ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 12 จาก 146
- ฎีกาที่ 1216/2535
ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. เรื่อง ค่าขึ้นศาล ไม่ได้บัญญัติว่าคดีหนึ่งเสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้นในการพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์ ดังนี้ การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกัน โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาข้อหาหนึ่ง และฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดอีกข้อหาหนึ่ง เป็นการเสนอข้อหาต่อศาล 2 ข้อหาและแยกออกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้ง 2 ข้อหา ปัญหาว่าการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบลิฟต์และติดตั้งลิฟต์ให้แก่โจทก์ และตามสัญญาโจทก์มีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 ได้ แต่โจทก์ไม่ได้สงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 สิทธิตามสัญญาจึงเป็นอันระงับสิ้นไปนั้นเมื่อเป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงไม่มีประเด็นที่ศาลล่างจะต้องวินิจฉัยและประเด็นดังกล่าวไม่เป็นปัญหาข้อกฎหม …
- ฎีกาที่ 1217/2535
การที่ผู้กล่าวหาที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ได้ทำ หนังสือให้แก่โจทก์ว่าได้รับทราบข้อเท็จจริงแล้ว จึงไม่ติดใจที่จะ เรียกร้องใด ๆต่อโจทก์อีกต่อไปและมีความประสงค์จะเข้าทำงาน ตามปกติ ก็หาทำให้สิทธินัดหยุดงานที่มีอยู่ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518อันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความ สงบเรียบร้อยของประชาชนระงับไปไม่ผู้กล่าวหาที่ 1 ที่ 2 ไม่มา ทำงานในระหว่างที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลานัดหยุดงานโดยชอบ ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผล อันสมควร ส่วนผู้กล่าวหาที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไม่มาทำงานเพราะโจทก์ปิดงาน จึงมิใช่การละทิ้งหน้าที่โดย ไม่มีเหตุผลอันสมควรเช่นกัน.
- ฎีกาที่ 1217/2535
การนัดหยุดงานที่กระทำโดยสหภาพแรงงานซึ่งแจ้งข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง ถือว่าเป็นการกระทำแทนลูกจ้างทุกคนที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานดังกล่าว และเมื่อได้มีการแจ้งนัดหยุดงานโดยชอบแล้วสมาชิกของสหภาพแรงงานนั้นทุกคนก็มีสิทธิที่จะนัดหยุดงานได้ ซึ่งสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518อันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ลูกจ้างบางคนจะได้ทำหนังสือว่ามีความประสงค์จะเข้าทำงานตามปกติก็หาทำให้สิทธิที่จะหยุดงานที่มีอยู่ตามกฎหมายระงับไปไม่ การที่ลูกจ้างดังกล่าวไม่มาทำงานในระหว่างที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลานัดหยุดงานโดยชอบจะถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมิได้
- ฎีกาที่ 1217/2535
การนัดหยุดงานกระทำโดยสหภาพแรงงาน บ. ถือว่าเป็นการทำแทนลูกจ้างทุกคนที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานนั้น เมื่อได้มีการแจ้งนัดหยุดงานโดยชอบแล้ว สมาชิกของสหภาพแรงงานทุกคนมีสิทธิที่จะหยุดงานได้ สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯอันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน.
- ฎีกาที่ 1218/2535
ข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47(3) หมายความว่า เมื่อลูกจ้างกระทำผิดเรื่องใดซึ่งไม่ร้ายแรงและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ต่อมาได้กระทำผิดเรื่องเดียวกันซ้ำอีก นายจ้างก็มีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โจทก์ละทิ้งหน้าที่รวมสามครั้งแต่ละครั้ง ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือแล้วทั้งสามครั้ง เมื่อโจทก์ไม่ได้กระทำผิดซ้ำคำตักเตือนอีกเป็นครั้งที่สี่แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยเหตุที่เคยลงโทษไปแล้ว เท่ากับเป็นการลงโทษซ้ำความผิดเดิม การเลิกจ้างจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว แม้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยจะกำหนดว่า การละทิ้งหน้าที่สามครั้งเป็นเรื่องร้ายแรงอาจเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนจำเลยก็ไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมาเลิกจ้างโจทก์ได้จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
- ฎีกาที่ 1218/2535
ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่มา 3 ครั้ง แต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนายจ้างจึงลงโทษเพียงการตักเตือนเป็นหนังสือทั้งสามครั้ง เมื่อลูกจ้างไม่ได้มากระทำผิดซ้ำคำตักเตือนอีกเป็นครั้งที่สี่ การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยอาศัยเหตุที่เคยลงโทษไปแล้วเช่นนี้เท่ากับเป็นการลงโทษซ้ำความผิดที่ได้ลงโทษตักเตือนไปแล้วอีกจึงเป็นการเลิกจ้างที่มิชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) ทั้งเป็นการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1218/2535
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยก็ยัง เป็นคัดค้านการฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นปัญหา ข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยฎีกาข้อ 2.1 เป็นปัญหาว่า การวินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน จากพยานหลักฐานในสำนวน ฎีกาข้อ 2.2 เป็นปัญหาเรื่องการรับฟัง พยานหลักฐาน และฎีกาข้อ 2.3-2.4 เป็นปัญหาในเรื่องการแปล ความหมายของถ้อยคำในตัวบทกฎหมายแล้วนำมาปรับแก่คดี โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 89 แผ่นที่ 2) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 76) จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 83) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเค …
- ฎีกาที่ 1219/2535
จำเลยเข้าอยู่ในตึกพิพาทโดยเช่าจากส.แต่ไม่ปรากฏว่าส.มีสิทธินำตึกพิพาทไปให้เช่า คงมีสิทธิแต่เพียงจัดหาคนมาทำสัญญาเช่าตึกพิพาทจาก ม. เจ้าของเดิมเท่านั้น การเช่าของจำเลยจึงเป็นการเช่าจากผู้ไม่มีสิทธิให้เช่า ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผู้ซื้อตึกพิพาทมาจาก ม. เจ้าของเดิม และจำเลยมิได้เช่าจากเจ้าของเดิมอันจะมีผลผูกพันถึงโจทก์ การอยู่ในตึกพิพาทของจำเลยจึงปราศจากเหตุจะอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์ฟ้องขับไล่ได้
- ฎีกาที่ 1219/2535
โจทก์เป็นเจ้าของตึกพิพาทจำเลยที่3เข้าอยู่ในตึก พิพาทโดยเช่าจาก ส.ซึ่งมีเพียงสิทธิจัดหาคนมาทำสัญญาเช่าตึก พิพาทกับ ม. เจ้าของเดิมเท่านั้น จึงเป็นการเช่าจากผู้ไม่มีสิทธิให้เช่า การอยู่ในตึก พิพาทของจำเลยที่ 3 จึงปราศจากเหตุอันจะอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการอยู่โดยละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 3 ได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1219/2535
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ในข้อ 2 ที่โต้แย้งว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน โจทก์นำไปใช้ได้เพียงครั้งเดียว เป็นข้อกฎหมายนั้น เห็นว่าฎีกาที่จำเลยโต้แย้งในข้อนี้เป็นข้อที่จะ นำไปสู่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ขายบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่ โจทก์แล้วหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้ว ฎีกาข้อนี้จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกา ส่วนฎีกาของ จำเลยข้อ 3 ที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าข้อนี้ไม่มีประเด็น ว่ากล่าวกันในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวาร ออกจากบ้านเลข …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1220/2535
ความว่า โจทก์ยื่นฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาโจทก์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์จะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ในกรณีที่คำสั่งของ ศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทุกประเด็น แต่คำสั่งของ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ที่ว่าอุทธรณ์ ของโจทก์ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 เมื่อคำสั่งของ ศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่ง ของศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่ถึงที่สุด โจทก์ฎีกาได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง คดีอยู่ในระหว่าง การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสอง โจทก์ยื่น คำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเ …
- ฎีกาที่ 1221/2535
ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า เช็คที่โจทก์ฟ้องเป็นเช็คค้ำประกันเงินกู้ จำเลยทั้งสองขาดเจตนาที่จะสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และธนาคารมิได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ล้วนเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการที่ศาลรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1222/2535
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ข้อ 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทใน ชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก จึงไม่ รับฎีกาข้อ 2 ส่วนฎีกาข้อ 3 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รับฎีกา ข้อนี้ จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาข้อ 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของ ศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2531 ให้ถือเอาพยานหลักฐานในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 832,1402,1403/2531 ของศาลชั้นต้น เป็นพยานโจทก์ จำเลยในคดีนี้ การที่ศาลในคดีนี้ถือเอาข้อเท็จจริง ในคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ จึงเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเพราะคดีนี้มิใช่คดีแพ่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ข้อ 2 ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษาด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1222/2535
การที่ศาลได้วินิจฉัยคดีโดยถือตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอื่นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1223/2535
เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แถลงว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปภายใน 7 วัน โจทก์ทราบคำสั่งแล้วไม่แถลงภายในเวลาที่กำหนดถือว่าโจทก์ทิ้งฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1.
- ฎีกาที่ 1225/2535
แม้ผู้ร้องกับพันตรี ป. ได้จดทะเบียนสมรสกันในขณะที่ พันตรี ป.มีคู่สมรสอยู่แล้ว อันมีผลทำให้การสมรสระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป.เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1452,1496 แต่มาตรา1501 ก็ได้บัญญัติว่า การสมรสสิ้นสุด ลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน เมื่อข้อเท็จจริง ได้ความว่า การสมรสระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป. ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยการหย่าก่อนที่ผู้ร้องจะมาร้องขอในคดีนี้ การสมรสซ้อน ระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป. จึงไม่มีผลกระทบหรือโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ทั้งตามคำร้องของผู้ร้องก็มิได้กล่าวว่าการจดทะเบียนสมรส ซ้อนระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป. เป็นเหตุให้มีผู้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ผู้ร้อง จึงร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้อง กับพันตรี ป. เป็นโมฆะไม่ได้.
- ฎีกาที่ 1225/2535
ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. ภายหลังผู้ร้องทราบว่า ก่อนที่ ป. จดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องได้เคยจดทะเบียนสมรสกับส.มาก่อน แม้ผู้ร้องกับป.ได้จดทะเบียนสมรสกัน ในขณะที่ป.มีคู่สมรสอยู่แล้ว อันมีผลทำให้การสมรสระหว่างผู้ร้องกับป. เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452,1496และตามมาตรา 1495 จะบัญญัติว่า คำพิพากษาศาลเท่านั้นจะแสดงว่าการสมรสใดเป็นโมฆะ แต่ตามมาตรา 1501 ก็ได้บัญญัติว่า การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน เมื่อการสมรสระหว่างผู้ร้องกับ ป. ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยการหย่าก่อนที่ผู้ร้องจะมาร้องขอในคดีนี้ การสมรสซ้อนระหว่างผู้ร้องกับ ป.จึงไม่มีผลกระทบหรือโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง อันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีอำนาจร้องขอต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ผู้ร้องจึงร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับ ป. เป็นโมฆะไม่ …
- ฎีกาที่ 1225/2535
แม้ผู้ร้องกับ ป. จะได้จดทะเบียนสมรสกันในขณะที่ ป.มีคู่สมรสอยู่แล้วอันมีผลทำให้การสมรสระหว่างผู้ร้องกับ ป.เป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องได้หย่าขาดจาก ป. แล้ว การสมรสระหว่างผู้ร้องกับ ป. จึงได้สิ้นสุดลงด้วยการหย่าก่อนที่ผู้ร้องจะมาร้องขอในคดีนี้ การสมรสซ้อนระหว่างผู้ร้อง กับ ป. จึงไม่มีผลกระทบหรือโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ทั้งตามคำร้อง ของ ผู้ร้องก็มิได้กล่าวแสดงว่าการจดทะเบียนสมรสซ้อนดังกล่าวเป็นเหตุให้มีผู้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้องอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีอำนาจมาร้องขอต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 55 ผู้ร้องจึงร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับ ป. เป็นโมฆะไม่ได้.
- ฎีกาที่ 1225/2535
แม้ผู้ร้องกับพันตรี ป. ได้จดทะเบียนสมรสกันในขณะที่พันตรี ป. มีคู่สมรสอยู่แล้วอันมีผลทำให้การสมรสระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป. เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1452, 1496 แต่มาตรา 1501 ก็ได้บัญญัติว่า การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การสมรสระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป.ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยการหย่าก่อนที่ผู้ร้องจะมาร้องขอในคดีนี้ การสมรสซ้อนระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป.จึงไม่มีผลกระทบหรือโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ทั้งตามคำร้องของผู้ร้องก็มิได้กล่าวว่าการจดทะเบียนสมรสซ้อนระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป. เป็นเหตุให้มีผู้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับพันตรี ป.เป็นโมฆะไม่ได้
- ฎีกาที่ 1227/2535
กรณีที่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานเป็นกรณีร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) นั้น แม้ข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างจะระบุว่า การกระทำใดที่ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบ เป็นการกระทำที่ร้ายแรงก็ตาม ก็หามีผลว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นความผิดร้ายแรงทุกกรณีไปไม่แต่จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ตามความเป็นจริงว่า เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่ดื่มสุรามึนเมามาก่อนจะเริ่มเข้าทำงาน มิใช่ดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ แต่ได้หลับขณะปฏิบัติหน้าที่ แม้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จะระบุการกระทำในประการหลังนี้ว่าเป็นความผิดร้ายแรงก็ตาม ก็เป็นเพียงข้อบังคับของนายจ้างที่มีความประสงค์ทั่วไปว่าลูกจ้างควรปฏิบัติหน้าที่เช่นใด เป็นไปในลักษณะที่ว่าจะต้อ …