ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 21 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1252/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25(2) ประกอบด้วยมาตรา 59 มาตรา 6(10)ประกอบด้วยมาตรา 51 เป็นความผิดหลายกรรม ลงโทษฐานผลิตและจำหน่ายอาหารปลอม จำคุกกระทงละ 3 ปี ลงโทษฐานใช้ฉลากโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน ปรับ 25,000 บาท คงจำคุก 6 ปี ปรับ 25,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานผลิตและจำหน่ายอาหารปลอม จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกันและทนายจำเลย (อันดับ 167) ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามลำดับ ชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 11,14 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1253/2533
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท และเป็นคดีฟ้องขับไล่ซึ่งขณะยื่นฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท ทั้งจำเลยมิได้กล่าวแก้ด้วยกรรมสิทธิ์เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงฎีกาข้อเท็จจริงไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคแรก และวรรคสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นฎีกาข้อเท็จจริงและฎีกาในส่วนคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเคลือบคลุมไม่แจ้งชัด แม้เป็นข้อกฎหมายแต่ก็ไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่รับ จำเลยทั้งสามเห็นว่า คดีนี้โต้แย้งกันว่าที่ดินมิใช่ที่ดินของโจทก์ และเป็นที่สาธารณประโยชน์ โดยจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้งโต้เถียงกรรมสิทธิ์ด้วย จึงเป็นคดีโต้แย้งกันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ อีกทั้งการที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามรื้อลวดหนาม และห้ามจำเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1254/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือนและมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 1 ปี 6 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้ในขณะจับกุมและชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกระทงความผิด รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว และมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(อันดับ 66,65) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 120,000บาท (อันดับ 5,47) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1255/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,91,83ลงโทษตามมาตรา 7,72 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี กระทงหนึ่ง ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ของกลางริบ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการ อันดับ 41) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาป …
- ฎีกาที่ 1256/2533
ผู้เสียหายไปพบจำเลย และพูดต่อว่าเรื่องโคของจำเลยกินต้นยางของผู้เสียหาย ให้จำเลยใช้ เงิน จำเลยไม่ให้ เกิดโต้เถียง กันผู้เสียหายว่าไม่ให้จะเอาตาย และชักมีดปลายแหลมเดิน เข้าหาจำเลยในระยะประมาณ 3 วา เพื่อจะแทงจำเลย จำเลยพิการขาขวาด้วนนั่งอยู่บนแคร่จะขยับตัว หนีย่อมไม่ทัน ในภาวะเช่นนี้นับว่าเป็นภยันตรายซึ่ง เกิด จากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อ กฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยยิงผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูก ผู้เสียหายบริเวณไหล่ซ้าย ดังนี้จำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดย ชอบด้วย กฎหมาย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1256/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับโจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยอาศัยข้อกฎหมายแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยอาศัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงโจทก์ย่อมฎีกาได้ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวมิได้กล่าวถึงข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ศาลจังหวัดยโสธรแจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทราบคำร้องโดยวิธีประกาศหน้าศาล (อันดับ 123) สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 125) โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,84,86,91,157,161,177,179,180,181,200 ศาลช …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1257/2533
ความว่า ผู้ร้องได้ประกันตัวจำเลยต่อศาลจังหวัดหล่มสักในระหว่างฎีกา โดยใช้โฉนดที่ดินเลขที่ 6510 เป็นหลักประกัน บัดนี้ผู้ร้องมีความจำเป็นจะต้องขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นซึ่งได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้แล้ว จึงมีความประสงค์ที่จะขอเปลี่ยนหลักประกัน โดยขอถอนหลักประกันเดิมคืนแล้วขอนำเงินสดจำนวน 150,000 บาท มาวางไว้ต่อศาลแทน โปรดอนุญาต หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 93,157 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 2 ปี 7 เดือนและมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78,160อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน คำให้การในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและที่จำเลยนำสืบในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่คงจำคุก 2 ปี ศา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1258/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอให้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,55,72,75 ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 4 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนอาจออกใบอนุญาตให้ได้ ปรับ 2,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 วรรคสอง และมาตรา 55,74 วรรคแรกนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว และมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(สำนวนธุรการ อันดับ 24,23) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1259/2533
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วไม่เชื่อว่าโจทก์ยากจนจริง เห็นว่าโจทก์ยังพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ ให้ยกคำร้องของโจทก์เสียและให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 30 วัน โจทก์เห็นว่า ตามทางไต่สวนโจทก์สามารถนำสืบได้ว่า ปัจจุบันฐานะของโจทก์ยากจนจริง คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้ยกคำร้องของโจทก์จึงขัดกับเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก เพราะศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีฐานะการเงินคือมีลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ให้โจทก์อยู่ ซึ่งการวินิจฉัยดังกล่าวเป็นเรื่องของอนาคต ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้หรือไม่และจะได้รับชำระจำนวนเท่าใด ฉะนั้นสิ่งที่จะต้องคำนึงขณะนี้ก็คือฐานะของโจทก์ในปัจจุบันนั่นเอง โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 121) ศาลภาษีอากรกลาง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:126/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และมาตรา 358หรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358,362,365(2),83,84,90 และ 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 85) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 87) คำสั่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220ที่แก้ไขแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ชอบแล้ว ให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1260/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักประกันซึ่งวางไว้ในชั้นขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์เป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 จำคุกกระทงละ 3 เดือน เรียงกระทงลงโทษรวมจำคุก 15 เดือน การนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 79) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน200,000 บาท (อันดับ 23 แผ่นที่ 2, อันดับ 65 แผ่นที่ 2) คำสั่ง คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้ จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1261/2533
ความว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกาผู้ร้อง ผู้ร้องเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์อันจะทำให้คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236นั้น หมายถึงคำสั่งยืนในเนื้อหาของอุทธรณ์ แต่กรณีนี้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลที่สั่งงดสืบพยานผู้ร้อง อุทธรณ์เรื่องการได้สิทธิของผู้ร้องและอุทธรณ์ตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของอุทธรณ์เลย คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงไม่ถึงที่สุด โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์และจำเลยต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1262/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365,295,83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365อันเป็นบทหนักที่สุด จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการอันดับ 20) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 100,000 บาท (สำนวนธุรการอันดับ 3,10 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรได้พิจารณาคำฟ้องฎีกาของจำเลยประกอบด้วย แต่จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ยื่นฎีกามา จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1263/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11,54,73 ตรี 73 วรรคสอง(2)74 ทวิ 74 จัตวา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 6,8,16(1),24,29 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11,73 วรรคสอง(2)อันเป็นบทหนักจำคุก 3 ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว คำสั่ง เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1264/2533
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยมีความประสงค์จะขอถอนฎีกาเพื่อได้มีโอกาสขอรับอภัยโทษต่อไป โปรดอนุญาตพร้อมทั้งออกหมายจำคุกแก่จำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วแถลงข้างคำร้องว่าไม่คัดค้าน (อันดับ 198) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 11 และ 73 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14,31 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 และ 73การกระทำของจำเลยอาศัยโอกาสที่ได้สัมปทานการทำไม้โดยมิยำเกรงต่อกฎหมายป่าไม้ทำการตัดฟันไม้โดยมิได้รับอนุญาตมีปริมาณมากถึง6,362 ต้น ปริมาตรถึง 3,794.89 ลูกบาศก์เมตร ถือว่าเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศอย่างร้ายแรงเห็นควรลงโทษสถานหนักโดยให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 18 ปี ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1265/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก,83 วางโทษจำคุกคนละ 3 ปีคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 3 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียทั้งสิ้น และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกข้อหา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาผู้ซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีใน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (อันดับ 151,150) จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 155) จำเลยที่ 2 เคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง (อันดับ 147) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวทั้งในระ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1266/2533
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า รับอุทธรณ์ข้อ 3ส่วนอุทธรณ์ข้อ 2.1 เป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งไว้ อุทธรณ์ข้อ 2.2 ศาลมิได้วินิจฉัยว่าเอกสารจ.ล.1 เป็นนิติกรรมตามกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์นอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 มาตรา 225ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 และข้อ 2.2 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ศาลแรงงานกลางได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว (อันดับ 35) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 24,420 บาทแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 22) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 27) คำสั่ง คดีนี้ในวันนัดพิจารณานัดแรก ศาลแรงงา …
- ฎีกาที่ 1267/2533
ที่ดินพิพาทโจทก์มีแต่ สิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์ละทิ้ง ที่ดิน พิพาทมานานถึง 7-8 ปี ถือ ได้ ว่าโจทก์สละเจตนาครอบครองหรือ ไม่ยึดถือทรัพย์สินพิพาทต่อไปการครอบครองของโจทก์ย่อมสุดสิ้นลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 ดังนี้ เมื่อจำเลยเข้ายึดถือที่ดิน พิพาททำประโยชน์ปลูกยางพาราโดย เจตนายึดถือเพื่อตน หลังจากการครอบครองของโจทก์สุดสิ้นแล้ว ดังนี้ จำเลยได้ สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 และไม่เป็นการละเมิดต่อ โจทก์.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1267/2533
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ คดีมีทางชนะ โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 31) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 24,420 บาทแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 22,23) คำสั่ง อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1268/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอวางเงินสด 50,000 บาทเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 6,14,31พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54,73 ตรี ฯลฯ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 39,37) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 50,000 บาท (อันดับ 3,18) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง