ปี พ.ศ.: 2534
2,182 รายการ · หน้า 12 จาก 110
- ฎีกาที่ 1527/2534
โจทก์เอาที่ดินที่ยกให้จำเลยไปขายแก่ผู้อื่น จำเลยจึงพูดจากับโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า เฒ่า หัวหงอกหัวขาวนานตาย และไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าโจทก์ขายที่ดินที่ยกให้จำเลยแก่ผู้อื่น เนื้อหาตลอดจนความหมายแห่งถ้อยคำดังกล่าวมิใช่คำด่า เป็นเพียงคำ พูดจากระทบกระเทือนที่จำเลยไม่สมควรใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นบุพการีเท่านั้นการแจ้งความและการใช้ถ้อยคำดังกล่าวกับโจทก์ไม่ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุขอเพิกถอนการให้.
- ฎีกาที่ 153/2534
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 117 การขออนุญาตนำตราสารไปปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์จะต้องกระทำก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นตัดสินชี้ขาด โจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินไปเสียอากรและเงินเพิ่มภายหลังที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118.
- ฎีกาที่ 153/2534
การขออนุญาตนำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญาไปปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์จะต้องกระทำก่อนหรือในขณะที่ได้นำสัญญากู้ยืมเงินนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นชี้ขาดตัดสินคดี เมื่อโจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินไปเสียอากรและเงินเพิ่มหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วย่อมถือไม่ได้ว่ามีการปิดแสตมป์บริบูรณ์ จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ เป็นผลให้คดีโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่จะรับฟังว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้สาบานตนให้การเป็นพยานปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ก็จะถือว่าจำเลยไม่ติดใจคัดค้านหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องและฟังว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วโดยไม่ต้องอาศัยฟังจากเอกสารหาได้ไม่
- ฎีกาที่ 153/2534
การขออนุญาตนำตราสารไปปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากรมาตรา 117 จะต้องกระทำก่อนหรือในขณะที่ได้นำตราสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ ขาด โจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินไปเสียอากรและเงินเพิ่มภายหลังที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118.
- ฎีกาที่ 153/2534
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 117 การขออนุญาตนำตราสารไปปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์จะต้องกระทำก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นตัดสินชี้ขาด โจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินไปเสียอากรและเงินเพิ่มภายหลังที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
- ฎีกาที่ 1533/2534
ผู้คัดค้านได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองนนทบุรีเมื่อนับถึงวันที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเป็นเวลาเกินกว่าห้าปีแล้ว สมาชิกภาพแห่งสภาเทศบาลของผู้คัดค้านย่อมสิ้นสุดลง คดีที่ผู้ร้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากสมาชิกภาพของสภาเทศบาลเมืองนนทบุรีจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยอีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา.
- ฎีกาที่ 1537/2534
ปี 2518 ลูกหนี้ได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้กับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ได้ใช้เช็คเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากและนำเงินเข้าฝากหักทอนบัญชีหลายครั้งจนถึงปี 2522ลูกหนี้จึงขาดการติดต่อกับเจ้าหนี้ ปี 2529 ลูกหนี้เป็นหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยเป็นเงิน 35,850,401.97 บาท เจ้าหนี้มีพยานบุคคลและพยานเอกสารนำสืบได้สอดคล้องต้องกันว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ส่วนการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เคยสอบสวนกรรมการของลูกหนี้ไว้โดยกรรมการของลูกหนี้ว่าลูกหนี้เป็นบริษัทในเครือของเจ้าหนี้ก็เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ หรือที่ว่าลูกหนี้ไม่เคยประกอบธุรกิจใด ๆก็ปรากฏว่ากรรมการดังกล่าวไม่เคยเข้าร่วมบริหารงานของลูกหนี้กรรมการลูกหนี้บางคนก็เพิ่งเข้าเป็นกรรมการของลูกหนี้หลังจากบริษัทลูกหนี้ตั้งได้ 2-3 ปีแล้ว คำให้การของกรรมการลูกหนี้ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่า หนี้ระหว่างเจ้าหนี้ลูกหนี้เกิดจากการสมยอมหรือเป …
- ฎีกาที่ 1538/2534
ลำพังแต่คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย และคำเบิกความของพยานปากอื่นของโจทก์ ซึ่งเป็นแต่เพียงพยานบอกเล่าโดยไม่มีพยานพฤติเหตุแวดล้อม กรณีอื่นใดที่จะปรากฏข้อเท็จจริงให้พอฟังได้ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้.
- ฎีกาที่ 1543/2534
ล. รู้ตัวว่าตนเป็นโรคไตวายร้ายแรง แต่ละเว้นไม่เปิดเผยความจริงทำให้จำเลยเข้าทำสัญญายอมรับประกันชีวิตล. โดยไม่ทราบการเป็นโรคไตร้ายแรงดังกล่าว ทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 865 เมื่อจำเลยบอกล้างภายในกำหนดแล้ว สัญญาย่อมตกเป็น โมฆะ ดังนี้โจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตได้
- ฎีกาที่ 1547/2534
สัญญารับทุนไปฝึกอบรมต่างประเทศ มีข้อกำหนดไว้ว่าถ้าผู้รับทุนไม่ทำงานให้แก่บริษัทครบตามระยะเวลาทำงานขั้นต่ำหรือผู้รับทุนถูกบริษัทเลิกจ้างก่อนสิ้นสุดระยะเวลาทำงานขั้นต่ำ ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ เว้นแต่กรณีบริษัทเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท ผู้รับทุนต้องใช้เงินเบี้ยปรับแก่บริษัทนั้นข้อความที่ระบุว่า "เว้นแต่กรณีบริษัทเลิกจ้างโดยฝ่าฝืน ระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท" มีความหมายว่า บริษัทเลิกจ้างผู้รับทุนโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท เมื่อระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์ระบุเกี่ยวกับการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไว้ว่าละทิ้งหน้าที่เกิน 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร ดังนี้ การที่จำเลยผู้รับทุนละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 16 พฤษภาคม 2533 เป็นเวลา 13 วันติดต่อกันโจทก์จึงเลิกจ้างจำเลยโดยถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน …
- ฎีกาที่ 1548/2534
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาของกลางอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 76 วรรคสอง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสน ห้าหมื่นบาท จะลงโทษจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 76 วรรคแรก และวางโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้เพียง 5 เดือน จึงเป็นการไม่ชอบ.
- ฎีกาที่ 1550/2534
ตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ในวันประชุมตั้งบริษัทจำเลยเอกสารหมาย จ.2 ปรากฎลายมือชื่อของผู้ร้องคัดค้านทั้งสองลงชื่อจองหุ้น และค้างชำระค่าหุ้น อยู่ตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้ไปและยังมีบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันประชุมสามัญครั้งที่ 1/2525 ที่บริษัทจำเลย ส่งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานครเอกสาร หมาย จ.9 เป็นพยานสนับสนุนอีกซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1024 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาสมุดบัญชีเอกสารของบริษัทนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้ทุกประการ ผู้ร้องคัดค้านไม่สามารถนำสืบหักล้างพยานหลักฐานดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ดังนี้ฟังได้ว่า ผู้ร้องคัดค้านทั้งสองยังคงถือหุ้นและค้างชำระค่าหุ้น และค้างชำระค่าหุ้นอยู่ตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทวงหนี้ไปจริง
- ฎีกาที่ 1554/2534
จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ไปเก็บจากลูกค้าเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2526 วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2526 และวันที่ 6 กรกฎาคม 2526 รวมเป็นเงิน 28,989.20 บาท จำเลยที่ 1ได้ชื่อว่าผิดนัดตั้งแต่วันดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 โจทก์จึงอาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1ต่อโจทก์รับผิดใช้เงินดังกล่าวนับแต่วันเกิดเหตุตามมาตรา 686อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันนั้นมิใช่เริ่มนับตั้งวันที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ.
- ฎีกาที่ 1555/2534
จำเลยเป็นผู้รับมรดกของ ย. ตามพินัยกรรม ย่อมมีส่วนได้เสียที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของ ย. ได้ เมื่อจำเลยมีสิทธิได้รับที่ดินของ ย. เพียง 30 ไร่ แต่จำเลยครอบครองทำนาอยู่ 130 ไร่ จำเลยไม่เคยทำบัญชีทรัพย์แจ้งให้ญาติพี่น้องทราบ ทั้งยังเคยฟ้องโจทก์ว่าลักข้าวของจำเลย และเหตุที่จำเลยนำคดีต่าง ๆ มาฟ้อง เพราะจำเลยประสงค์จะได้ที่ดินมากกว่าที่มีสิทธิ จำเลยจึงได้ชื่อ ว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อตัวการและมิได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอันควรแก่การไว้วางใจของทายาท สมควรที่จะถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ย..
- ฎีกาที่ 1556/2534
จำเลยลงชื่อในหนังสือสัญญากู้โดยไม่กรอกข้อความ โจทก์ได้กรอกข้อความในหนังสือสัญญากู้นั้นว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 60,000 บาท โดยจำเลยไม่ยินยอมสัญญากู้ยืมเงินไม่สมบูรณ์ ดังนี้โจทก์ไม่อาจนำมาเป็นหลักฐานฟ้องบังคับจำเลยได้.
- ฎีกาที่ 156/2534
การที่ ม. เจ็บป่วยทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การงานได้ตามปกติ เป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามสภาพของร่างกายโดยธรรมชาติไม่ใช่เกิดจากการกระทำของ ม. แม้ระเบียบการธนาคารออมสินฉบับที่ 121 ว่าด้วยการแต่งตั้งและการถอนจากตำแหน่งพนักงานธนาคารออมสิน ข้อ 6.1 จะให้อำนาจจำเลยสั่งให้ ม. ออกจากงานหรือสัญญาของผู้เข้าทำงานธนาคารออมสินซึ่ง ม. ทำกับจำเลยข้อ 7. ให้อำนาจจำเลยที่จะถอดถอน ม. ออกจากงานได้ก็ตาม ก็เป็นเพียงข้อกำหนดให้จำเลยเลิกจ้าง ม. ได้เท่านั้น ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าม. กระทำความผิด ดังนั้น การที่ ม. ป่วยดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับหรือสัญญาจ้างของจำเลยเมื่อจำเลยเลิกจ้าง ม. จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ ม. เงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้แก่ ม. ตามระเบียบการธนาคารออมสินฉบับที่ 67 ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพของพนักงานธนาคารออมสินหมวด 2 มีหลักเกณฑ์ในการคำนวณและการจ่ายเงินบำเหน็จแตกต่างจากค่าชดเช …
- ฎีกาที่ 1561/2534
จำเลยยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การและศาลชั้นต้นกำหนด เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้แล้ว แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มิได้วินิจฉัยให้ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงวินิจฉัยไม่ครบถ้วนตาม ประเด็นพิพาทของคู่ความอันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควร วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ส.และห. อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีสินเดิม ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส ห.ผู้เป็นภริยามีสิทธิได้รับสินสมรส 1 ใน 3 ส่วน ทายาทโดยธรรมของ ส.มี6คนคือห. และผู้สืบสันดานจึงต้องแบ่งทรัพย์สินออกเป็นมรดกของ ส. จำนวน 2 ใน 3 ส่วนแล้วแบ่งทรัพย์มรดกของ ส. ออกเป็น 6 ส่วนเท่า ๆ กัน
- ฎีกาที่ 1562/2534
ที่ดินพิพาทมี ส.ค.1 เป็นมรดก โจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทชั้นหลานของเจ้ามรดก เมื่อเจ้ามรดกตาย มารดาโจทก์ พี่ชายโจทก์และโจทก์ได้เข้าไปปลูกบ้านในที่ดินพิพาทและเก็บเงินค่าเช่าบ้านพักที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทมาบำรุงรักษาและซ่อมแซมบ้านดังกล่าว อันเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น แต่เมื่อจำเลยเตือน ขอให้มารดาโจทก์แบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ทายาท มารดาโจทก์ไม่ยอมแบ่งให้และว่า ถ้าอยากได้ก็ให้ไปฟ้องเอาเอง และมารดาโจทก์ก็จัดการชำระภาษีโรงเรือนและภาษีที่ดินในนามของตนเอง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่ามารดาโจทก์ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองแล้ว หาใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นไม่ ทั้งไม่ปรากฏว่าได้มีทายาทคนหนึ่งคนใดดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้แต่อย่างใดสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงตกอยู่แก่มารดาโจทก์แล้วเมื่อมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรและเป็นทายาทก็เข้าครอบครองต่ …
- ฎีกาที่ 1566/2534
ผู้เสียหายและ บ. มีโอกาสเห็นหน้าจำเลยได้ชัดเจนเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบทะเบียนรถจักรยานยนต์ของคนร้ายซึ่งทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุแล้วทราบว่าเป็นรถของจำเลยจึงติดตาม จับกุมจำเลยได้หลังเกิดเหตุเพียงวันเดียว จำเลยให้การ รับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนให้จำเลย ยืนปะปนกับคนอื่นประมาณ 8 คน ผู้เสียหายและ บ.ก็ชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้าย การที่ผู้เสียหายจำจำเลยซึ่งอยู่ในห้องพิจารณาไม่ได้ก็เพราะจำเลยเปลี่ยนทรงผมครั้นได้ดูรูปในบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยแล้ว ผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับคนร้าย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังลงโทษจำเลยได้
- ฎีกาที่ 1567/2534
การที่จำเลยขอกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้าน และผู้คัดค้านตกลงยินยอมให้กู้ เมื่อผู้คัดค้านมอบเงินที่กู้ให้จำเลยรับไป การกู้ยืมก็เกิดขึ้น ผู้คัดค้านจึงอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยในทันทีนั้นเอง หลังจากนั้นการที่จำเลยจำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยอยู่ก่อนแล้วในขณะที่มีการทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 การจำนองที่ดินพิพาทไว้เป็นประกันเงินกู้แก่ผู้คัดค้านมีผลบังคับนับแต่วันที่มีการทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนกันคือวันที่ 31 มกราคม 2527 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย วันที่13 กุมภาพันธ์ 2527 จำเลยมอบอำนาจให้ ช. ไปทำการจำนองดังกล่าวจึงเป็นการที่จำเลยกระทำหรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลาสามเดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย และเมื่อจำเลยเป็นหนี้เจ้าหนี้ถึง 134 ราย รวมเป็นเงินประมาณ 99,000,000 บาท …