ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 28 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:136/2533
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 111) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ดิน29 หมู่ที่ 5 ตำบลเขาดิน อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวาเป็นของโจทก์ และบังคับจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ถ้าไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองออกจากที่พิพาทห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่พิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ดิน 29หมู่ที่ 5 ตำบลเขาดิน อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง และให้จำเลยทั้งสองโอนที่พิพาทให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยแทน ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1360/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) จำคุก 15 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา (อันดับ 106) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของทนายจำเลยและผู้ขอประกัน (อันดับ 111,108,109,110) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 104) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน400,000 บาท (อันดับ 5,84 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลย
- ฎีกาที่ 1361/2533
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ระหว่างออกหมายจับจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้โดยชำระเงินสดส่วนหนึ่ง และสั่งจ่ายเช็คชำระส่วนหนึ่ง โจทก์จึงถอนฟ้อง ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะคดีเดิมเท่านั้น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ออกใหม่วันใด ก็เป็นความผิดที่เกิดขึ้นใหม่วันนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ในเช็คดังกล่าวได้.
- ฎีกาที่ 1361/2533
จำเลยออกเช็ค ให้แก่โจทก์เพื่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม ซึ่ง โจทก์ถอนฟ้องไปแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะ คดีเดิม เท่านั้น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตาม เช็ค ที่ออกใหม่วันใด ก็เป็นความผิดที่เกิดขึ้นใหม่วันนั้น โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1361/2533
ความว่า จำเลยฎีกา หากให้จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อไปในระหว่างฎีกาอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยได้ โปรดมีคำสั่งให้ระงับการจดทะเบียนโอนทรัพย์ดังกล่าวไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 95) คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65252 แขวงหัวหมากใต้เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคาสูงสุด 450,000 บาทจำเลยยื่นคำร้องว่า ราคาสูงสุดที่ขายทอดตลาดนี้ยังต่ำมากโดยโจทก์กับพวกสมคบกันกดราคาขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 90,89) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามคำร้องของจำเลยมีเหตุสมควรที่จะได้รั …
- ฎีกาที่ 1361-1363/2533
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ระหว่างออกหมายจับจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้โดยชำระเงินสดส่วนหนึ่ง และสั่งจ่ายเช็คชำระส่วนหนึ่ง โจทก์จึงถอนฟ้อง ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะคดีเดิมเท่านั้น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ออกใหม่วันใด ก็เป็นความผิดที่เกิดขึ้นใหม่วันนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ในเช็คดังกล่าวได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1362/2533
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีพยานหลักฐานที่จะชนะคดีได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 70 แผ่นที่ 2)คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7ตำบลวังกะพี้ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และนางกุหลาบ คำทัด ซึ่งเป็นสามีภรรยากันโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 และนางกุหลาบคำทัด มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือผู้ร้องกับพวก ต่อมาในปี 2508 จำเลยที่ 1 ได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากับนางกุหลาบ จำเลยที่ 1จึงได้ยกที่ดินส่วนของตนเองให้นางกุหลาบแต่ผู้เดียว ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1363/2533
ความว่า จำเลยขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณาเด็กหญิงขนิษฐา คำสังข์ ผู้เสียหายโดยนายเปรม คำสังข์ บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300,390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,157ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้ จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1364/2533
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 128) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยชำระเงิน 390,760 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 381,360 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 124,123) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยได้นำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 95,99แผ่นที่ 3) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งนี้มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1365/2533
จำเลยกับ ส. ฝ่ายหนึ่ง และผู้ตาย โจทก์ร่วม กับ ม.อีกฝ่ายหนึ่งได้ ชกต่อยกัน สาเหตุที่ทั้งสองฝ่ายชกต่อยกันเป็นการสมัครใจวิวาทกัน การที่จำเลยให้การยอมรับว่าได้ ใช้ อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง และนำสืบว่าจำเลยเรียก ส. ซึ่ง เป็นหลานของจำเลยให้ออกมาชกต่อยกับโจทก์ร่วม นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและมิได้เกิดจากการจำนนต่อ พยานหลักฐาน จึงมีเหตุสมควรที่จะลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1365/2533
ความว่า จำเลยฎีกา มีเหตุผลที่ศาลฎีกาจะพิพากษายกฟ้องโจทก์โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 128) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 227,8870,8871, และ 8872 ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราดจังหวัดตราด และบ้านเลขที่ 7 ถนนหลักเมือง ตำบลบางพระอำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและบ้านดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหายถึงวันฟ้อง (วันที่ 5 กันยายน 2527) จำนวน 1,450 บาทและค่าเสียหายเดือนละ 800 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าวเสร็จ จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 121,119) คำสั่ง ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กับค่า …
- ฎีกาที่ 1366/2533
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ปรับ ส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ให้รอการลงโทษจำคุกและลงโทษปรับจำเลยด้วย นั้นมิใช่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1366/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีเหตุผลที่ศาลฎีกาจะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (สำนวนตอน 2 อันดับ 7แผ่นที่ 5) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2 ตำบลกุดป่อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (สำนวนตอน 2อันดับ 3,2) จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 151) คำสั่ง อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา แต่ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ
- ฎีกาที่ 1367/2533
จำเลยตั้ง โรงงานใช้ เครื่องจักรมีกำลังรวมทั้งหมดเป็นจำนวนถึง 52.2 แรงม้า ใช้ คนงานถึง 50 คน ทำการปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นรวม 3 ราย ทำการผลิตเสื้อผ้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ถือ ได้ ว่าเป็นความผิดร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลย โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยว่ากระทำการปลอมเครื่องหมายการค้ามีชื่อ สำหรับกระดุม และพลาสติกสำหรับใช้แขวน ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงริบกระดุมและพลาสติกสำหรับใช้ แขวนของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ได้ ส่วนผ้าที่ตัด เป็นตัว เสื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้เย็บ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐาน ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ผ้าดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการปลอมเครื่องหมายการค้า จึงไม่อาจริบได้ และการที่โจทก์ขอให้ริบสิ่งของอื่นอีกหลายรายการของกลางนั้น เพียงเท่านี้ไม่อาจทราบว่าของกลางคืออะไรบ้างและเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างไร จ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1367-1370/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 111) คดีทั้งสี่สำนวนนี้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลรายเดียวกันศาลแรงงานกลางสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันและให้เรียกโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ตามลำดับ โจทก์ทั้งเก้าฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองหรือที่ 1หรือที่ 2 รับโจทก์ทั้งเก้ากลับเข้าทำงาน หากไม่รับกลับเข้าทำงานขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชย ค่าไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเก้าพร้อมทั้งดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจำนวน25,400 บาท ค่าชดเชยจำนวน 30,480 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 5,080 บาทแก่โจทก์ที่ 7 จ่ายค่าเสียหายจำนวน13,320 บาท ค่าชดเชยจำนวน 19,980 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 2,886 บาทแก่โจทก์ที่ 8 และจ่ายค่าชดเชยจำนวน29,340 บาทแก่โจ …
- ฎีกาที่ 1369/2533
การที่จะฟังว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายกระทำความผิดด้วยหรือไม่ต้อง อาศัยจากพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามเท่านั้นว่าเป็นพิรุธเพียงไร มีส่วนเกี่ยวข้องกับกัญชาของกลางอย่างไร และข้อเท็จจริงเป็นดัง ที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้เพราะโดย เหตุผลตาม ธรรมดาแล้ว การที่บุคคลใด บุคคลหนึ่งนั่งไปในรถยนต์ คันเดียวกันกับผู้ที่กระทำความผิด โดยเฉพาะ ความผิดเกี่ยวกับการมีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาตนั้น ไม่เป็นเหตุผลที่จะให้ฟังเป็นยุติว่าจะต้อง ร่วมกระทำความผิดในความผิดฐาน นั้นไปด้วย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:137/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,26,76,102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ข้อหามีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุก 2 ปีข้อหาจำหน่ายให้จำคุก 2 ปี รวม 4 ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยมีประโยชน์ในการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลย 1 ใน 4คงให้จำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,26,75,76 วรรคสอง,102 ที่แก้ไขแล้วนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 74) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน150,000 บาท (อันดับ 5,48) คำสั่ง คดีนี้ห …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1371-1374/2533
ความว่า โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า รับอุทธรณ์เฉพาะข้อ 2.1 ข้อ 2.2 ข้อ 2.3 ข้อ 2.4 ข้อ 2.5 และข้อ 2.6ส่วนข้อ 2.7 เป็นการอุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาล มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงมีคำสั่งไม่รับโจทก์ทั้งเก้าเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำสั่งของศาลที่งดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2533 นั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 14 มีนาคม 2533 คัดค้านและโต้แย้งคำสั่งของศาลดังกล่าวไว้แล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.7จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว เฉพาะจำเลยที่ …
- ฎีกาที่ 1374/2533
จำเลยสั่งจ่ายเช็ค เป็นการประกันหนี้โดย เจตนาไม่ให้นำเช็คไปขึ้นเงิน แม้ธนาคารตาม เช็ค ปฏิเสธการจ่ายเงินตาม เช็ค นั้นการกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 3.
- ฎีกาที่ 1375/2533
ตาม ประกาศกระทรวงมหาดไทยออกโดย อาศัยอำนาจตาม ความในมาตรา 6แห่ง พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2508ข้อ 8 กำหนดให้กองปราบปรามมีเขตอำนาจรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.วิ.อ. และตาม บทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดอาญาทั้งหลายทั่วราชอาณาจักร และตาม ระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยกำหนดหน้าที่การงานในราชการกรมตำรวจ (ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2519ข้อ 15(ก)7 กำหนดให้กองกำกับการ 7 ซึ่ง เป็นหน่วยงานสังกัดกองปราบปรามมีอำนาจหน้าที่สืบสวนคดีอาญาต่าง ๆ ตาม กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ฯลฯ ทั่วราชอาณาจักร ดังนั้น การสอบสวนคดีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ ซึ่ง มิได้ทำการสอบสวนโดย พนักงานสอบสวนท้องที่ที่ความผิดได้ เกิดขึ้น แต่ เป็นการสอบสวนโดย เจ้าพนักงานตำรวจแผนก 3 กองกำกับการ 7 กองปราบปราม จึงถือ ว่าเป็นการสอบสวนโดยเจ้าพนักงานซึ่ง กฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน และเป็นการสอ …