ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 41 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1799/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 จึงไม่รับฎีกาคำสั่ง จำเลยที่ 1 เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นกรณีนี้เป็นคำสั่งที่ยังไม่ถึงที่สุดเพราะถือว่าเป็นคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีซึ่งกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ให้ถึงที่สุด จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาได้ตามหลักกฎหมายทั่วไป โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 203)คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายได้ตามราคาที่ผู้ประมูลให้ราคาสูงสุดจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ราคาต่ำไปขอให้ประกาศขายทอดตลาดใหม่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้ขายมาหลายครั้งแล้ว ถ้าจะเล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:180/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 ให้จำคุกจำเลยไว้ 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของจำเลยและผู้ขอประกัน (อันดับ 60) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน100,000 บาท (อันดับ 48,3) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1800-1801/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 257)คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกบริษัทร.ส.พ.ประกันภัย จำกัด ว่า โจทก์ที่ 1 เรียกนางม่วยแซ่อึ้งว่าโจทก์ที่2เรียกบริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด ว่าจำเลยที่ 1 ส่วนบริษัทพิพัทธ์ประกันภัยจำกัดนางสาวอัธยาสกุลหิรัญรักษ์และนางสาวปราณีลิ่มโพธิ์ คงเรียกว่า จำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ตามเดิม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 159,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่13 กุมภาพันธ์ 2524 อันเป็นวันที่โจทก์ที่ 1 ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยคือ โจทก์ที่ 2 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกินคนละ 100,000 บาทศาลอุทธรณ์พิ …
- ฎีกาที่ 1802/2533
โจทก์เป็นลูกจ้างของโรงพยาบาล ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนและทางโรงพยาบาลตกลงให้โจทก์เปิดคลีนิก พิเศษ นอกเวลาทำการปกติในโรงพยาบาลโดยเมื่อได้เงินมาก็แบ่งรายได้ให้โรงพยาบาล เงินที่โจทก์ได้รับจากคนป่วยของโจทก์เองที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาลนอกเวลาทำการปกตินี้มิใช่เงินที่โรงพยาบาลจ่ายให้เป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่โจทก์ จึงเป็นเงินที่โจทก์ได้รับมาจากการประกอบวิชาชีพอิสระมิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร.
- ฎีกาที่ 1802/2533
โจทก์เป็นลูกจ้างของโรงพยาบาล ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนและทางโรงพยาบาลตกลงให้โจทก์เปิดคลีนิกพิเศษนอกเวลาทำการปกติในโรงพยาบาลโดยแบ่งรายได้ให้โรงพยาบาล เงินที่โจทก์ได้รับจากคนป่วยที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาลนอกเวลาทำการปกตินี้มิใช่เงินที่โรงพยาบาลจ่ายให้เป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่โจทก์ จึงเป็นเงินที่โจทก์ได้รับมาจากการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แต่เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร
- ฎีกาที่ 1802/2533
โจทก์ได้ รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลป แผนปัจจุบันในสาขาเวชกรรมชั้นหนึ่งเป็นลูกจ้างโรงพยาบาล ล. ได้ รับค่าจ้างเป็นรายเดือน โดย นายจ้างมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิประกอบอาชีพอิสระส่วนตัวได้ โดย เสรีนอกเวลาทำงานและมีข้อตกลงพิเศษให้โจทก์ใช้สถานที่โรงพยาบาลประกอบวิชาชีพอิสระเป็นคลีนิคส่วนตัวนอกเวลาทำงานได้ ด้วย โดย แบ่งรายได้เข้าโรงพยาบาลตาม อัตราที่กำหนดดังนี้ เงินที่โจทก์ได้ รับจากคนป่วยที่มารักษาที่โรงพยาบาล ล.นอกเวลาทำการปกติของโจทก์ จึงเป็นเงินที่โจทก์ได้ รับมาจากการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่เป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากรมาตรา 40(1) แต่ เป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(6).
- ฎีกาที่ 1802/2533
โจทก์เป็นลูกจ้างของโรงพยาบาล ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนและทางโรงพยาบาลตกลงให้โจทก์เปิดคลีนิกพิเศษ นอกเวลาทำการปกติในโรงพยาบาลโดยเมื่อได้เงินมาก็แบ่งรายได้ให้โรงพยาบาล เงินที่โจทก์ได้รับจากคนป่วยของโจทก์เองที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาลนอกเวลาทำการปกตินี้มิใช่เงินที่โรงพยาบาลจ่ายให้เป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่โจทก์ จึงเป็นเงินที่โจทก์ได้รับมาจากการประกอบวิชาชีพอิสระมิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1802/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีมูลที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 154) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวน70,000 บาทให้โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้โจทก์เสร็จศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 140,139) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์แต่จำเลยที่ 2 มิได้วางหลักประกันภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด(อันดับ 118,120) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 2 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 2 ปี มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อ …
- ฎีกาที่ 1803/2533
เมื่อศาลชั้นต้นชี้สองสถานในวันที่ 18 มิถุนายน 2527 แล้วจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งว่าจากการตรวจสภาพอาคารพิพาทเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2527 ปรากฏว่าคานคอนกรีตรองรับชั้นดาดฟ้าแตกร้าวรวม 18 แห่ง ซึ่งจำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์ทราบในวันเดียวกัน โจทก์ไม่ยอมรับผิดในงานที่ชำรุดบกพร่องดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงจ้างให้บุคคลภายนอกซ่อมแซมสิ้นค่าใช้จ่ายไปเป็นเงิน 81,800 บาท จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 258,490 บาท ข้อความที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองเพิ่งทราบภายหลังจากการชี้สองสถานแล้ว ฉะนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งหลังจากชี้สองสถานแล้วได้เพราะเป็นข้อที่จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถานตามมาตรา 180(2)
- ฎีกาที่ 1803/2533
ศาลชั้นต้นชี้สองสถานเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2527 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2527 ว่า จากการตรวจ สภาพอาคารพิพาทเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2527 ปรากฏว่า คานคอนกรีตรองรับชั้นดาดฟ้าแตก ร้าวรวม 18 แห่ง ซึ่ง จำเลยทั้งสองได้ แจ้งให้โจทก์ทราบในวันเดียวกัน โจทก์ไม่ยอมรับผิดในงานที่ชำรุด บกพร่องดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงจ้าง ให้บุคคลภายนอกซ่อมแซม สิ้นค่าใช้จ่ายไปเป็นเงิน 81,800 บาท จำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ต้อง รับผิดจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 258,490 บาท ข้อความที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองเพิ่งทราบภายหลังจากการชี้สองสถานแล้ว ฉะนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งหลังจากชี้สองสถานแล้วได้ เพราะเป็นข้อที่จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องได้ ก่อนวันชี้สองสถาน ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 180(2).
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1803/2533
ความว่า จำเลยที่ 4 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับอีกคดีหนึ่งโดยเรียกนายสุรพลหรือต๋อง สุทธิอาจ จำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 4และเรียกจำเลยในอีกคดีหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับระหว่างพิจารณา นางสุวดี บูรณะบุตร ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 จำคุก 8 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 ปี ริบกุญแจมือของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 แต่ให้ขังจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 4 ไว้ระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว จำคุก 20 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคส …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1804/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 2หนึ่งในสามแล้ว จำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 96) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน100,000 บาท (อันดับ 4,76) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 2 ยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้ จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1805/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับสำเนาคำร้อง (อันดับ 141)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172,173,174 และมาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 136) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 138) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ฎีกาโจทก์จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220ที่แก้ …
- ฎีกาที่ 1806/2533
ได้ความจากพยานโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกับผู้เสียหายหนีตาม กันไปเพื่ออยู่กินร่วมกันฉัน สามีภริยา จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1806/2533
ความว่า จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยเกี่ยวกับระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระ เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ จำเลยพยายามฎีกาให้เป็นข้อกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นสาระ จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มีสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่กำหนดระยะเวลาให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมต่อศาลภายในกำหนด 15 วันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และกรณีไม่ใช่เป็นการกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 เพราะจำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์พร้อมทั้งนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องชำระแก่โจทก์มาวางศาลภายในกำหนด หนึ่งเดือน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 170) คดีสืบเนื่อง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1807/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา(อันดับ 16) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการอันดับ 16) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000บาท (สำนวนธุรการอันดับ 2,6) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ยังไม่เห็นสมควรจะให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา
- ฎีกาที่ 1808/2533
คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวโจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใด ก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน และศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2).
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1808/2533
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 78) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 13,750 บาท จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 61,60) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกามิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1809/2533
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 81) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2528เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 78,77) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยคิดถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 1 ปี มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:181-184/2533
ความว่า โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54จึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ทั้งสี่เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนและขัดกับพยานหลักฐานในสำนวน อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 72)คดีทั้งสี่สำนวนนี้ จำเลยเป็นบุคคลเดียวกัน โจทก์ต่างฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี พร้อมดอกเบี้ยศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์สำนวนถัดไปว่า โ …