ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 22 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1269/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย โดยลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อไม่มีพยานโจทก์ปากใดเบิกความยืนยันว่าจำเลยใช้เอกสารป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายวงกลมของกลางโดยรู้หรือควรรู้ว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอม พฤติการณ์แห่งคดียังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยใช้เอกสารของกลางโดยรู้หรือไม่ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของปลอม จึงควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้นเป็นการพิพากษาโดยฟังพยานหลักฐานผิดไปจากสำนวน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 อีกทั้งจำเลยได้รับรถยนต์คันของกลางไว้เพื่อเป็นประกันหนี้ของภรรยาจำเลย จึงไม่จำต้องตรวจสอบป้ายทะเบียนรถยนต์ และป้ายวงกลม แสดงกา …
- ฎีกาที่ 127/2533
จำเลยนำเช็คของลูกค้าจำเลยมาขายโจทก์ ต่อมาโจทก์บอกให้จำเลยนำเงินไปชำระมิฉะนั้นจะให้เจ้าพนักงานตำรวจจัดการจำเลยจึงไปตรวจสอบหนี้สินกับโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 496,000 บาท จำเลยได้ชำระหนี้เป็นเงินสดบางส่วน ส่วนหนี้ที่เหลืออีก 450,000 บาท โจทก์ให้จำเลยชำระเดือนละ 45,000 บาท โดยจำเลยออกเช็คให้โจทก์ไว้เช็คที่จำเลยออกให้โจทก์จึงเป็นเช็คชำระหนีตามปกติ มิใช่เช็คออกเพื่อประกันหนี้ เมื่อขึ้นเงินหรือเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยก็ต้องมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3(1) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและขอให้นับโทษต่อ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษโดยไม่ได้นับโทษต่อให้ โจทก์ไม่ฎีกาหรือแก้ฎีกาในข้อที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษต่อ ศาลฎีกาจึงไม่นับโทษต่อให้.
- ฎีกาที่ 127/2533
จำเลยนำเช็คของลูกค้าจำเลยมาขายแก่โจทก์ ต่อมาได้มีการตรวจสอบหนี้สินกัน ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 496,000 บาทจำเลยได้ชำระหนี้เป็นเงินสดบางส่วน ส่วนหนี้ที่เหลืออีก 450,000บาท โจทก์ให้จำเลยชำระเดือนละ 45,000 บาท โดยจำเลยออกเช็คให้โจทก์ไว้ เช็คที่จำเลยออกให้โจทก์นี้จึงเป็นเช็คชำระหนี้ตามปกติมิใช่เช็คออกเพื่อประกันหนี้ เมื่อขึ้นเงินหรือเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยก็ต้องมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3(1) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและขอให้นับโทษต่อ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษโดยไม่ได้นับโทษต่อให้ โจทก์ไม่ฎีกาหรือแก้ฎีกาในข้อที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษต่อ ศาลฎีกาจึงไม่นับโทษต่อให้
- ฎีกาที่ 127/2533
โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่นับโทษต่อให้ โจทก์ไม่ฎีกา หรือแก้ฎีกาในข้อที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษต่อ ศาลฎีกาจึงไม่นับโทษต่อให้.
- ฎีกาที่ 127/2533
จำเลยนำเช็คของลูกค้าจำเลยมาขายโจทก์ ต่อมาโจทก์บอกให้จำเลยนำเงินไปชำระมิฉะนั้นจะให้เจ้าพนักงานตำรวจจัดการ จำเลยจึงไปตรวจสอบหนี้สินกับโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 496,000 บาท จำเลยได้ชำระหนี้เป็นเงินสดบางส่วน ส่วนหนี้ที่เหลืออีก 450,000 บาท โจทก์ให้จำเลยชำระเดือนละ 45,000 บาท โดยจำเลยออกเช็คให้โจทก์ไว้เช็คที่จำเลยออกให้โจทก์จึงเป็นเช็คชำระหนีตามปกติ มิใช่เช็คออกเพื่อประกันหนี้ เมื่อขึ้นเงินหรือเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยก็ต้องมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 (1) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและขอให้นับโทษต่อ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษโดยไม่ได้นับโทษต่อให้ โจทก์ไม่ฎีกาหรือแก้ฎีกาในข้อที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษต่อ ศาลฎีกาจึงไม่นับโทษต่อให้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:127/2533
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 61) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 58,57) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกาโดยมีเงื่อนไขว่าห้ามจำเลยทั้งสามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท หากจำเลยทั้งสามปฏิบัติผิดเงื่อนไขก็ไม่อนุญาตและให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1270/2533
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 177) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนให้โจทก์ภายในหลักหินทั้งสี่ด้านรอบบ้านโจทก์ คือ ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือภายในหลักหินเลขที่ 2597 ทิศตะวันตกเฉียงใต้ภายในหลักหินเลขที่ 8026 ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ภายในหลักหินเลขที่ 32108 ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือภายในหลักหินเลขที่ 6174ให้แก่โจทก์ หากขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าไม่สามารถจดทะเบียนโอนกันได้ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน100,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่เอกสารหมาย ล.4 ให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น …
- ฎีกาที่ 1271/2533
โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลง ทำสัญญาขายฝากที่ดินของจำเลยที่ 1ให้ไว้แก่โจทก์โดย เอาจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตาม สัญญากู้ยืมมารวมเป็นราคาขายฝากและได้ ทำสัญญาขายฝากเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม กฎหมายมี ผลใช้บังคับกันได้ แล้ว การกระทำดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่ง เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 มีผลทำให้หนี้ตามสัญญากู้เป็นอันระงับไป.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1271/2533
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 65) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2529เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง(วันที่ 17 ตุลาคม 2529) ให้ไม่เกิน 5,000 บาทเท่าที่โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 60,61) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ แต่จำเลยไม่วางหลักประกันภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 42,44) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มกราคม2529 จนถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 2 ปี มาวางศาลจนเป็ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1272/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฎีกาไว้ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1ไม่ประสงค์ที่จะฎีกาอีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อจำเลยที่ 1 จะได้มีสภาพเป็นนักโทษเด็ดขาด และได้รับประโยชน์จากกฎหมายเกี่ยวกับการราชทัณฑ์และระเบียบอื่นจึงขอถอนฎีกา และได้โปรดออกหมายแดงแจ้งโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย โปรดอนุญาต หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,26,76,102 ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 76 วรรคสอง จำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา (อันดับ 37) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 42) คำสั่ง อนุญาตให …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1273/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาของจำเลยล้วนแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ฎีกาเกี่ยวกับประเด็นที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้สืบพยานมาพิจารณาลงโทษจำเลย ประกอบกับศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับคดีว่าโจทก์สืบพยานได้ตามฟ้องอย่างไรหรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ว่ากล่าวในอุทธรณ์ของจำเลยมาแล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 78) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 จำคุก 3 ปี สำหรับข้อหาลักทรัพย์ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1274/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา คดีมีมูลที่จะชนะ และจำเลยที่ 1 มีหลักฐานมั่นคงแน่นอน หากโจทก์ชนะคดีในที่สุดก็สามารถจะบังคับเอากับจำเลยที่ 1 ได้โดยง่าย โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 110) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 41,500 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 11,500บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปและของต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันพิพากษาคดีเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 123,125) ศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 107,114) คำสั่ง ชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 เคยขอทุเลาการบังคับ เมื่อศาลอนุญาตแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่สามารถ …
- ฎีกาที่ 1275/2533
จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ แม้สัญญาประกันจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากข้อความเดิมซึ่งกล่าวหาว่าออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค โดยพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมว่า ออกเช็คในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น และมีการแก้ไขจำนวนเงินเดิม 150,000 บาท โดยขีดฆ่าจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษรออกแล้วพิมพ์ใหม่ว่า 86,600 บาท เนื่องจากตามระเบียบกำหนดให้ผู้ประกันรับผิดไม่เกินจำนวนเงินในเช็คที่ถูกกล่าวหา แต่ข้อความเดิมและข้อความที่เพิ่มเติมก็เป็นข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คนั่นเอง มิได้เพิ่มเติมข้อหาความผิดอื่นแต่อย่างใด และจำนวนเงินประกันที่แก้จากเดิมก็เป็นผลดีแก่จำเลย ทั้งมีการขีดฆ่าจำนวนเงินที่ประกันและลงจำนวนเงินที่ประกันใหม่ต่อหน้าจำเลยก่อนที่จำเลยจะลงชื่อในสัญญาประกันดังกล่าว สัญญาประกันจึงเป็นเอกสา …
- ฎีกาที่ 1275/2533
จำเลยทำสัญญา ประกันตัว ผู้ต้องหาต่อ โจทก์ แม้สัญญาประกัน จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากข้อความเดิม ซึ่ง กล่าวหาว่าออกเช็ค โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้ เงินตาม เช็ค โดย พิมพ์ข้อความเพิ่มเติมว่า ออกเช็ค ในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้ เงินได้ และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค นั้น และมีการแก้ไขจำนวนเงิน เดิม 150,000 บาท โดย ขีดฆ่าจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษรออกแล้วพิมพ์ใหม่ว่า 86,600 บาท เนื่องจากตาม ระเบียบกำหนดให้ผู้ประกันรับผิดไม่เกินจำนวนเงินในเช็ค ที่ถูก กล่าวหา ดังนี้ ทั้งข้อความเดิม และข้อความที่เพิ่มเติมนั้นก็เป็นข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คนั่นเอง มิได้ เพิ่มเติมข้อหาความผิดอื่นแต่ อย่างใด และจำนวนเงินประกันที่แก้ จาก เดิม ก็เป็นผลดี แก่จำเลยด้วย ทั้งฟังได้ว่ามีการขีดฆ่าจำนวนเงินที่ ประกันและลงจำนวน เงินที่ประกันใหม่ต่อหน้าจำเลยแล้วก่อนที่ จำเลยจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1275/2533
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 81) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 34,060,056.41 บาทแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 77,75) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ โดยจำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นหลักประกัน และทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 60,64) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกามิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1276/2533
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา คดีมีมูลที่จะชนะในชั้นฎีกาได้โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 113) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงิน 100,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี คิดตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2528 จนถึงวันชำระเสร็จให้โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1ที่ 2 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 3 ชำระแทน จำเลยทั้งสามฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ105,106) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยทั้งสามคนใดคนหนึ่งหรือร่วมกันหาประกันสำหรับจำนวนเงินต้นที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟังคำสั่งนี้และต่อไปอีก 2 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1277/2533
ความว่า เนื่องจากโจทก์ตกลงผ่อนชำระค่าภาษีให้กับจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 1 ตั้งเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องถอนอุทธรณ์ในคดีนี้ก่อน โจทก์จึงไม่ประสงค์จะอุทธรณ์ต่อไป จึงขอถอนอุทธรณ์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยทั้งสี่แถลงข้างคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 57) โจทก์ฟ้องขอให้เรียกจำเลยทั้ง 4 มาพิจารณาและพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีการค้า เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯลฯ และให้ศาลสั่งงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีการค้า ฯลฯ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ (อันดับ 50) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยทนายโจทก์ซึ่งมีอำนาจถอนฟ้องลงชื่อในคำร้อง (อันดับ 57,11) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์ได้ ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลให้สามในสี่
- ฎีกาที่ 1278/2533
โจทก์ที่ 2 ฟ้องเรียกเงินจากจำเลย 27,738 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าไม่มีการจับสลากกำหนดเวลาคืนเงินให้ผู้ร่วมเล่นแชร์ ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ที่ว่า โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ที่ 2 จะได้รับเงินคืนในเดือน สิงหาคม 2530 ตาม ที่จับสลากได้ ขณะที่ฟ้องยังไม่ถึงกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องต้องห้ามตาม บทกฎหมายดังกล่าว.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1278/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 10 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างฎีกา โจทก์ฎีกา (อันดับ 46) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 45) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคา400,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกัน และดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1279/2533
โจทก์รับจ้างบริษัทผู้ขายให้ขนส่งสินค้ามีน้ำหนัก 5,000เมตริกตัน จากท่าเรือกรุงเทพ ไปส่งให้ผู้ซื้อ ณ ประเทศสิงคโปร์ผู้ซื้อได้ว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ตรวจสอบจำนวนและคุณภาพสินค้าโดยวิธีเปรียบเทียบน้ำหนักเรือก่อนและหลังบรรทุกสินค้าลงเรือกับระดับน้ำ ข้างเรือซึ่งเรียกว่าดร๊าฟ เซอร์เวย์ แล้วรายงานว่าสินค้ามีน้ำหนัก 4,976 เมตริกตัน ต่ำกว่าที่ซื้อขายไม่ถึง1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าใช้ได้ ปรากฏว่าเมื่อเรือไปถึงประเทศสิงคโปร์แล้ว สินค้าขาดหายไป 472 เมตริกตันข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อขนถ่ายสินค้าลงเรือเรียบร้อยแล้วเรือของโจทก์ก็ออกเดินทางตรงไปยังประเทศสิงคโปร์ ก่อนทำการขนถ่ายสินค้าออกจากเรือก็ไม่ปรากฏว่าซีล ปิดระวางสินค้ามีร่องรอยถูกเปิดมาก่อน ทั้งไม่ปรากฏว่าห้องระวางเก็บสินค้าในเรือมีความชำรุดเสียหายแสดงว่าสินค้าไม่มีการสูญหายระหว่างทาง โจทก์ย่อมต้องทราบได้ทันทีว่าการที่สินค้าขาดจำนวนจากน …