ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 13 จาก 146
- ฎีกาที่ 1227-1230/2535
จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางฟังว่า เครื่องจักรที่โจทก์ทั้งสี่ควบคุมโดยสภาพไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลภายนอกหรือทรัพย์สินอื่นใดได้ เป็นการวินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน เมื่อศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยพิเคราะห์ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 54 แม้ข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างจะระบุว่าการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบดังกล่าวเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ก็หามีผลว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นความผิดร้ายแรงทุกกรณีไปไม่ จะต้องพิจารณาพฤติการณ์ความเป็นจริงว่าเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ แม้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะระบุว่าการหลับขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นความผิดร้ายแรง ก็เป็นเพียงข้อบังคับของนายจ้างที่มีความประสงค์ทั่วไปว่าล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1229/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ ข้อ 2.3 เป็นฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมาย ซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นและได้อุทธรณ์ คัดค้านไว้แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว หากไม่ยอมไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดง เจตนาของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 78) โจทก์ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 84) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาทต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มา …
- ฎีกาที่ 123/2535
เหตุเกิดเวลากลางคืน สถานที่เกิดเหตุอยู่ใต้ ต้นไม้ใหญ่และเป็นบริเวณที่รก มีข้อสงสัยเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องแสงสว่างว่าบริเวณที่เกิดเหตุจะมีแสงสว่างไม่พอเพียงที่จะทำให้เห็นคนร้ายชัดเจน พอจำได้ เหตุการณ์ชิงทรัพย์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึง10 วินาที หลังจากเกิดเหตุก่อนการจับกุมจำเลยผู้เสียหายเคยพบเห็นจำเลย และใช้เวลาสังเกตุ อยู่หลายวันจึงแน่ใจว่าจำเลยเป็นคนร้ายและแจ้งให้ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงเป็นที่สงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่ จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง.
- ฎีกาที่ 1231/2535
ข้อบังคับเกี่ยวกับการลาของผู้ร้อง และมาตรา 102 แห่ง พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ที่บัญญัติไว้ใจความว่า "ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานมีสิทธิลาไปเพื่อดำเนินกิจการ สหภาพแรงงานในฐานะผู้แทนลูกจ้างในการเจรจา... และมีสิทธิลา เพื่อไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดได้ ทั้งนี้ให้ลูกจ้าง ดังกล่าวแจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุที่ลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องถ้ามีและให้ถือว่าวันลาของ ลูกจ้างนั้นเป็นวันทำงาน" มีความหมายว่า ลูกจ้าง ซึ่งเป็นกรรมการ สหภาพแรงงานมีสิทธิลาเพื่อไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดได้ โดยลูกจ้างเพียงแต่แจ้งพร้อมแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้นายจ้าง ทราบล่วงหน้าถึงเหตุการลา และไม่จำต้องให้นายจ้างอนุมัติก่อนเมื่อผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างและเป็นเหรัญญิกของสหภาพแรงงาน ได้รับเชิญ ในตำแหน่งเหรัญญิกของสหภาพแรงงานให้ไปประชุมของส่วนราชการและสหภาพแรงงานได้แจ …
- ฎีกาที่ 1231/2535
ข้อบังคับเกี่ยวกับการลาของผู้ร้อง และมาตรา 102แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ที่บัญญัติใจความทำนองเดียวกันว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานมีสิทธิลาไปเพื่อดำเนินกิจการสหภาพแรงงานในฐานะผู้แทนลูกจ้างในการเจรจาและมีสิทธิลาเพื่อไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดได้ ทั้งนี้ให้ลูกจ้างดังกล่าวแจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุที่ลาโดยชัดแจ้งพร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องถ้ามี และให้ถือว่าวันลาของลูกจ้างนั้นเป็นวันทำงานมีความหมายว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานมีสิทธิลาเพื่อไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดได้ โดยลูกจ้างเพียงแต่แจ้งพร้อมแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุการลาและไม่จำต้องให้นายจ้างอนุมัติก่อน เมื่อผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างและเป็นเหรัญญิกของสหภาพแรงงาน ได้รับเชิญในตำแหน่งเหรัญญิกของสหภาพแรงงานให้ไปประชุมของส่วนราชการ และสหภาพแรงงานได้แจ้งการล …
- ฎีกาที่ 1231/2535
ข้อบังคับเกี่ยวกับการลาของผู้ร้องและมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่บัญญัติไว้ใจความว่า "ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานมีสิทธิลาไปเพื่อดำเนินกิจการสหภาพแรงงานในฐานะผู้แทนลูกจ้างในการเจรจา... และมีสิทธิลาเพื่อไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดได้ ทั้งนี้ให้ลูกจ้างดังกล่าวแจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุที่ลาโดยชัดแจ้งพร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องถ้ามี และให้ถือว่าวันลาของลูกจ้างนั้นเป็นวันทำงาน" มีความหมายว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นยกรรมการสหภาพแรงงานมีสิทธิลาเพื่อไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดได้โดยลูกจ้างเพียงแต่แจ้งพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุการลา และไม่จำต้องให้นายจ้างอนุมัติก่อน เมื่อผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างและเป็นเหรัญญิกของสหภาพแรงงานได้รับเชิญในตำแหน่งเหรัญญิกของสหภาพแรงงานให้ไปประชุมของส่วนราชการ และสหภาพแรงงานได้แจ้งการลาให้ผู้ร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1232/2535
ความว่า โจทก์ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้วคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับ อุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 โจทก์จะฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์อีกไม่ได้ จึงไม่รับฎีกาคำสั่ง โจทก์เห็นว่า ฎีกาคำสั่งของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาคำสั่งของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 101) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านไม้ชั้นเดียว ลักษณะกระท่อมเลขที่ 19 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 77 ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ของโจทก์ทันทีและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า ค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1233/2535
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ ข้อ 3(1) และ (2) เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3(3) นั้น ปรากฏว่าการกระทำของโจทก์ตามคำให้การจำเลยลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2534 ข้อ (2) และข้อ (3) หาได้เข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างจะไล่ออก โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันสมควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับอุทธรณ์ ทุกข้อของจำเลย จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย และเป็นข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดี เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้ พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า จำนวน 95,000 บาท ให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ …
- ฎีกาที่ 1234/2535
การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหมายเรียกโดยแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลให้จำเลยทั้งสองแล้ว โดยการปิดหมายที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 18พฤษภาคม 2531 และ 21 กรกฎาคม 2531 ตามลำดับ กรณีถือได้ว่าเป็นการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ก็จะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2531 และ 5 สิงหาคม 2531 ตามลำดับ ซึ่งเป็นวันที่การส่งหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดให้แก่จำเลยทั้งสองมีผล แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 31ตุลาคม 2531 จึงเกินกำหนด 15 วัน ล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว และตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสองก็ไม่มีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ประการใด จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตร …
- ฎีกาที่ 1234/2535
ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2531 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหมายเรียกไปยังจำเลยทั้งสองเพื่อให้ไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน โดยปิดหมายดังกล่าวที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ที่ 2เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2531 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2531 ตามลำดับในหมายเรียกระบุชัดว่า จำเลยทั้งสองถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดถือได้ว่าเป็นการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยทั้งสองในวันดังกล่าวโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2531 เกินกำหนด 15 วันล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ย่อมไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153
- ฎีกาที่ 1234/2535
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 6 คำว่า "พิพากษา" หมายความตลอดถึงการที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยทำเป็นคำสั่ง และมาตรา 19 ว่า"คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ให้ถือเสมือนว่า เป็นหมายของศาลให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ายึดดวงตราสมุดบัญชีและเอกสารของลูกหนี้และบรรดาทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ในความครอบครองของลูกหนี้หรือของผู้อื่นอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย... ฯลฯ" ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหมายเรียกให้จำเลยไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินโดยแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลให้จำเลยทราบด้วยและได้ปิดหมายเรียกดังกล่าวที่ภูมิลำเนาของจำเลยถือว่าเป็นการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยโดยชอบ จำเลยจะขอให้พิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208ต้องยื่นคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับนั้นให้แก่จำเลย.
- ฎีกาที่ 1235/2535
จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยสามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ มิได้ยากจนจริง ยกคำร้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ยื่นคำร้องขออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนปรากฏว่าคำร้องดังกล่าวมิได้กล่าวอ้างว่าพยานหลักฐานที่จะแสดงเพิ่มเติมนั้นเหตุใดจึงมิได้ระบุหรืออ้างไว้ในการไต่สวนครั้งแรกและพยานหลักฐานที่จะแสดงเพิ่มเติมมีความสำคัญที่จะหักล้างข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังไว้อย่างไร เพียงแต่แนบบัญชีระบุพยานซึ่งระบุรายชื่อพยานบุคคลซึ่งส่วนใหญ่ได้อ้างไว้ในการไต่สวนครั้งแรกและอ้างเพิ่มบางคนเท่านั้น ดังนี้ ทำให้เห็นว่าจำเลยไม่น่าจะมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมพอที่จะแสดงว่าฐานะของจำเลยแตกต่างไปจากที่เคยวินิจฉัยไว้แล้ว ศาลชอบที่จะยกคำร้องของจำเลยเสียได้ โดยไม่ต้องไต่สวนคำร้อง.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1235/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยทุนทรัพย์ที่พิพาท กันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกา ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับคำพิพากษา ศาลชั้นต้น โจทก์จึงสามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้รับสำเนา คำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน จำนวน 98,765 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 3 ชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีหรือให้จำเลยที่ 2 ชำระในอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2530 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,703 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภ …
- ฎีกาที่ 1236/2535
บริษัทผู้ขนส่งสินค้าเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทอ.โดยตรงให้เป็นผู้ขนถ่ายสินค้าจากเรือเดินทะเล จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ขนสินค้าหรือร่วมขนสินค้าจากเรือเดินทะเลลงเรือเล็ก ลำพังแต่การดำเนินการทางเอกสาร หรือปฏิบัติพิธีการเกี่ยวกับการนำเรือเข้าเทียบท่าในราชอาณาจักร หรือแจ้งกำหนดเวลาเรือเข้าต่อกรมศุลกากร หรือแจ้งต่อเจ้าของสินค้า รวมถึงกำหนดวันขนถ่ายสินค้า ตลอดจนวิธีการที่แจ้งให้เจ้าของสินค้านำใบตราส่งไปแลกกับใบปล่อยสินค้าจากนายเรือตามทางปฏิบัติของการขนส่งทางทะเลนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1เป็นผู้ขนส่งร่วมกับบริษัทผู้ขนส่งสินค้าและผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากเจ้าของสินค้าผู้เอาประกันภัยเรียกเอาค่าเสียหายในกรณีที่สินค้าสูญหายหรือบุบสลายในระหว่างการขนส่ง
- ฎีกาที่ 1236/2535
บริษัท ซ. ผู้ขนส่งสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นผู้ว่าจ้างบริษัท อ. โดยตรงให้เป็นผู้ขนถ่ายสินค้าจากเรือเดินทะเลจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ขนสินค้าหรือร่วมขนสินค้าจากเรือเดินทะเลลงเรือเล็ก ลำพังแต่การดำเนินการทางเอกสาร หรือปฏิบัติพิธีการเกี่ยวกับการนำเรือเข้าเทียบท่าในราชอาณาจักรหรือแจ้งกำหนดเวลาเรือเข้าต่อกรมศุลกากร หรือแจ้งต่อเจ้าของสินค้ารวมถึงกำหนดวันขนถ่ายสินค้า ตลอดจนวิธีการที่แจ้งให้เจ้าของสินค้านำใบตราส่งไปแลกกับใบปล่อยสินค้าจากนายเรือตามทางปฏิบัติของการขนส่งทางทะเลนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับบริษัทซ. และเป็นผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 618 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากเจ้าของสินค้าผู้เอาประกันภัยเรียกเอาค่าเสียหายในกรณีที่สินค้าสูญหายหรือบุบสลายในระหว่างการขนส่ง
- ฎีกาที่ 1236/2535
บริษัทผู้ขนส่งสินค้าเป็นผู้ว่าจ้างบริษัท อ. โดยตรงให้เป็นผู้ขนถ่ายสินค้าจากเรือเดินทะเล บริษัทจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ขนสินค้าหรือร่วมขนสินค้าจากเรือเดินทะเลลงเรือเล็ก ลำพังแต่การดำเนินการทางเอกสาร หรือปฏิบัติพิธีการเกี่ยวกับการนำเรือเข้าเทียบท่าในราชอาณาจักร หรือแจ้งกำหนดเวลาเรือเข้าต่อกรมศุลกากรหรือแจ้งต่อเจ้าของสินค้า รวมถึงกำหนดวันขนถ่ายสินค้าตลอดจนวิธีการที่แจ้งให้เจ้าของสินค้านำใบตราส่งไปแลกกับใบปล่อยสินค้าจากนายเรือตามทางปฏิบัติของการขนส่งทางทะเลนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับบริษัทผู้ขนส่งสินค้าและผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตาม ป.พ.พ. มาตรา 618 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากเจ้าของสินค้าผู้เอาประกันภัยเรียกเอาค่าเสียหายในกรณีที่สินค้าสูญหายหรือบุบสลายในระหว่างการขนส่ง.
- ฎีกาที่ 1237/2535
โจทก์ตั้ง ส. ทนายความผู้รับมอบอำนาจเป็นตัวแทนบอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 แต่เมื่อ ส. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย จำเลยได้รับแล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของ ส.เป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำของส.ซึ่งเป็นตัวแทนแล้ว ถือได้ว่า ส. เป็นตัวแทนของโจทก์โดยชอบตามมาตรา 823 ซึ่งการตั้งตัวแทนลักษณะเช่นนี้ไม่ต้องทำเป็นหนังสือการบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยจึงชอบแล้ว
- ฎีกาที่ 1237/2535
โจทก์ตั้ง ส. ทนายความผู้รับมอบอำนาจเป็นตัวแทนบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ส. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย จำเลยได้รับแล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของ ส. ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของ ส. ซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนองตามป.พ.พ. มาตรา 823 ดังนี้ ถือว่าโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยโดยชอบแล้ว.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1237/2535
ความว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าโจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218,219 ไม่รับฎีกาโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว หรือไม่ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้น อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท เนื่องจากมีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 8 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฯลฯ โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ไว้มีกำหนด 1 ปี ฯลฯ โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1239/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ที่แก้ไข ใหม่ จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่าคำท้าของโจทก์ จำเลยเป็นการพนันขันต่อ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ไม่มีผลใช้บังคับ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันควรได้รับ การวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา พิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,238,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (20 กันยายน 2528) จนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 47) จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 50) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เ …