ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 42 จาก 216
- ฎีกาที่ 1810/2533
โจทก์ที่ 2 ร่วมกับ ป. จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซื้อ ขายและแบ่งแยกขายที่ดิน แต่ห้างหุ้นส่วนมิได้ดำเนินการทำเองทั้งหมดได้ ทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีชื่อ ในโฉนด ที่ดินและขายให้ลูกค้าเมื่อโจทก์ที่ 2 มีชื่อ ในโฉนด ถือ กรรมสิทธิ์อยู่ย่อมก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน ทั้งตาม หลักฐานการซื้อ ขายมีชื่อ โจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับเงินย่อมต้อง ถือ ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับเงินได้พึงประเมินนั้นไว้ ดังนี้มาตรา 61 แห่ง ป.รัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อ ในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้แต่ ถ้า มีการโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่นบุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่ง โอนให้แก่บุคคลอื่นตาม ส่วน การประกอบธุรกิจซื้อ ขายและแบ่งแยกขายที่ดิน เป็นการหาผลประโยชน์อันมีมูลค่าจากที่ดินที่จัดสรรและปลูกบ้านขายเป็นจำนวนมาก ดังนี้เป็นการประกอบการค้าอันต้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1810/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอวางเงินสด 20,000 บาท ไว้เป็นประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบเฉพาะฎีกาศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเนื่องจากเป็นฎีกาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218(อันดับ 25,22,21) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาประกัน 20,000 บาท (อันดับ 6) คำสั่ง คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยื่นฎีกาแล้วศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลย จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1811/2533
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความให้ไว้กับโจทก์ ลายมือชื่อในสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย แต่นำสืบว่าได้ลงชื่อในสัญญากู้กับสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความจริง แต่ทำไปเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาถูกนาย ว. หลอกลวง ทางนำสืบของจำเลยต่างกับคำให้การจึงรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ การฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่เป็นเรื่องโจทก์ จำเลยต่างมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ตามคำฟ้องและคำให้การ เมื่อข้อต่อสู้ของจำเลยรับฟังไม่ได้และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง จึงมีข้อพิจารณาต่อไปว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 14 และมาตรา 9 หรือไม่.
- ฎีกาที่ 1811/2533
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์และไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือสัญญาประนีประนอมยอมความให้ไว้กับโจทก์ลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบรับว่าทำสัญญากู้กับสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความจริง แต่ทำไปเพราะโง่เขลาเบาปัญญาและถูกหลอกลวง ทางนำสืบของจำเลยจึงต่างกับคำให้การรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ จำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 6,175,070 บาท จำเลยมีเพียงเงินเดือน เดือนละ 5,000 บาท ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก ถือได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว
- ฎีกาที่ 1811/2533
จำเลยให้การว่าไม่เคยกู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความให้ไว้กับโจทก์ ลายมือชื่อในสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย เมื่อทางนำสืบของจำเลยต่าง กับคำให้การจึงรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ แต่ ทางนำสืบของจำเลยดังกล่าวเจือสมกับคำพยานโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และเป็นหนี้กำหนดจำนวนได้ แน่นอนและถึง กำหนดชำระแล้ว จำเลยมีเงินเดือนเดือน ละ 5,000 บาท ไม่มีทรัพย์อื่นใด อีก ดังนี้ จำเลยเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีเหตุอื่นที่แสดงว่าไม่สมควรให้จำเลยล้มละลาย ศาลย่อมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้.
- ฎีกาที่ 1811/2533
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความให้ไว้กับโจทก์ ลายมือชื่อในสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย แต่นำสืบว่าได้ลงชื่อในสัญญากู้กับสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาประนีประนอมยอมความจริง แต่ทำไปเพราะความโง่ เขลาเบาปัญญาถูกนาย ว. หลอกลวง ทางนำสืบของจำเลยต่างกับคำให้การจึงรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ การฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่เป็นเรื่องโจทก์ จำเลยต่างมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ตามคำฟ้องและคำให้การ เมื่อข้อต่อสู้ของจำเลยรับฟังไม่ได้และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง จึงมีข้อพิจารณาต่อไปว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 14 และมาตรา 9 หรือไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1811/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ที่แก้ไขแล้ว ให้จำคุก8 ปี จำเลยฎีกา (อันดับ 85) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 87) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยตีราคาประกัน 250,000 บาท (อันดับ 4) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกัน 250,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1812/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าบุตรของโจทก์ซึ่งเกิดกับสามีคนที่ 2 ทั้ง 5 คน ต่างก็ประกอบอาชีพมีรายได้ทุกคน โดยเฉพาะนายสมนึกประกอบอาชีพช่างเครื่องยนต์มีรายได้เดือนละประมาณ 5,000 ถึง 6,000 บาท และบุตรก็ส่งเงินมาให้โจทก์ใช้สอยอยู่เป็นประจำเกือบทุกเดือน ประกอบกับเงินค่าขึ้นศาลก็มีเพียงจำนวนเล็กน้อยโจทก์สามารถขอให้บุตรทั้ง 5 คนช่วยเหลือได้ โจทก์มิได้ยากจนจริง จึงให้ยกคำร้องของโจทก์หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายใน 15 วัน โจทก์เห็นว่า ตามทางไต่สวนรับฟังได้ว่า ปัจจุบันโจทก์ไม่มีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเองต้องพักอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้าน โจทก์ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการรับจ้างรายวัน และจากการช่วยเหลือของเพื่อนบ้านมีรายได้เพียงพอเพื่อซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นประจำวันเท่านั้นและบุตรของโจทก์ก็ไม่มี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1813/2533
ความว่า จำเลยยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยมีความประสงค์ขอถอนฎีกาของจำเลย โปรดอนุญาตและมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 65) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 244 จำคุก 2 ปี ฯลฯ จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (อันดับ 59,63) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 65) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จำหน่ายคดีจากสารบบความ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1814/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยื่นฎีกา มีทางชนะคดีได้ในที่สุดโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 88) จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน66,890 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 83,84) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่นำหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 70,71) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 2 ที่ 3 คนใดคนหนึ่งหรือร่วมกันหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนถึงวันทราบคำสั่งนี้ …
- ฎีกาที่ 1815/2533
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การลาป่วยไว้ว่า พนักงานมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างปีหนึ่งไม่เกิน30 วันทำงาน ถ้าพนักงานป่วย 3 วันทำงานติดต่อกัน พนักงานจะต้องแสดงใบรับรองจากแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง ถ้าไม่อาจทำใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งได้ให้ชี้แจงเหตุผลให้ทราบการลาป่วยต้องขอลาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ หรือระหว่างการเจ็บป่วยต้องแจ้งให้ทางจำเลยทราบ ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องกระทำภายใน 4 ชั่วโมงแรกของเวลาเริ่มปฏิบัติงานหรือแจ้งให้ทราบในวันแรกที่มาทำงานตามปกติ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มาทำงาน4 วัน ติดต่อกัน คือวันที่ 131415 และ 18 กันยายน 2532 โจทก์ยื่นใบลาป่วย 4 วันตามข้อบังคับของจำเลย โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดง แพทย์ลงความเห็นว่าโจทก์ป่วยในวันที่ 1516 และ 18 กันยายน2532 หาได้รับรองว่าโจทก์ป่วยในวันที่ 1314 กันยายน 2533ด้วยไม่ การที่โจทก์ยื่นใบลาป่วยในวันที่ 1314 ด้วย จึงไม่ …
- ฎีกาที่ 1815/2533
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดการลาป่วยว่า"ถ้า พนักงานป่วยสามวันทำงานติดต่อ กัน พนักงานจะต้อง แสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบัน" การที่โจทก์ซึ่ง เป็นพนักงานลาป่วยติดต่อ กันหลายวันโดย มีใบรับรองแพทย์มาแสดงสองฉบับ แต่ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมิได้รับรองว่าโจทก์ได้ ป่วยในวันที่ 1314ด้วย การยื่นใบลาป่วยในวันดังกล่าวจึงไม่ตรง ตาม ข้อบังคับของจำเลยจำเลยย่อมมีสิทธิปฏิเสธการลาป่วยที่ไม่ถูกต้องของโจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการลาของโจทก์ดังกล่าวไม่ถือ เป็นการลาป่วย จึงหาเป็นการขัดต่อ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 12 ไม่.
- ฎีกาที่ 1815/2533
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การลาป่วยไว้ว่า พนักงานมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำงาน ถ้าพนักงานป่วย 3 วันทำงานติดต่อกัน พนักงานจะต้องแสดงใบรับรองจากแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง ถ้าไม่อาจทำใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งได้ให้ชี้แจงเหตุผลให้ทราบ การลาป่วยต้องขอลาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ หรือระหว่างการเจ็บป่วยต้องแจ้งให้ทางจำเลยทราบ ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องกระทำภายใน 4 ชั่วโมงแรกของเวลาเริ่มปฏิบัติงานหรือแจ้งให้ทราบในวันแรกที่มาทำงานตามปกติ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มาทำงาน4 วัน ติดต่อกัน คือวันที่ 13 14 15 และ 18 กันยายน 2532 โจทก์ยื่นใบลาป่วย 4 วัน ตามข้อบังคับของจำเลย โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดง แพทย์ลงความเห็นว่าโจทก์ป่วยในวันที่ 15 16 และ 18 กันยายน 2532 หาได้รับรองว่าโจทก์ป่วยในวันที่ 13 14 กันยายน 2533 ด้วยไม่ การที่โจทก์ยื่นใบลาป่วยในวันที่ 13 14 ด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1815/2533
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 66) คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจึงนัดสืบพยานจำเลย จำเลยขอเลื่อนคดีหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นสั่งว่า ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสามแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน2,218,770.85 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย โดยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2528 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2529ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2529ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2529 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนอง ที่ดินโฉนดเลขที่2878-2883,24884-24888, และเลขที่ 21108 ตำบลบางเขน(บางเขน)อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1816/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 86) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน31,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 15 ตุลาคม 2529) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา (อันดับ 76) จำเลยทั้งสองฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นสั่งในฎีกาว่ารับฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อความที่ฎีกาไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุที่จะฎีกา ไม่รับ (อันดับ 73,75) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 2 ปี มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลช …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1817/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีมูลที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยที่ 1 แถลงคัดค้าน (อันดับ 89) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 31,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 ตุลาคม 2529) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1(อันดับ 73) โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 76,78) คำสั่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้บังคับโจทก์ให้ปฏิบัติอย่างไร จึงไม่มีอะไรจะทุเลาการบังคับ ยกคำร้องของโจทก์
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1818/2533
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา มีทางชนะคดีของโจทก์ได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 125) จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดและได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรับคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งไม่รับคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6110 ตำบลท่าทองหลางอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยรับค่าที่ดินจากโจทก์อีก 169,800 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 116,118) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 96) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกาแต่ห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงาน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1819/2533
ความว่า จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะของศาลอุทธรณ์ จำเลยจะฎีกาคำสั่งดังกล่าวอีกหาได้ไม่ (ตามนับฎีกาที่1448/2530) จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า กรณีที่จะต้องห้ามฎีกานั้นเป็นเรื่องที่ ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับเท่านั้น แต่กรณีนี้ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ จำเลยย่อมมีสิทธิฎีกาได้โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากในวันที่ 25 มกราคม 2532 โจทก์ยื่นคำแถลงขอติดอากรแสตมป์ตามกฎหมายในเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าศาลชั้นต้นอนุญาตต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2532 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยขอเลื่อนคดี ถือว่ามีเจตนาประวิงคดี ให้งดสืบพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1820/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราว โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือนคำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 50,49) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน100,000 บาท (อันดับ 3,31) คำสั่ง คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1821/2533
ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.2 มิใช่ลักษณะของสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ดังนี้ การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาเอกสารหมาย ล.2 ไม่ใช่สัญญาตัวแทน จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่อาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้นแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างได้ อุทธรณ์โจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้