ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 31 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1400/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 82) คดีสืบเนื่องจากโจทก์จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 181 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แรมอำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 93 วา ให้โจทก์และโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยที่ 2 ตามราคาซื้อขายในสัญญาพิพาทเป็นจำนวนเงิน 1,080,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน 100,000 บาทโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงจะไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวและชำระเงินพร้อมกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2532 เวลา11 นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หากโจทก์ไม่ไปรับโอนพร้อมกับชำระค่าที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2ตามกำหนดให้ถือว่าโจทก์ผิดนัด โจทก์จะไม่ติดใจฟ้องร้องใด ๆเกี่ยวกับจำเลยทั้งสองและที่ดินแปลงนี้อีกต่ …
- ฎีกาที่ 1400-1405/2533
ก่อนโจทก์ลาออกจากงาน จำเลยยังคงจ่ายค่าครองชีพให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ด้วย ต่อมาหลังจากโจทก์ลาออกจากงานไปแล้ว จำเลยมีคำสั่งยกเลิกการจ่ายค่าครองชีพให้แก่พนักงาน คำสั่งดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ ถือได้ว่าขณะที่โจทก์ลาออกจากงาน โจทก์ได้รับค่าครองชีพอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่ต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณเงินบำเหน็จด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1401/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 62) คดีสืบเนื่องจากโจทก์จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยทั้งสองตกลงโอนกรรมสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 179 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แรมอำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 71 ตารางวา ให้โจทก์และโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยที่ 2 ตามราคาซื้อขายในสัญญาพิพาทเป็นจำนวนเงิน 342,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน 100,000บาท โดยชำระให้แก่นางสาวชุมพร พรหมมาวิน ซึ่งได้ชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสองตามจำนวนเงินข้างต้นไว้ครบถ้วนแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงจะไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวและชำระเงินพร้อมกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2532 เวลา 11 นาฬิกาณ สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หากโจทก์ไม่ไปรับโอนพร้อมกับชำระค่าที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1402/2533
ความว่า โจทก์ฎีกาคดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 83) คดีสืบเนื่องจากโจทก์จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 777 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา ให้โจทก์และโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยที่ 2 ตามราคาซื้อขายในสัญญาพิพาทเป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน 100,000บาท โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงจะไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวและชำระเงินพร้อมกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2532เวลา 11 นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่หากโจทก์ไม่ไปรับโอนพร้อมกับชำระค่าที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2ตามกำหนดให้ถือว่าโจทก์ผิดนัด โจทก์จะไม่ติดใจฟ้องร้องใดๆเกี่ยวกับจำเลยทั้งสองและที่ดินแปลงนี้อีกต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1403/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 88) คดีสืบเนื่องจากโจทก์จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 635/197 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 2 ไร่ 10 ตารางวา ให้โจทก์และโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยที่ 2 ตามราคาซื้อขายในสัญญาพิพาทเป็นจำนวนเงิน 666,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน 100,000บาท โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงจะไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวและชำระเงินพร้อมกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2532 เวลา 11 นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่หากโจทก์ไม่ไปรับโอนพร้อมกับชำระค่าที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2ตามกำหนดให้ถือว่าโจทก์ผิดนัด โจทก์จะไม่ติดใจฟ้องร้องใด ๆเกี่ยวกับจำเลยทั้งสองและที่ดินแปลงนี้อีก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1404/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 71) คดีสืบเนื่องจากโจทก์จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 781 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 2 งาน (200 ตารางวา) ให้โจทก์และโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยที่ 2 ตามราคาซื้อขายในสัญญาพิพาทเป็นจำนวนเงิน 120,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน100,000 บาท โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงจะไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวและชำระเงินพร้อมกันในวันที่ 20 ตุลาคม2532 เวลา 11 นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หากโจทก์ไม่ไปรับโอนพร้อมกับชำระค่าที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ตามกำหนดให้ถือว่าโจทก์ผิดนัด โจทก์จะไม่ติดใจฟ้องร้องใด ๆ เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองและที่ดินแปลงนี้อี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1405/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยและทนายจำเลยร่วมแถลงคัดค้าน (อันดับ 95) ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกนางสาวชุมพร พรหมมาวินเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องขอของโจทก์ คดีสืบเนื่องจากโจทก์จำเลยและจำเลยร่วมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยร่วมตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 66 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แรมอำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 64 ตารางวา ให้โจทก์และโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยที่ 2(น่าจะเป็นจำเลยร่วม) ตามราคาซื้อขายในสัญญาพิพาทเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน100,000 บาท โจทก์จำเลยและจำเลยร่วมตกลงจะไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวและชำระเงินพร้อมกันในวันที่ 20 ตุลาคม2532 เวลา 11 นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หากโจทก์ไม่ไปรับโอนพร้อมกับชำระค่าที่ดิน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1406/2533
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีมูลที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 110) โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23108 ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้จำนองไว้กับโจทก์รวมกับที่ดินแปลงอื่นในราคา1,650,000 บาท ให้กับผู้ร้องในราคาต่ำเกินไป ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการขายและให้ทำการขายทอดตลาดใหม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่23108 ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่14 ธันวาคม 2530 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 101,103) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ให้งดการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23108ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ที่พิพาทไว้ในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้นแจ้งค …
- ฎีกาที่ 1409/2533
โจทก์เสียหายเดือน ละ 500 บาท โดย จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดร่วมกันซึ่ง เป็นการชำระหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่ ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยที่ 1 ใช้ ค่าเสียหายเดือน ละ 500 บาท และจำเลยที่ 2ใช้ ค่าเสียหายเดือน ละ 500 บาท จนกว่าจะออกจากที่ดินและบ้านโจทก์โดย มิได้กำหนดให้ร่วมรับผิด ทำให้แต่ ละคนต้อง ใช้ ค่าเสียหายคนละ 500บาท เกินค่าเสียหายจริงของโจทก์ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ร่วมรับผิดและให้มีผลถึง จำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ได้. โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้ ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง (1 ตุลาคม2527) แต่ ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยที่ 1 รับผิดนับแต่วันละเมิดคือวันที่ 13 กันยายน 2527 เป็นการเกินคำขอ ดังนี้ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้.
- ฎีกาที่ 141/2533
เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการปล้นทรัพย์ คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร เฉพาะทองรูปพรรณ ล็อกเกต และสร้อยคอ ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ดังนี้จำเลยจึงไม่ต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ส่วนที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายอีก ปัญหานี้แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:141/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า ฎีกาโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ควรรับฟังคำเบิกความของพยานจำเลยมาวินิจฉัยชี้ขาดคดี โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 123 แผ่นที่ 2 และแผ่นที่ 3) โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,175,177 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 119) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 121) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ที่แก้ไขแล้วที่ศาล …
- ฎีกาที่ 1413/2533
จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 34 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยได้ และการที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ทันทีโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อบกพร่องดังกล่าวก็ไม่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234มิได้บังคับให้ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติเช่นนั้น แต่บังคับผู้อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวให้ต้องปฏิบัติหาใช่เป็นหน้าที่ของศาลไม่.
- ฎีกาที่ 1413/2533
จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยได้ และการที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ทันทีโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อบกพร่องดังกล่าวก็ไม่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบเพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 มิได้บังคับให้ศาลชั้นต้นมีหน้าที่แจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบ แต่เป็นบทบัญญัติที่บังคับผู้อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวให้ต้องปฏิบัติ
- ฎีกาที่ 1413/2533
ป.วิ.พ. มาตรา 234 เป็นบทบัญญัติบังคับผู้อุทธรณ์คำสั่งต้อง นำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาล และนำเงินมาชำระตาม คำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อ ศาลภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งนั้น หาใช่เป็นหน้าที่ของศาลที่ต้อง แจ้งให้จำเลยทราบไม่.
- ฎีกาที่ 1413-1415/2533
จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 34 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยได้ และการที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ทันทีโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อบกพร่องดังกล่าวก็ไม่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 มิได้บังคับให้ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติเช่นนั้น แต่บังคับผู้อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวให้ต้องปฏิบัติหาใช่เป็นหน้าที่ของศาลไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:142/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,336 ทวิ,357,83ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 ให้จำคุก 2 ปี ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และข้อนำสืบทางพิจารณาของจำเลยที่ 1 มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 รับของโจรเฉพาะทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องรายการที่ 1 ถึงที่ 7 จำเลยที่ 1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปีกรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามจำคุก 1 ปี 4 เดือนนอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของทนายจำเลยที่ 1(สำนวนธุรการ อันดับ 27,26) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล …
- ฎีกาที่ 1424/2533
ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่าง ขอให้ตั้ง ตน เป็นผู้จัดการมรดกข้อเท็จจริงได้ความว่าทรัพย์สินบางรายการที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวหาว่าแต่ ละฝ่ายได้ ยักยอกเอาทรัพย์สินของกองมรดกไปนั้น ยังฟังไม่ได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำผิด ดังนี้ เพื่อให้ผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้าน และทายาทอื่นทุกฝ่ายได้ รับประโยชน์จากกองมรดกด้วย ความเป็นธรรม มากที่สุด จึงสมควรให้ผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน.
- ฎีกาที่ 1426/2533
ตาม ประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 45สิทธิของลูกจ้างที่จะได้ รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเกิดขึ้นเมื่อถูก เลิกจ้าง ฉะนั้นการคำนวณค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จึงต้อง คิดจากอัตราค่าจ้างขณะเลิกจ้าง ดังนี้การนำค่าครองชีพรวมกับเงินเดือนของลูกจ้างมาคำนวณค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จึงชอบแล้ว.
- ฎีกาที่ 1427/2533
เงินค่าภาษีที่ นายจ้าง จ่ายแทนลูกจ้างเป็นประจำทุก เดือน แต่เป็นเงินที่ นายจ้าง จ่ายให้แก่ กรมสรรพากร มิได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างการจ่ายค่าภาษีแทนลูกจ้างจึงเป็นเพียงสวัสดิการอย่างหนึ่งที่ นายจ้าง ช่วย แบ่งเบาภาระการเสียภาษีให้แก่ลูกจ้าง มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ดังนี้เงินค่าภาษีจึงไม่ใช่ค่าจ้าง
- ฎีกาที่ 1427/2533
แม้โจทก์เป็นกรรมการบริษัทจำเลยและมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไป มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์คงเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อหลักเกณฑ์การจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของจำเลยไม่มีข้อจำกัดว่าพนักงานระดับผู้บังคับบัญชาไม่มีสิทธิได้รับ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลักเกณฑ์การจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของจำเลยกำหนดว่ากรณีที่พนักงานจะไม่ได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพราะไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่หรือทุจริต ต้องปรากฏว่าพนักงานผู้นั้นถูกไล่ออกเพราะเหตุนั้น หรือกระทำการอย่างอื่นซึ่งจำเลยพิจารณาเห็นสมควรเลิกจ้างโดยมิต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อปรากฏว่าโจทก์ลาออกเองโดยไม่ถูกไล่ออกหรือเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวโจทก์จึงไม่ถูกตัดสิทธิมิให้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ