ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 40 จาก 216
- ฎีกาที่ 171/2533
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) นั้น เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้หรือบริวารยังไม่ออกไปตามคำบังคับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวัน นับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ฉะนั้นผู้ที่อ้างอำนาจพิเศษดังกล่าวจะต้องมีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงต่อศาลมิใช่กล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ การเช่าช่วงที่ผู้ร้องอ้างตามคำร้องก็คือการเช่านั่นเองเมื่อเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ.มาตรา 538 ซึ่งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลง ลายมือชื่อฝ่ายที่ต้อง รับผิดเป็นสำคัญ แต่ตามคำร้อง ของ ผู้ร้องปรากฏชัดว่าผู้ร้องเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากจำเลยโดยไม่มีสัญญาเช่ากับจำเลยหรือโจทก์ใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ …
- ฎีกาที่ 171/2533
การเช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 คือจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญใบเสร็จรับเงินซึ่งมิได้มีลายมือชื่อของผู้ให้เช่าหรือผู้ให้เช่าช่วงไม่ใช่หลักฐานการเช่า ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 จัตวา (3) จะต้องมีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงต่อศาลเมื่อตามคำร้อง ของ ผู้ร้องปรากฏว่าผู้ร้องเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากจำเลยโดยไม่มีสัญญาเช่ากับจำเลยหรือโจทก์ และมิได้มีหลักฐานการเช่ามาแสดง ทั้งมิใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าเพราะเงินกินเปล่าที่ผู้ร้องอ้างว่าได้เสียให้ไป มิใช่เงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาท ผู้ร้องจึงไม่อาจยกการเช่าช่วงขึ้นใช้ยันโจทก์ได้ ไม่ว่าโจทก์จะรู้เห็นยินยอมด้วยหรือไม่ กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามบ …
- ฎีกาที่ 172/2533
เหตุเลิกจ้างที่ นายจ้าง อ้างว่าลูกจ้างลากิจ ลาป่วยเป็นจำนวนมากมิใช่เหตุจำเป็นนอกเหนือจากข้อยกเว้น 5 ประการ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานขาดสมรรถภาพในการทำงานเพราะลากิจ ลาป่วยหรือขาดงานบ่อย ๆ นายจ้างจะต้องหาวิธีการปรับปรุงแก้ไขด้วยหลักการบริหารงานบุคคลหรือตักเตือนให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน หาก่อให้เกิดสิทธิแก่นายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123(1) ถึง (5) ไม่.
- ฎีกาที่ 172/2533
เหตุเลิกจ้างที่นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างลากิจลาป่วยเป็นจำนวนมาก มิใช่เหตุจำเป็นนอกเหนือจากข้อยกเว้น 5 ประการ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 การที่ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานขาดสมรรถภาพในการทำงานเพราะลากิจลาป่วยหรือขาดงานบ่อย ๆ นั้น นายจ้างจะต้องหาวิธีปรับปรุงแก้ไขด้วยหลักการบริหารงานบุคคลหรือตักเตือนให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนหาก่อให้เกิดสิทธิแก่นายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518มาตรา 123(1) ถึง (5) ไม่
- ฎีกาที่ 172/2533
การเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับนั้นลูกจ้างจะต้องกระทำผิดตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 จึงจะเลิกจ้างได้ การที่ลูกจ้างลากิจ ลาป่วยไม่เกินข้อบังคับและได้รับอนุญาตจากนายจ้าง และขาดสมรรถภาพในการทำงานเพราะลากิจ ลาป่วยหรือขาดงานบ่อยนั้นหาก่อให้เกิดสิทธิแก่นายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างนอกเหนือไปจากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างจำเลยผู้เป็นลูกจ้างเพราะเหตุเหล่านี้ จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม.
- ฎีกาที่ 172/2533
เหตุเลิกจ้างที่ นายจ้าง อ้างว่าลูกจ้างลากิจ ลาป่วยเป็นจำนวนมากมิใช่เหตุจำเป็นนอกเหนือจากข้อยกเว้น 5 ประการ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานขาดสมรรถภาพในการทำงานเพราะลากิจ ลาป่วยหรือขาดงานบ่อย ๆ นายจ้างจะต้องหาวิธีการปรับปรุงแก้ไขด้วยหลักการบริหารงานบุคคลหรือตักเตือนให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน หาก่อให้เกิดสิทธิแก่นายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 (1) ถึง (5) ไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:172-173/2533
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 52)คดีสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 25,519.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 24,270 บาท นับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน16,962.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 47,46) คำสั่ง ศาลฎีกาได้ทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้
- ฎีกาที่ 173/2533
โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ถึง 6 มีนาคม 2528เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยนำความเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ ว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยและชิงทรัพย์คือสร้อยคอทองคำขาว 1 เส้น พร้อมจี้เพชรของจำเลยเพื่อแกล้งให้โจทก์รับโทษทางอาญา โดยระบุว่าความจริงเป็นอย่างไร โจทก์ไม่จำต้องระบุในฟ้องว่าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ใดก็สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ และลักษณะของการกระทำผิดในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยแจ้งความ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกันใน 2 วันดังกล่าวทั้งเป็นการกล่าวแสดงเจตนาของจำเลยในตัวว่า จำเลยทราบแล้วว่าความจริงไม่เป็นดังที่จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวน ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(5) แล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม.
- ฎีกาที่ 173/2533
โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ถึง 6 มีนาคม 2528 เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยนำความเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ว่า โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยและชิงทรัพย์คือสร้อยคอทองคำขาว 1 เส้น พร้อมจี้เพชรของจำเลย เพื่อแกล้งให้โจทก์รับโทษทางอาญา โจทก์ไม่จำต้องระบุในฟ้องว่าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ใดก็สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ทั้งเป็นการกล่าวแสดงเจตนาของจำเลยในตัวว่า จำเลยทราบแล้วว่าความจริงไม่เป็นดังที่จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวน ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้วฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 173/2533
โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ถึง 6 มีนาคม 2528 เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยนำความเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ ว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยและชิงทรัพย์คือสร้อยคอทองคำขาว 1 เส้น พร้อมจี้เพชรของจำเลยเพื่อแกล้งให้โจทก์รับโทษทางอาญา โดยระบุว่าความจริงเป็นอย่างไร โจทก์ไม่จำต้องระบุในฟ้องว่าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ใดก็สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ และลักษณะของการกระทำผิดในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยแจ้งความ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกันใน 2 วันดังกล่าว ทั้งเป็นการกล่าวแสดงเจตนาของจำเลยในตัวว่า จำเลยทราบแล้วว่าความจริงไม่เป็นดังที่จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวน ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 174/2533
โจทก์ได้รับคำสั่งจากนายจ้างให้เดินทางจากกรุงเทพมหานครเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ตบแต่งอาคารธนาคาร กสิกรไทย สาขา ประจวบคีรีขันธ์ ในตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น โจทก์ไปถึงเวลากลางคืนจึงได้นอนหลับบนรถยนต์บรรทุกของนายจ้างที่โดยสารไป ไม่ได้เข้าพักกับลูกจ้างคนอื่นในโรงแรมที่ นายจ้าง จัดไว้ให้ การที่โจทก์พลัดตกจากรถยนต์บรรทุกจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายในคืนนั้นซึ่งเป็นระยะเวลาที่โจทก์ต้องพักผ่อนเพื่อเตรียมปฏิบัติหน้าที่ตามกำหนด ไม่ใช่เวลาที่โจทก์ปฏิบัติงานตามหน้าที่ จึงหาใช่เป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างไม่.
- ฎีกาที่ 174/2533
โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของบริษัท ก. ทำหน้าที่เป็นช่างทาสีบริษัท ก. มีคำสั่งให้โจทก์กับคนงานอื่นไปทำงานที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างเวลา 16-20 นาฬิกา เมื่อเวลาประมาณ3 นาฬิกา ของวันที่ 26 มิถุนายน 2530 โจทก์พลัดตกจากรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์นอนอยู่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแขนและขาขวาใช้งานไม่ได้เวลาที่โจทก์ประสบอันตรายดังกล่าวไม่ใช่ระยะเวลาที่โจทก์ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้าง เพราะเป็นเวลาที่โจทก์ต้องพักผ่อนเพื่อเตรียมปฏิบัติงานตามกำหนดเวลาโจทก์จึงเรียกร้องเอาค่าทดแทนไม่ได้
- ฎีกาที่ 174/2533
โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของบริษัท ก. ทำหน้าที่ช่างทาสีบริษัท ก. มีคำสั่งให้โจทก์กับคนงานอื่นไปทำงานที่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ให้ทำงานระหว่างเวลา 16-20 นาฬิกา และเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2530 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา โจทก์ได้พลัดลื่นตกลงมาจากรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์นอนอยู่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายแขนและขาขวาใช้งานไม่ได้ ระยะเวลาที่โจทก์ประสบอันตรายดังกล่าวไม่ใช่ระยะเวลาที่โจทก์ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้าง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่โจทก์ต้องพักผ่อน เพื่อเตรียมปฏิบัติงานตามกำหนดเวลา โจทก์จึงเรียกร้องเอาค่าทดแทนไม่ได้.
- ฎีกาที่ 174/2533
โจทก์ได้รับคำสั่งจากนายจ้างให้เดินทางจากกรุงเทพมหานครเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ตบแต่งอาคารธนาคารกสิกรไทย สาขาประจวบคีรีขันธ์ในตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น โจทก์ไปถึงเวลากลางคืนจึงได้นอนหลับบนรถยนต์บรรทุกของนายจ้างที่โดยสารไป ไม่ได้เข้าพักกับลูกจ้างคนอื่นในโรงแรมที่นายจ้างจัดไว้ให้ การที่โจทก์พลัดตกจากรถยนต์บรรทุกจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายในคืนนั้นซึ่งเป็นระยะเวลาที่โจทก์ต้อพักผ่อนเพื่อเตรียมปฏิบัติหน้าที่ตามกำหนด ไม่ใช่เวลาที่โจทก์ปฏิบัติงานตามหน้าที่ จึงหาใช่เป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:174/2533
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 53) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 278 ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี และฐานกระทำอนาจาร จำคุก 1 ปีรวมจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 11 ปี จำเลยอุทธรณ์ (อันดับ 51) จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ยกคำร้อง (อันดับ 47) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 53) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 3) คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:175/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,8,26,75,76,102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ (มาตรา 75 และ 76วรรคสอง) จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาทรวม 2 กระทง รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ และไม่รอการลงโทษให้จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 45) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ตีราคาประกัน 100,000 บาท (อันดับ 3) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:176/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 11 ลงโทษจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยมีส่วนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลย 8 เดือนข้าวโพดฝัก 30 กระสอบของกลางให้คืนให้กับผู้เสียหายศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก (12) ประกอบวรรคสองที่แก้ไขแล้ว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 81,80) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 70,000 บาท (อันดับ 5,65) คำสั่ง พิเครา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:177/2533
ความว่า จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 65) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ (อันดับ 53) จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง (อันดับ 47,60) จำเลยทั้งสามจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 65) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้งสามชั่วคราวในระหว่างพิจารณาตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท (อันดับ 4,8) คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วยังไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้วมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลอุทธรณ์
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:178/2533
ความว่า ผู้ขอประกันยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 7 ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับอีกคดีหนึ่งโดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 7 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งแปดมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11,54,69,72 ตรี,73 วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 14,31 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานแผ้วถางป่าฯลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 31 วรรคสองซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกคนละ 8 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามฯ จำคุกคนละ 4 ปี ฯลฯรวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 คนละ 12 ปี จำเลยที่ 7 อุทธรณ์ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์โดยมีพลตรีปานเทพภูวนารถนุรักษ์ เป็นผู้ขอประกัน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าไม่อนุญาต ต่อมาผ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:179/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ(อันดับ 180,179) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวโดยในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 70,000 บาท(อันดับ 54,122) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ยื่นฎีกา ในชั้นนี้จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง