ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 2 จาก 146
- ฎีกาที่ 102/2535
แม้สัญญาจะซื้อขายที่ดิน ผู้ขายได้พิมพ์ลายนิ้วมือในสัญญา แต่ไม่มีพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือ ซึ่งจะใช้บังคับผู้ขายไม่ได้ ก็ตาม แต่ผู้ซื้อได้วางมัดจำให้ผู้ขายไว้เป็นเงินบางส่วน ถือว่า เป็นการวางมัดจำตามกฎหมาย ผู้ซื้อจึงฟ้องบังคับผู้ขายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456วรรคสอง ศาลพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินให้โจทก์ โดยไม่บังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินที่ค้างให้จำเลย ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 369แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้เพราะ เป็นการชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน.
- ฎีกาที่ 1023/2535
โจทก์มิได้นำสืบให้รับฟังได้ว่า ปลอกกระสุนปืนของกลางมีสภาพอาจเป็นเครื่องหรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำหรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืนได้อันจะเป็นเครื่องกระสุนปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4(2) จึงลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7,72 วรรคสอง ไม่ได้
- ฎีกาที่ 1023/2535
โจทก์มิได้นำสืบให้รับฟังได้ว่า ปลอกกระสุนปืนของกลางมีสภาพอาจเป็นเครื่องหรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำหรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืนได้อันจะเป็นเครื่องกระสุนปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 4 (2) จึงลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง ไม่ได้
- ฎีกาที่ 1026/2535
โจทก์แถลงขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลสั่งคืน ศาลมีคำสั่งอนุญาต แต่โจทก์ไม่มารับ แสดงว่าเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ ศาลสั่งอนุญาตให้คืนแก่โจทก์ยังค้างจ่ายอยู่ในศาล โจทก์มาแถลง ขอรับเงินดังกล่าวอีกเมื่อพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาต ให้โจทก์รับไป เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 323.
- ฎีกาที่ 1026/2535
โจทก์แถลงขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลสั่งคืนตามคำพิพากษาตามยอม ศาลมีคำสั่งอนุญาต แต่โจทก์ไม่มารับ จึงเป็นเงินที่ยังค้างจ่ายอยู่ในศาล โจทก์มาแถลงขอรับอีกครั้งเมื่อพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์รับไป เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 323
- ฎีกาที่ 1026/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์15,000 บาท และได้สั่งอนุญาตให้โจทก์รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวไปตามคำแถลงขอรับเงินของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม2524 แล้ว แต่โจทก์ไม่มารับ แสดงว่าเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้คืนแก่โจทก์ยังค้างจ่ายอยู่ในศาลเมื่อโจทก์เพิ่งมาขอรับเงินดังกล่าวในวันที่ 27 มิถุนายน 2533 ซึ่งพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์รับไป เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323.
- ฎีกาที่ 1026/2535
โจทก์แถลงขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลสั่งคืน ศาลมีคำสั่งอนุญาต แต่โจทก์ไม่มารับ แสดงว่าเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลสั่งอนุญาตให้คืนแก่โจทก์ยังค้างจ่ายอยู่ในศาล โจทก์มาแถลงขอรับเงินดังกล่าวอีกเมื่อพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์รับไป เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1027/2535
ความว่า จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์ ปรากฏว่าโจทก์ได้นำเงินภาษีอากรตามประเมินของเจ้าพนักงานไปชำระให้แก่กรมสรรพากร จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งห้าไม่ประสงค์จะดำเนินคดี จึงขอ ถอนอุทธรณ์ โปรดอนุญาตและสั่งคืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้แก่ จำเลยทั้งห้าตามระเบียบด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 56) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.11 แบบ ค2ก เลขที่ 1348/1/79613 แบบ ภ.ค.80 เลขที่ 1048/3/15207 และเลขที่ 1048/3/09208 ลงวันที่ 22 เมษายน 2530 และเพิกถอน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ 41/2532/1 เลขที่ 91 ก/2532/1และเลขที่41ข/2532/1 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2531 ของจำเลย จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ (อันดับ 85) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีทนายจำเลยเป็นผู้ ลงชื่อในคำร้องซึ่งใบแต่งทนายความระบุให้มีอำนาจถอนฟ้องได้ (อันดับ 42,41) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยทั้งห้าถอนอุท …
- ฎีกาที่ 1028/2535
ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของ ล. กับ ช. หลังจากช. ตายแล้ว ล. ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเมื่อปี 2495และผู้ตายถูกฆ่าตายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2530 โดยไม่ปรากฏว่าผู้ใดตายก่อนหลัง เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองไม่ใช่ทายาทของผู้ตายผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะที่จะได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนี้ เมื่อทรัพย์มรดกของ ล. และผู้ตายระคนปนกันอยู่ ทรัพย์สินของผู้ตายย่อมเป็นมรดกตกได้แก่ทายาทของผู้ตาย ส่วนทรัพย์สินของ ล.ย่อมเป็นมรดกได้แก่ทายาทของ ล. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 การแบ่งแยกทรัพย์สินของผู้ตายและ ล. ที่ระคนปนกันอยู่ออกเป็นทรัพย์มรดกของแต่ละคนย่อมเป็นประโยชน์และส่วนได้เสียแก่ทายาทของผู้ตายและทายาทของ ล. แต่ละฝ่ายต่างหากจากกันการแบ่งแยกทรัพย์สินเช่านี้เป็นผลได้เสียแก่ทายาทแต่ละฝ่ายขัดแย้งกัน ทายาทแต่ละฝ่ายต่างมีสิทธิดูแลรักษาผลประโยชน์ของตน ทายาทของ ล. มีสิทธิขอให้ศาลตั้ง …
- ฎีกาที่ 1028/2535
- ฎีกาที่ 103/2535
ผ. เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ต่อผู้ให้เช่าซื้อ จึงมีสิทธิเอาประกันภัยรถยนต์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 จำเลยที่ 1 ลูกจ้างขับรถยนต์ไปส่งคนงานของจำเลยที่ 2นายจ้างตามที่ต่าง ๆ ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กลับสำนักงานของจำเลยที่ 2 ตามเส้นทางการทำงานของจำเลยที่ 2ได้ชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายโดยประมาท ถือได้ว่าเกิดเหตุขณะกระทำการในทางการของจำเลยที่ 2 แม้ในระหว่างทางจำเลยที่ 1 จะแวะทำธุระส่วนตัวบ้าง ก็ไม่ทำให้การนำรถยนต์เข้าเก็บที่สำนักงานของจำเลยที่ 2 พ้นจากการกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2
- ฎีกาที่ 103/2535
ผู้เช่าซื้อรถยนต์ ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ต่อผู้ให้เช่าซื้อ ย่อมมีสิทธิเอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวตาม ป.พ.พ.มาตรา 863 ได้ และเมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิเรียกร้อง ค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดได้ตาม มาตรา 227 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปส่งคนงานของจำเลยที่ 2 ตามที่ต่าง ๆแล้วเกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กลับสำนักงานของจำเลยที่ 2ตามเส้นทางการทำงานของจำเลยที่ 2 จึงถือได้ว่าเกิดเหตุขณะกระทำการ ในทางการของจำเลยที่ 2 แม้ในระหว่างทางจำเลยที่ 1 จะได้แวะ ทำธุระ ส่วนตัวบ้างก็ไม่ทำให้การนำรถยนต์เข้าเก็บที่สำนักงานของจำเลย ที่ 2 พ้นจากการกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1031/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท และฎีกา ของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีทั้งปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาข้อกฎหมายคละเคล้า กันไปซึ่งไม่ต้องห้ามฎีกาแต่อย่างใดโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์ทั้งสามได้รับ สำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท หมายเลข 2 เอกสารหมาย จ.ล.1 และบ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 19 ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องอีก และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดิน …
- ฎีกาที่ 1034/2535
แม้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะมีการหมั้นจะมิได้บัญญัติว่า การหมั้นจะต้องมีของหมั้น แต่การหมั้นก็ควรจะต้องกระทำกันเป็นกิจจะลักษณะและเปิดเผยให้เป็นที่รับรู้ของบุคคลทั่วไป การสู่ขอกันไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการหมั้นกันตามกฎหมาย ดังนี้จำเลยผิดข้อตกลงโจทก์จะเรียกค่าทดแทนจากจำเลยหาได้ไม่.
- ฎีกาที่ 1035/2535
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดย จับแขนผู้เสียหายไว้ทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นคำฟ้อง ที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิด พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่ จำเลยทั้งสองร่วมกันประทุษร้ายโดยจำเลยคนใดเป็นผู้จับแขนข้างใดจำเลยร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอย่างไร จำเลยคนใดทำหน้าที่อะไรนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่นำสืบได้ในชั้นพิจารณา ไม่จำเป็นต้องบรรยายมาในคำฟ้อง.
- ฎีกาที่ 1035/2535
คำฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย โดยจับแขนผู้เสียหายไว้ ทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 2เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนข้อที่ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยจำเลยคนใดเป็นผู้จับแขนข้างใด จำเลยร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอย่างไร จำเลยคนใดทำหน้าที่อะไรนั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำเป็นต้องบรรยายมาในคำฟ้อง เป็นคำฟ้องที่ชอบ
- ฎีกาที่ 1035/2535
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยจับแขนผู้เสียหายไว้ทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นคำฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันประทุษร้ายโดยจำเลยคนใดเป็นผู้จับแขนข้างใด จำเลยร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอย่างไร จำเลยคนใดทำหน้าที่อะไรนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่นำสืบได้ในชั้นพิจารณา ไม่จำเป็นต้องบรรยายมาในคำฟ้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1036/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรฎีกาได้ จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีขณะอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 6 พ.ศ. 2518 การที่ศาลชั้นต้นยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 248 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2534 มาสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์นั้นเป็นการใช้กฎหมายใหม่ย้อนหลัง แก่คดีที่เกิดก่อนเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินแปลงหมายเลข 3 ตามแผนที่ ท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน แปลงดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหาย จำนวน 10,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ปีละ 5,00 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1041/2535
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางสั่งว่า คดีนี้จำเลย อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯมาตรา 17 จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลย จำเลยเห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ ซึ่งเป็นบททั่วไปนั้นไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์ไว้ชัดเจนแล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของ จำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 43) คดีทั้งสองสำนวน ศาลรวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้า และขอให้งด เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีการค้าให้แก่โจทก์ด้วย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเม …
- ฎีกาที่ 1042/2535
พระราชบัญญัติ ญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับเวชกรรม ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511แล้ว ดังนั้นที่ศาลล่างพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะฯ ตามคำขอของโจทก์จึงไม่ถูกต้องปัญหานี้แม้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้