ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 14 จาก 146
- ฎีกาที่ 124/2535
จำเลยตกลงขายไม้ยางท่อนซุงและรับเงินค่าไม้จากผู้เสียหายโดยเจตนาขายไม้ยางท่อนซุงที่จำเลยได้ตกลงซื้อไว้ แต่จำเลยไม่สามารถ จัดส่งไม้ยางท่อนซุงให้ผู้เสียหายได้ เพราะทางราชการไม่อนุญาตให้ ทำไม้ดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำผิดสัญญาในทางแพ่ง เท่านั้น หาเป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงไม่.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1240/2535
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ทุนทรัพย์ชั้นฎีกา เพียง 100,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐาน ของศาล จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยนั้น เป็นข้อ กฎหมายที่มิใช่สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยและก็มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ด้วย ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และถึงแม้ว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 2 ก็ยังคงมีสิทธิที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ เนื่องจาก ทุนทรัพย์ที่พิพาท …
- ฎีกาที่ 1241/2535
อุทธรณ์ของจำเลยเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น จำเลยอุทธรณ์เพียงว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม โดยไม่ระบุข้อเท็จจริงให้เห็นว่าเคลือบคลุมตรงไหน อย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1241/2535
อุทธรณ์ของจำเลยเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น จำเลยอุทธรณ์เพียงว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม โดยไม่ระบุข้อเท็จจริงให้เห็นว่าเคลือบคลุมตรงไหน อย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1241/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ ชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว จำเลยฎีกาว่าโจทก์เพียงแต่ครอบครองที่ดินพิพาทแทนเท่านั้น เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามตัวบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยแม้จะเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรค 2 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณา พิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 421 ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าพล อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวาเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลย และบริวารเกี่ยวข้องหรือก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1241/2535
คดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทแม้จะเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534มาตรา 18
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1242/2535
ชั้นบังคับคดี จำเลยฎีกาขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาให้สั่งระงับการจดทะเบียน การ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้ก่อน ดังนี้ ศาลฎีกาอนุญาตตามคำร้องได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1247/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกาไว้ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์มี อัตราโทษสูง จำเลยต้องโทษโดยปราศจากความผิด ผู้ร้ายแท้จริง มีอิทธิพลทำให้พยานบุคคล 3 คน รายชื่อปรากฏตามคำร้อง ซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์อย่างแท้จริงขอเข้าเบิกความนำสืบ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงเพื่อให้คดีนี้ได้รับการวินิจฉัย อย่างยุติธรรมและเป็นคุณแก่จำเลย อาศัยอำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 และมาตรา 225 โปรดมีคำสั่งให้สืบพยานบุคคลทั้งสามดังกล่าวเพิ่มเติมโดยขอให้ จ่าศาลหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเดินเผชิญสืบพยานบุคคลทั้งสาม ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของตัวพยาน หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33,91,288,371 พระราชบัญญัติ อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นค …
- ฎีกาที่ 1248/2535
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาจึงเท่ากับให้ยกคำร้องของทนายจำเลยที่ขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จำเลยหรือทนายจำเลยย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิฎีกา
- ฎีกาที่ 1248/2535
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นย่อมมีผลเท่ากับให้ยกคำร้อง ของ ทนายจำเลยที่ขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจำเลยและทนายจำเลยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาต่อไป.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1248/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันใน ชั้นฎีกาในคดีนี้คือที่พิพาทเฉพาะส่วนของ นายดาบตำรวจเลี่ยม สินธุมา ซึ่งมีจำนวนเพียงครึ่งหนึ่งของที่พิพาททั้งหมดดังนั้นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน สองแสนบาท ฎีกาของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้จำเลยต่อสู้คดีทั้งบ้านพิพาทและที่ดิน ทั้งแปลงถือว่าคดีมีทุนทรัพย์ราคา 280,000 บาท จำเลยจึงฎีกา ได้ตามกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้ พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยและบริวารออกไป จากบ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 3 ตำบลสวนแตง และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 25 ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองจังหวัดกาญจนบุรี และห้ามเข้า มาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จ …
- ฎีกาที่ 1249/2535
ในวันเกิดเหตุจำเลยซึ่งเป็นภริยาผู้เสียหายนอนเฝ้าห้างนาเพียงคนเดียว ผู้เสียหายไปดื่มสุรากับเพื่อน เพิ่งไปหาจำเลยเมื่อเวลา 24 นาฬิกา และให้จำเลยไปหาข้าวมาให้ผู้เสียหายรับประทานจำเลยต้องเดินไปเอาข้าวที่บ้านซึ่งอยู่ห่างห้างนา 3 เส้น เมื่อเอามาแล้วผู้เสียหายไม่ยอมรับประทาน กลับบ่นว่าจำเลย และยังพูดถึงภรรยาน้อยอีกด้วย การกระทำของผู้เสียหายเป็นการข่มเหงน้ำใจจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหายในขณะนั้น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
- ฎีกาที่ 1249/2535
วันเวลาเกิดเหตุจำเลยนอนเฝ้าห้างนาเพียงคนเดียว ผู้เสียหายซึ่งเป็นสามีได้ไปดื่มสุรากับเพื่อน เพิ่งไปหาจำเลยเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืน ทั้งยังได้บอกให้จำเลยไปหาข้าวมาให้รับประทานจำเลยต้องเดินไปเอาข้าวที่บ้านซึ่งอยู่ห่างห้างนาประมาณ 3 เส้นเมื่อเอามาให้แล้ว ผู้เสียหายไม่ยอมรับประทาน กลับบ่นว่าจำเลยและยังพูดถึงภรรยาน้อยอีกด้วย การกระทำของผู้เสียหายถือเป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยได้ใช้ปืนยิงผู้เสียหายในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ.
- ฎีกาที่ 1249/2535
ในวันเกิดเหตุจำเลยซึ่งเป็นภริยาผู้เสียหายนอนเฝ้าห้างนาเพียงคนเดียวผู้เสียหายไปดื่มสุรากับเพื่อน เพิ่งไปหาจำเลยเมื่อเวลา 24 นาฬิกา และให้จำเลยไปหาข้าวมาให้ผู้เสียหายรับประทาน จำเลยต้องเดินไปเอาข้าวที่บ้านซึ่งอยู่ห่างห้างนา 3 เส้น เมื่อเอามาแล้วผู้เสียหายไม่ยอมรับประทาน กลับบ่นว่าจำเลย และยังพูดถึงภรรยาน้อยอีกด้วย การกระทำของผู้เสียหายเป็นการข่มเหงน้ำใจจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหายในขณะนั้น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1249/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์มิได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 แต่อย่างใดโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้แก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ยื่นคำให้การ อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลย ทั้งสองได้ จำหน่ายคดีจากสารบบความคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 3 ใน 4 แต่เหลือไม่น้อยกว่า 200 บาท โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่ศาลสั่งคืนค่าขึ้นศาล ให้โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ คำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและเป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจในการคืน ค่าข …
- ฎีกาที่ 1250/2535
นาย ก. ได้ชักลากไม้ของกลางที่ถูกคนร้ายลักมาเข้าไปในบริษัทจำเลยที่ 1 แล้วเลื่อยตัดเป็นท่อนเพื่อดำเนินการผลิตไม้บางวีเนียร์ โดยมีคนงานถึง 10 คน และใช้เครื่องมือของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นเวลานอกเวลาปฏิบัติงานตามปกติ แต่จำเลยที่ 1ก็มียามตรวจตราอยู่ตลอดเวลา ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้คนหลายคนลักลอบเข้าไปใช้เครื่องมือของจำเลยที่ 1 ได้ การที่นาย ก.เข้าไปดำเนินการในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้น่าจะมีกรรมการหรือผู้มีอำนาจในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนรู้เห็นและให้ความยินยอมมิใช่นาย ก. เข้าไปกระทำโดยพลการโดยที่บริษัทจำเลยที่ 1มิได้รับผลประโยชน์ด้วย พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 รับเอาไม้ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์ อันเป็นความผิดฐานรับของโจรแล้ว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1252/2535
ความว่า จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ไว้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเลยขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมที่ยื่นมาพร้อมคำร้องนี้เพื่อ ประกอบการวินิจฉัยของศาลฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 131) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินภาษีอากรจำนวน 621,885.05 บาทแก่โจทก์ กับให้ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตรา ร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 143,553.74 บาท เป็นรายเดือน นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2531 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์แล้วเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 126,124) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว แม้ว่านางแคทเธอรีนม็อค จะเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ 70/2534 ของศาลชั้นต้น หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ ทำให้จำเลยไม่สามารถอ้างคำเบิกความของนางแคทเธอรีนม็อค เป็นพยานต่อศาลในคดีนี้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีก็ตาม แต่ตามคำร้องของ จำเลยระบุว่าคดีดังกล่าวและคดีนี้ …
- ฎีกาที่ 1257/2535
การที่พยานโจทก์คนที่สองนั่งฟังพยานโจทก์คนแรกเบิกความในห้องพิจารณาคดีนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา114 วรรคสอง ให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์คนที่สองได้หากเห็นว่า คำเบิกความนั้นเป็นที่เชื่อฟังได้หรือมิได้เปลี่ยนแปลงโดยได้ฟังคำเบิกความของพยานคนก่อนหรือไม่สามารถทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดเปลี่ยนแปลงไปได้
- ฎีกาที่ 1257/2535
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 114 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15เป็นดุลพินิจของศาลที่จะรับฟังคำเบิกความของพยานที่เบิกความโดยได้ฟังคำเบิกความของพยานคนก่อนได้ หากศาลเห็นว่าคำเบิกความเช่นว่านั้น เป็นที่เชื่อฟังได้ หรือมิได้เปลี่ยนแปลงโดยได้ฟังคำเบิกความของพยานคนก่อน หรือไม่สามารถทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดเปลี่ยนแปลงไป.
- ฎีกาที่ 1259/2535
ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นเวลา 26 ปีแล้ว เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เป็นป่ารก เป็นทางน้ำไหลผู้ร้องได้ถมดินถางป่าห. ตาของผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินขณะนั้นรู้เห็นก็มิได้ว่ากล่าว ตอนแรกผู้ร้องไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใดเพิ่งมาทราบในภายหลัง การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยสงบ และเปิดเผย ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382