ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 15 จาก 146
- ฎีกาที่ 1259/2535
ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นเวลา 26 ปี ตอนแรกผู้ร้องไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด เพิ่งมาทราบในภายหลังการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องก็ถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของโดยสงบและเปิดเผย ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:126/2535
ความว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระเงินแก่โจทก์ โดยมิได้ระบุว่าจำเลยทั้งสองเป็นใครบ้าง เพราะจำเลยในคดีนี้มี 3 คน โจทก์ฎีกาให้จำเลยทั้งสาม ร่วมรับผิดชำระเงินต่อโจทก์ อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็ วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้นโจทก์จึง เข้าใจว่าคำพิพากษาศาลฎีกาเฉพาะข้อความที่ว่า ให้จำเลยทั้งสอง ร่วมชำระเงิน น่าจะคลาดเคลื่อนผิดข้อเท็จจริงอันเนื่อง มาจากพิมพ์ผิด โปรดมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลฎีกา ให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริงโดยแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินด้วย หมายเหตุ จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 518,737 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 505,737 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2526 ซึ่งเป็น วันที่จำเลยทั้งสามผิดน …
- ฎีกาที่ 1260/2535
เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องนั้นหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือจะสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างใดที่ศาลอุทธรณ์เพียงสั่งว่า "รวม" จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131(1) เมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเสร็จไปแล้ว การที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์แต่อย่างใด เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดี แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วก็ตาม หากต่อมาในชั้นพิจารณาและพิพากษาคดีศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีก็ชอบที่จะพิพาก …
- ฎีกาที่ 1260/2535
เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยศาลอุทธรณ์จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องนั้นหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือจะสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์สั่งเพียงว่า "รวม" จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 131(1) เมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเสร็จไปแล้ว การที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยย่อมจะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วหากต่อมาในชั้นพิจารณาและพิพากษาคดี ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีก็พิพากษายกอุทธรณ์ขอ …
- ฎีกาที่ 1260/2535
เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้อง ของ โจทก์ว่าเห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือจะสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์สั่งว่า"รวม" จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 131(1) เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว การที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลย ย่อมจะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา ต่อมาในชั้นพิจารณาและพิพากษาคดีศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดี ก็ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ได้ตามป.วิ.พ. มาตรา 225 รายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นจดไว้ในวันทำคำพิพากษาตามยอมมีถ้อยคำที่แตกต่างไปจากสัญญาประนีประนอมยอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1260/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364,365(2) เสีย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มีผลเป็นการพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการแก้ไขมากไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 157,158) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,364 ประกอบมาตรา 365(2),83 ข้อหา ทำให้เสียทรัพย์ วางโทษปรับคนละ 500 บาท ข้อหาบุกรุก วางโทษ จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาทรวมจำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 1,500 บาท โทษจำคุกเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ แห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้รอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1262/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท แม้จะเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่โจทก์ก็บรรยายคำฟ้องรับว่า หากนำที่พิพาทให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 300 บาท จึงฟังได้ว่า อาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังว่า ที่พิพาทอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ จึงมิใช่ที่ดินของโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ และเป็นคดีฟ้องขอ ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่จำเลยต่อสู้ ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จึงเป็นคดีเกี่ยวด้วย อสังหาริมทรัพย์ โจทก์มีสิทธิฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และปัญหา เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของโจทก์หรือไม่ เป็นการฎีกาใน ข้อก …
- ฎีกาที่ 1263/2535
ผู้ร้องเป็นนิติบุคคล มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 8 ที่ 12 และที่ 13 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดตากและจังหวัดสุโขทัย ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกของกลางจากผู้ร้อง ที่สำนักงานใหญ่ของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องกับจำเลยดังกล่าวมีที่อยู่ห่างไกลคนละจังหวัดเช่นนี้ ผู้ร้องย่อมไม่ทราบว่าจำเลยดังกล่าวจะเอารถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อไปกระทำผิดเมื่อไร จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดของจำเลยดังกล่าวต้องคืนรถยนต์บรรทุกของกลางของผู้ร้องให้แก่ผู้ร้องไป.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1264/2535
ความว่า จำเลยที่ 4 ยื่นฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดี อย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่า ทรัพย์ที่จำนองเป็นประกันหนี้เมื่อปี 2527 ตีราคา 6,000,000 บาท ปัจจุบันราคาทรัพย์ที่จำนองย่อมมีราคาสูงขึ้นเป็นลำดับ จำเลยที่ 4 น่าจะสามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนยากจน ให้ยกคำร้อง หากจำเลยที่ 4 ประสงค์จะฎีกาต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง จำเลยที่ 4 เห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องราคาในปัจจุบันของทรัพย์ที่จำนองเป็นประกันจะมีราคาเท่าใด หรือมีราคาสูงกว่าที่ตีราคาไว้ในปี 2527 ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นนั้นเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจหยิบยกมาพิจารณาพิพากษา โปรดอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถาได้ หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 87) จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัด …
- ฎีกาที่ 1265/2535
เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนาง จ. นาง จ. มีบุตร3 คน คือนายวัน นายเวียนและนายวาย นางจ. นายวันและนายวาน ถึงแก่กรรมไปแล้วโดยนาง จ. ถึงแก่กรรมไปก่อน หลังจากนาง จ. ถึงแก่กรรมนายเวียนครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนปี 2504 จึงยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง การที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรของนายวันและนายวานได้ไปขอนายเวียนทำนาในที่ดินพิพาทก่อนเกิดข้อพิพาทประมาณ 20 ปี แต่นายเวียนไม่ยินยอมอ้างว่า นาง จ. ยกให้แล้วถือได้ว่านายเวียนได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของนาง จ. ในฐานะครอบครองแทนทายาทอื่นมาเป็นการครอบครองเพื่อตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1381 เมื่อนายเวียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว
- ฎีกาที่ 1268/2535
ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้เป็นเรื่อง เกี่ยวกับโจทก์มอบอำนาจให้ ม. ไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์มี ป. มาเบิกความยืนยันประกอบหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์ได้มอบอำนาจ ให้ ม.ดำเนินคดีแทน จำเลยมิได้สืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงฟังได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ม. ดำเนินคดีแทน การที่โจทก์มอบอำนาจให้ ป. ดำเนินคดีแทนต่อจาก ม.เป็นสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ที่จะกระทำในเวลาใดก็ได้ ไม่ทำให้ ฟ้องของโจทก์เสียหาย และหนังสือมอบอำนาจให้ ป. ดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ยื่นต่อศาลรวมไว้ในสำนวนตั้งแต่มอบอำนาจใหม่แล้วกรณีนี้ หาจำต้องแก้ไขฟ้องและระบุอ้างหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ในบัญชีพยานไม่.
- ฎีกาที่ 1268/2535
โจทก์มอบอำนาจให้ ป. ดำเนินคดีแทนต่อจาก ม. ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ที่จะกระทำในเวลาใดก็ได้ ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เสียหาย และโจทก์ก็ได้ยื่นหนังสือมอบอำนาจให้ ป. ดำเนินคดีแทนต่อศาลรวมไว้ในสำนวนตั้งแต่มอบอำนาจใหม่แล้ว หาจำต้องแก้ไขฟ้องและระบุอ้างหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ในบัญชีพยานไม่
- ฎีกาที่ 1268/2535
การที่โจทก์มอบอำนาจให้ ป. ดำเนินคดีแทนต่อจาก ม.ผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนคนเดิม ถือเป็นสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ที่จะกระทำในเวลาใดก็ได้ ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เสียหายและหนังสือมอบอำนาจให้ ป. ดำเนินคดีแทน โจทก์ก็ได้ยื่นต่อศาลรวมไว้ในสำนวนตั้งแต่มอบอำนาจใหม่แล้ว กรณีไม่จำต้องแก้ไขฟ้องและระบุอ้างหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ในบัญชีพยานอีก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:127/2535
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของ จำเลยเป็นอุทธรณ์ในลักษณะข้อกฎหมาย โดยให้รับฟังข้อเท็จจริง ว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนกับคำพิพากษา ของศาลแรงงานกลาง เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไป สู่ปัญหาข้อกฎหมาย ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ ของจำเลย จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการรับฟัง พยานหลักฐาน โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 86) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม ขณะมีคำสั่งเลิกจ้าง โดยให้นับอายุงานใหม่ของโจทก์ติดต่อกับอายุงานที่คำนวณถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งเป็นวันก่อนวันเลิกจ้างโจทก …
- ฎีกาที่ 1271/2535
จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดก การฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวจะมอบให้บุคคลอื่นทำการแทนไม่ได้ปรากฏว่าความข้อนี้จำเลยทั้งเจ็ดมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ ในคำให้การ จึงไม่มีประเด็นในปัญหาดังกล่าวและเป็นข้อที่มิได้ ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับ อำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกา ไม่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) ประกอบ มาตรา 246และ 247.
- ฎีกาที่ 1271/2535
จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกการฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวจะมอบให้บุคคลอื่นทำการแทนไม่ได้ปรากฏว่าความข้อนี้จำเลยทั้งเจ็ดมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงไม่มีประเด็นในปัญหาดังกล่าวและเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ 247.
- ฎีกาที่ 1271/2535
จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดก การฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวจะมอบให้บุคคลอื่นทำการแทนไม่ได้ ปรากฏว่าความข้อนี้จำเลยทั้งเจ็ดมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่มีประเด็นในปัญหาดังกล่าวและเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)ประกอบมาตรา 246 และ 247
- ฎีกาที่ 1273/2535
จำเลยเข้าครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ที่เกิดเหตุโดยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยมีสิทธิครอบครอง ต่อมาทางราชการได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่จำเลยไม่ยอมออก การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ภายหลังจากที่ทางราชการได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่เกิดเหตุแล้ว ถือว่าจำเลยมีเจตนายึดถือครอบครองที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสองประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ข้อ 11
- ฎีกาที่ 1273/2535
จำเลยเข้าครอบครองที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยมีสิทธิครอบครอง ต่อมาทางราชการได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์และให้จำเลยออกไป แต่จำเลยไม่ยอมออก ถือว่าจำเลยมีเจตนายึดถือครอบครองที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1282/2535
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีและงดสืบพยานโจทก์จำเลย และอยู่ในระหว่างนัดฟังคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนศาลนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 และมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 และมาตรา 227 เพราะที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทมีว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ภาระการ พิสูจน์ตกโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ฟังได้ตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องแพ้คดีนั้นเป็นการวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ ตามฟ้อง มิได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายที่พิพาทกันในคดีแต่ อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2531 เวลา 9.45 นาฬิกาซึ่งทนายโจทก์ก็มาศาลใน วันดังกล่าว และศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาในวันที่ 2 ธันวาคม 2531 เวลา 10 นา …