272 ซึ่งโจทก์(กระทรวงการคลัง) รับโอนมาจาก กระทรวงกลาโหม และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุเมื่อปี 2471 เดิม กระทรวงกลาโหมใช้เป็นสนามฝึกยิงปืน ต่อมาโจทก์ให้ กระทรวงศึกษาธิการ ใช้ที่ดินบางส่วนเป็นที่ตั้ง โรงเรียนสวนหลวง ที่ดินตามโฉนดตราจองดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) ต้องห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินตามมาตรา 1306
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1240/2533
ความว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นฎีกา โดยมีผู้ร้องเป็นผู้ขอประกัน บัดนี้ผู้ร้องไม่ประสงค์จะฎีกาอีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องขอประกันในชั้นฎีกาและจะขอถอนหลักทรัพย์คืนต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,83 จำเลยที่ 2 อายุยังไม่เกิน17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 คนละ 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา (อันดับ 34) ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 46) ศาลฎีกาได้ทำคำสั่งเสร็จส่งไปศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และผู้ขอประกันฟังตามหนังสือคำสั่งคำร้องที่1164/2533 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2533(อันดับ 40) ปรากฏว่าผู้ขอประ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1241/2533
ความว่า จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับ จำเลยที่ 4 เห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อ 2.1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายกำหนดวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 4 ทราบโดยวิธีประกาศหน้าศาลเป็นการส่งหมายที่ไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น จึงไม่มีผลตามกฎหมาย ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และเป็นข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย อีกทั้งฎีกาของจำเลยที่ 4 เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ย่อมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่กรณีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1242/2533
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 97) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าสำหรับเดือนเมษายนในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2524,2525 และ 2527ให้จำเลยแก้ไขปรับปรุงการคำนวณภาษีการค้าใหม่ โดยให้ถือว่าโจทก์มีรายรับในเดือนเมษายน พ.ศ. 2524 จำนวน 13,905 บาทและในเดือนเมษายน พ.ศ. 2525,2527 เดือนละ 46,350 บาทแล้วแจ้งผลการแก้ไขปรับปรุงให้โจทก์ทราบภายใน 15 วัน นับแต่ที่ศาลพิพากษาและหากมีเงินที่โจทก์ชำระไว้เหลือจากค่าภาษีการค้าภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่จำเลยแก้ไขปรับปรุงใหม่เท่าใด ให้จำเลยคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ และยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 92,88) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบัง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1243/2533
ความว่า ผู้ร้องได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้ผู้ร้องไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป จึงขอถอนฎีกาโปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 57 แผ่นที่ 2) คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 31495 แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานครพร้อมบ้านเลขที่ 284/1 เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าทรัพย์ที่ยึดไว้ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดขอให้ถอนการยึด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันสำหรับความเสียหายที่โจทก์อาจได้รับเนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีจำนวน 10,000 บาท ผู้ร้องได้นำเงินมาวางต่อศาลแล้ว และต่อมาศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันเพิ่มอีก 10,000 บาท ภายใน7 วัน มิฉะนั้นให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ แต่ผู้ร้องมิได้นำเงินประกันมาวางเพิ่มภายในกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี …
- ฎีกาที่ 1244/2533
สามีจำเลยมอบที่ดินพิพาทให้บิดาโจทก์ทำกินแทนดอกเบี้ยเงินยืม บิดาโจทก์จึงครอบครองที่ดินพิพาทโดย อาศัยสิทธิของสามีจำเลย เมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม แม้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาก็โดย อาศัยสิทธิของบิดาโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิดี ไปกว่าบิดาโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของสามีจำเลยอยู่ เมื่อสามีจำเลยถึงแก่กรรมที่ดิน พิพาทจึงตกเป็นของจำเลยผู้เป็นภริยา.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1244/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300,390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 33 วรรคแรก 39 วรรคแรก,43(4)(6),78,151,157,160 วรรคสอง ประกอบมาตรา 4(4)หลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความบาดเจ็บสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุก 6 ปี ความผิดฐานหลบหนีไม่ช่วยเหลือผู้ตายและผู้บาดเจ็บไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายให้จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 2เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1245/2533
ความว่า จำเลยที่ 4 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักประกันซึ่งวางไว้ในชั้นขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์เป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290,295,83 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 เป็นการรู้สึกความผิดอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการอันดับ 38) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 4 ชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 300,000 บาท (สำนวนธุรการอันดับ 11 แผ่นที่ 3,อันดับ 29) คำสั่ง พิเคราะห์แ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1246/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี6 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 139,140) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน300,000 บาท (อันดับ 6,100) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1247/2533
ความว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหลักทรัพย์ประกันตัวจำเลยที่ 2 ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามาครั้งหนึ่งแล้วศาลฎีกาสั่งไม่อนุญาตเพราะหลักทรัพย์ใหม่ไม่เพียงพอ ทั้งนี้เป็นเพราะความบกพร่องของผู้ร้องที่จำราคาศาลตีประกันผิดไปบัดนี้ผู้ร้องทราบแล้วว่าศาลตีราคาประกันไว้ 200,000 บาท จึงได้นำสมุดบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาราชวัตรบัญชีเลขที่ 099-2-02254-0 จำนวนเงินฝาก 200,000 บาท มาขอวางประกันตัวจำเลยที่ 2 ไว้แทนโฉนดที่ดินเลขที่ 38339 หลักทรัพย์เดิมและขอรับหลักทรัพย์เดิมคืนจากศาล โปรดอนุญาต หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาทส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1248/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341,44 จำนวน 12 กระทง จำคุกกระทงละ 9 เดือนรวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยชำระเงิน 1,182,520 บาท แก่โจทก์ร่วม ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 9 เดือน รวม 12 กระทง จำคุก 108 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 54 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,082,400 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 173) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว และมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(อันดับ 189) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:125/2533
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499มาตรา 4 จึงไม่รับ จำเลยทั้งสองเห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองมีสิทธิฎีกาได้โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสุราพ.ศ. 2493 มาตรา 5,30,31,32,45 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,91 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานทำและขายสุราแช่ สุรากลั่นจำคุกคนละกระทงละ 6 เดือนปรับคนละกระทงละ 6,000 บาทฐานมีภาชนะเครื่องต้มกลั่น จำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท ฐานมีสุราแช่ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานมีสุรากลั่น ปรับคนละ 1,000 บาทรวมจำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน ปรับคนละ 18,000 บาท จำเลยให้การ …
- ฎีกาที่ 1250/2533
ที่ดินของโจทก์และจำเลยมีเขตติดต่อกันโดยที่ดินโจทก์อยู่ทางทิศเหนือของที่ดินจำเลย โจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าออกจากที่ดินโจทก์ผ่านที่ดินจำเลยนานเกิน 10 ปี ทางพิพาทจึงเป็นทางภารจำยอมโจทก์ย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาททั้งเวลากลางวันและกลางคืน จำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นให้แคบลงกว่าเดิมและปิดในเวลากลางคืน เพราะเป็นการประกอบกรรมอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก
- ฎีกาที่ 1250/2533
ที่ดินของโจทก์และจำเลยมีเขตที่ดินติดต่อ กันโดย ที่ดินโจทก์อยู่ทางทิศเหนือของที่ดินจำเลย โจทก์ใช้ ทางพิพาทในที่ดินจำเลยเข้าออกระหว่างบ้านโจทก์ถึง ซอย นานเกิน 10 ปี เป็นทางภารจำยอมแล้ว ต่อมาจำเลยปิดทางพิพาท เมื่อทางอำเภอไกล่เกลี่ยจำเลยยอมเปิดทางกว้าง 1.50 เมตร แต่ ที่ปากทาง พิพาทด้าน ติด กับซอย ยังคงมีประตูรั้วซึ่ง จำเลยปิดเวลากลางคืนเปิดเวลากลางวันดังนี้ จำเลยไม่มีสิทธิทำรั้วปิดกั้นให้แคบลงกว่าเดิม และปิดในเวลากลางคืน เพราะเป็นการประกอบกรรมอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1250/2533
ความว่า คดีนี้ นายสมศักดิ์วาณิชย์ปฏิยุทธ์ ได้ประกันตัวจำเลยที่ 2 ไว้ในระหว่างฎีกาบัดนี้ผู้ประกันมีความประสงค์ที่จะขายที่ดินซึ่งเป็นหลักทรัพย์ใช้ประกันตัวจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้อื่นจึงขอเปลี่ยนตัวผู้ประกันรายใหม่แทน โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,86,91,151,157,162 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502มาตรา 10,11 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151,86 จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างฎีกา (สำนวนตอนที่ 2 อันดับ 49,50)ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาโดยมีนายสมศักดิ์วาณิชย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1251/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,86,91,151,157,162 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 10,11 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151,86 จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างฎีกา (สำนวนตอน 2 อันดับ 49,50) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยมีนายสมศักดิ์วาณิชย์ปฏิยุทธ์ เป็นผู้ประกัน ตีราคาประกัน100,000 บาท (สำนวนตอน 2 อันดับ 20) ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้ประกันใหม่ พร้อมกับยื่นคำร้องด …
- ฎีกาที่ 1252/2533
ในคดีก่อนพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ในที่นาของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้เพียงบางส่วน จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์เป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนพระภิกษุ ทองพูนบิดาโจทก์จำเลย ตามหนังสือรับรองที่โจทก์ทำไว้กับพระภิกษุ ทองพูนเอกสารหมาย ล.1 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทำหนังสือเอกสารหมาย ล.1 ไว้จริง จำเลยทั้งสองเข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทโดยเชื่อว่ามีสิทธิเข้าไปทำได้โดยสุจริต จึงไม่มีเจตนาบุกรุกพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ที่ 3ในคดีนี้หาว่าบุกรุกที่ดินพิพาทในคดีอาญาและที่ดินแปลงอื่นจนเต็มพื้นที่ การฟ้องคดีนี้ส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทบริเวณเดียวกันกับในคดีอาญา จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีอาญาศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์ทำเอกสารหมาย ล.1 ไว้จริง และคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้จึงต้องฟังข้อเ …
- ฎีกาที่ 1252/2533
ในคดีอาญาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นจำเลยในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ในที่นาของโจทก์คดีนี้จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์เป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนพระภิกษุ ท. บิดาโจทก์จำเลยตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.1ที่โจทก์ทำไว้กับพระภิกษุ ท. ศาลในคดีอาญาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ทำหนังสือเอกสารหมาย ล.1 ไว้จริง จำเลยทั้งสองเข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทโดยเชื่อว่ามีสิทธิเข้าไปทำได้โดยสุจริต จึงไม่มีเจตนาบุกรุก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นคดีนี้หาว่าบุกรุกที่ดินพิพาทในคดีอาญาและที่ดินแปลงอื่นจนเต็มพื้นที่ การบุกรุกตามฟ้องในคดีอาญากับคดีนี้เป็นการบุกรุกในช่วงเวลาเดียวกัน จึงเป็นการบุกรุกในคราวเดียวกัน การฟ้องคดีนี้ส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทบริเวณเดียวกันกับในคดีอาญาจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงต้องฟังตามข้อเท็จจริง …
- ฎีกาที่ 1252/2533
ในคดีอาญาแม้ศาลชั้นต้นเพียงแต่ วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาบุกรุกจึงไม่มีความผิด แต่ ศาลชั้นต้นก็ได้ วินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่าโจทก์ได้ ทำหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.1ว่าบิดาโจทก์ได้ มอบสวนและที่นาพิพาทให้โจทก์เป็นผู้รับรักษาทำกินโดย ไม่ยึดถือเป็นของตน ผู้เดียว แล้วจึงอาศัยข้อความวินิจฉัยถึง เจตนาของจำเลย ถือ ได้ ว่าข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้ ทำหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.1 ไว้จริงหรือไม่ เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่ง ต่าง เป็นคู่ความเดียว กันในคดีอาญาเป็นคดีนี้อีก และมีประเด็นโต้เถียง อย่างเดียวกันว่าเอกสารหมาย ล.1 ในคดีอาญานั้นปลอมหรือไม่ ศาลฎีกาจึงต้องถือ ตาม ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้ว โจทก์จะโต้เถียงว่าเอกสารหมาย ล.1 เป็นเอกสารปลอมหาได้ไม่ โจทก์ทำสัญญาไว้กับบิดาโจทก์ว่า บิดาโจทก์ได้ มอบที่สวนและที่นา ซึ่ง เป็นที่พิพาทกับทรัพย์อื่นให้โจทก์เป็นผู้รั …
- ฎีกาที่ 1252/2533
ในคดีก่อนพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ในที่นาของโจทก์ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้เพียงบางส่วน จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์เป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนพระภิกษุ ทองพูนบิดาโจทก์จำเลย ตามหนังสือรับรองที่โจทก์ทำไว้กับพระภิกษุ ทองพูนเอกสารหมาย ล.1 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทำหนังสือเอกสารหมาย ล.1 ไว้จริง จำเลยทั้งสองเข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทโดยเชื่อว่ามีสิทธิเข้าไปทำได้โดยสุจริต จึงไม่มีเจตนาบุกรุกพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ในคดีนี้หาว่าบุกรุกที่ดินพิพาทในคดีอาญาและที่ดินแปลงอื่นจนเต็มพื้นที่ การฟ้องคดีนี้ส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทบริเวณเดียวกันกับในคดีอาญา จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีอาญาศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์ทำเอกสารหมาย ล.1 ไว้จริง และคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้จึงต้องฟังข้ …