ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 5 จาก 146
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1084/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ไม่รับ จำเลยเห็นว่าจำเลยต่อสู้ในเรื่องสิทธิครอบครองตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และในคำฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 125) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 853 หมู่ 3 ตำบล ปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 32 ออกจากที่แปลงนี้ ห้ามจำเลยและ บริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับแต่เดือนถัดเดือนฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 112) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำ พิพากษา (อันดับ 117) …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1086/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนิน อย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วฟังไม่ได้ ว่าจำเลยเป็นคนยากจนถึงขนาดไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียม ศาลให้ยกคำร้อง ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน จำเลยเห็นว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายจำเลยมีทรัพย์สินอยู่ศาลจึงได้พิพากษายกฟ้อง แต่ขณะที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จำเลยเป็นบุคคลยากจนลงมีสิทธิที่จะขอ ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้ และจำเลยเบิกความเป็นพยาน อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นบุคคลยากจน ทั้งไม่มีญาติพี่น้อง พอที่จะให้หยิบยืมเงินมาเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาลได้ โปรดมี คำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาด้วย หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 103 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน 250,000 บาท นับแต่วันที่ 25 กรก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1089/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมายหรือเกินสมควรแก่เหตุเป็นปัญหาข้อกฎหมายและฎีกาข้อ 3 ที่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ โจทก์ เบิกความขัดแย้งกันในสาระสำคัญแห่งคดี แต่ศาลหาได้หยิบยก คำเบิกความของพยานโจทก์ในข้อแตกต่างเหล่านั้นมาวินิจฉัย ชั่งน้ำหนักแล้วพิพากษายกฟ้องซึ่งพยานโจทก์มีพฤติการณ์ อันควรสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ศาลต้องยกประโยชน์ แห่งข้อสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 227 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเช่นกัน โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อัน 65) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:109/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248ที่แก้ไขแล้ว จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมาย อนึ่งแม้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงตามกฎหมายใหม่ก็ไม่มีผลย้อนหลังคดีนี้ซึ่งฟ้องก่อนที่จะแก้ไขด้วย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 96-98) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินโฉนดเลขที่17528 เลขที่ดิน 103 ตั้งอยู่ที่ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี เนื้อที่ดินประมาณ 986/10 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และห้ามจำเลย เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอย่างเด็ดขาด และขอศาลพิพากษาบังคับ ให้จำเลยไปทำการโอนที่ดินเปลี่ยนชื่อในโฉนดเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ไปขอให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1090/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า คดีนี้มีปัญหาว่า จำเลยครอบครองที่ดินแทนโจทก์ หรือจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินแล้วหรือไม่ซึ่งเป็นเรื่องว่าด้วยสิทธิครอบครอง จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 80) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตาม สค.1 เลขที่ 97 และส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวต่อไปอีก และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวาร จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1091/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้น ฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ประกอบด้วยกฎหมาย และคดีนี้เกิดก่อนที่จะมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความความแพ่งใหม่ จึงไม่น่าจะมี ผลย้อนหลังให้โจทก์ได้รับผลดังกล่าวด้วย และราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่เพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ ซึ่งขณะนี้เกินกว่าที่กำหนดใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว เพื่อประโยชน์แห่ง ความยุติธรรมโปรดรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยแล้ว (อันดับ 87) โจทก์ ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่พิพาทนี้ คือที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 38 ตั้งอยู่หมู่ที่ 7(13) ตำบลดงลาน (เดินรอบเมือง) อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 21 ไร่ 1 งาน 199ส่วน10 ตารางวา เป็นของโจทก์ห้าม จำเลยและบริว …
- ฎีกาที่ 1095/2535
ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยยิงผู้ตาย แต่โจทก์มีพยานเห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับจำเลยในวันเกิดเหตุหลายคนโดยก่อนเกิดเหตุมีพยานเห็นจำเลยกับพวกนั่งรถไปกับผู้ตาย หลังเกิดเหตุมีพยานเห็นจำเลยกับพวกขับรถออกมาจากที่เกิดเหตุ นอกจากนี้เมื่อพยานโจทก์พบผู้ตายถูกยิงนอนอยู่ ผู้ตายบอกว่าถูกนายสมบัติกับพวกหลอกมาใช้อาวุธปืนยิงชิงเอารถไป ขอให้ไปบอกมารดาผู้ตายด้วยและได้บอกด้วยว่าตนจะต้องตายแน่ ขณะนำผู้ตายขึ้นรถเพื่อไปส่งโรงพยาบาลผู้ตายร้องว่าโอ๊ย ไม่ไหวแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ตายคงรู้ตัวว่าต้องตายแน่ พยานโจทก์ได้บันทึกคำบอกเล่าของผู้ตายไว้ ดังนี้คำบอกเล่าของผู้ตายว่านายสมบัติเป็นคนร้ายรับฟังได้ และเมื่อฟังประกอบกับพยานโจทก์ที่เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับจำเลยแล้ว ทำให้น่าเชื่อว่านายสมบัติที่ผู้ตายระบุชื่อนั้น คือจำเลย ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุ …
- ฎีกาที่ 110/2535
อธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่า "รูปคดีมีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงข้าพเจ้าจึงขอรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ เพื่อศาลอุทธรณ์จะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป" เป็นการรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยตรงตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22 ทวิบัญญัติไว้ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงให้โจทก์จึงชอบแล้ว ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งเรื่องการลงนามแทนผู้ว่าการว่า ในกรณีที่เป็นเรื่องปกติของฝ่ายการธนาคาร ให้ผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคารหรือรองผู้อำนวยการตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคารเป็นผู้ลงนามแทนผู้ว่าการได้ ดังนี้เมื่อปรากฏว่า ม. ผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้ได้ลงนามในเอกสารแทนผู้ว่าการถึงผู้บังคับการกองปราบปรามร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยในข้อหาฉ้อโกงทรัพย …
- ฎีกาที่ 110/2535
อธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่า "รูปคดีมีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง ข้าพเจ้าจึงขอรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ เพื่อศาลอุทธรณ์จะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป" เป็นการรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยตรงตามที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวง ฯ มาตรา 22 ทวิ บัญญัติไว้ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงให้โจทก์จึงชอบแล้ว ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งเรื่องการลงนามแทนผู้ว่าการว่า ในกรณีที่เป็นเรื่องปกติของฝ่ายการธนาคาร ให้ผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคารหรือรองผู้อำนวยการตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคารเป็นผู้ลงนามแทนผู้ว่าการได้ ดังนี้ เมื่อปรากฏว่า ม.ผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้ได้ลงนามในเอกสารแทนผู้ว่าการถึงผู้บังคับการกองปราบปรามร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ขอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1100/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลย ทั้งห้าข้อเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2(4) จำเลยฎีกาว่า การเช่าระหว่างโจทก์จำเลยมีข้อตกลงพิเศษต่อกัน ต่างตอบแทนซึ่งกัน และกัน แต่โจทก์กลับนำสืบว่าเช่ากันเพียง 1 ปี เป็นการ นำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรค 2 ส่วนฎีกาข้อ 2(5) จำเลย ฎีกาว่า โจทก์มิได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ บอกเลิกสัญญาเช่ากับ จำเลยเป็นหนังสือทั้งมิได้นำหนังสือมอบอำนาจให้เบิกเลิกสัญญา เช่า ดังกล่าว มาแสดงการบอกเลิกสัญญาเช่าจึงไม่ชอบโจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลย ตามข้อ 2(4) และ 2(5) แม้จำเลยมิได้หยิบยกมาว่ากล่าวใน ศาลล่าง ศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาว่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1107/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ใน ข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยอาศัย ข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นมาพิจารณาคดีเพิ่ม ขึ้นใหม่ โจทก์จึงฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 130) โจทก์โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 126) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ …
- ฎีกาที่ 1108/2535
คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น คู่ความจะต้องกล่าวถึงเหตุที่ขาดนัดประการหนึ่งและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลอีกประการหนึ่งโดยละเอียดและชัดแจ้งทั้งสองประการ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสองคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 กล่าวแต่เหตุที่จำเลยที่ 2 ขาดนัดประการเดียว แล้วกล่าวว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 คงมีนิติสัมพันธ์กันเองโดยตรง โจทก์เติมข้อความในสัญญากู้ตามฟ้องเอง สัญญากู้จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอม จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว หากจำเลยที่ 2 ทราบคำฟ้องโจทก์และได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีจำเลยที่ 2 นำพยานหลักฐานมาสืบและมีโอกาสซักค้านพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 อาจชนะคดีได้นั้น เป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่ได้แสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไรคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กล่าวโดยละเอียดและชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ดังนี้คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้ …
- ฎีกาที่ 1109/2535
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2533 ซึ่งครบ กำหนดอุทธรณ์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2533(วันที่ 19 สิงหาคม 2533 เป็นวันอาทิตย์)จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อ วันที่ 24 สิงหาคม 2523ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องดังนี้ หากจำเลย ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวก็จะต้อง ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่าน คำสั่งนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 คือต้อง ยื่นภายในวันที่ 24 กันยายน 2533 แต่ปรากฏว่าจำเลยกลับยื่นคำร้องลงวันที่3 กันยายน 2533 โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตามกฎหมายไม่จำต้องกระทำ การปฏิบัติของจำเลยดังกล่าวจึงหามีผลตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ จำเลยยื่นอุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อ วันที่ 2 ตุลาคม 2533จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล …
- ฎีกาที่ 1109/2535
จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 24สิงหาคม 2533 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องอ้างว่าล่วงเลยกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้วจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 3 กันยายน 2533โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ซึ่งตามกฎหมายไม่จำต้องกระทำการปฏิบัติของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีผลตามกฎหมาย วันที่ 2 ตุลาคม 2533 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ศาลชั้นต้นรับเป็นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
- ฎีกาที่ 1109/2535
ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งนั้น แล้วต่อมาจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์ 1 เดือนแล้ว ส่วนการที่จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ก่อนนั้นก็เป็นเรื่องที่ตามกฎหมายไม่จำต้องกระทำ การปฏิบัติของจำเลยดังกล่าวจึงหามีผลตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่แม้ศาลชั้นต้นจะรับเป็นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเรื่องที่จำเลยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์นี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้.
- ฎีกาที่ 1110/2535
การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาล ต้องคำนวณตามราคาที่แท้จริงของทรัพย์ และเป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดว่าราคาที่แท้จริงคือราคาเท่าใดไม่ใช่คำนวณตามราคาที่คู่ความตกลงกันหรือตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดว่ามีราคา 777,625 บาท โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับของทางราชการ ซึ่งกำหนดตามราคาปานกลางที่มีการซื้อขายกันตามท้องตลาด โจทก์และจำเลยก็มิได้โต้แย้งคัดค้านราคาที่แท้จริงของทรัพย์ที่ยึดจึงน่าจะเป็นราคา777,625 บาท ที่ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่า ซื้อที่พิพาทมาจาก ป. ในราคา 400,000 บาท จะจริงหรือไม่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง ศาลจึงชอบที่จะสั่งให้ผู้ร้องขัดทรัพย์เสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้.
- ฎีกาที่ 1111/2535
เครื่องหมายจราจรเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ผู้ขับรถได้ระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย การเลี้ยวกลับรถโดยฝ่าฝืน เครื่องหมายจราจร ถ้าใช้ความระมัดระวังพอสมควรก็สามารถทำได้ โดยปลอดภัยการฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรดังกล่าวจึงมิใช่เป็น ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะเป็นผลให้ผู้รับประกันภัยไม่ ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879.
- ฎีกาที่ 1111/2535
เครื่องหมายจราจรเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ผู้ขับรถได้ระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น การที่ผู้เอาประกันภัยค้ำจุนขับรถยนต์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรทำให้เกิดเหตุขึ้นไม่ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหาย.
- ฎีกาที่ 1111/2535
เครื่องหมายจราจรเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ผู้ขับรถได้ระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรไม่ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง.
- ฎีกาที่ 1112/2535
ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผ.เป็นคนสาบสูญโดยอ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ ผ.แทนที่ท. บิดาผู้ร้องซึ่งเป็นลุงของ ผ.ดังนี้หากศาลสั่งให้ผ. เป็นคนสาบสูญตามกฎหมายก็ต้องถือว่า ผ. ถึงแก่ความตายเมื่อครบ 7 ปี นับแต่ไปจากภูมิลำเนา คิดแล้วไม่เกินปี พ.ศ. 2476 เพราะ ผ. ไปจากภูมิลำเนาเมื่อปี พ.ศ. 2469 แต่ ท. บิดาผู้ร้องถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2478 ดังนั้น ถึง ท.จะมีสิทธิรับมรดกของผ.ในฐานะลุงดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิรับมรดกของผ.แทนที่ท.เพราะขณะที่ถือว่าผ. ถึงแก่ความตายนั้นท.ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผ. เป็นคนสาบสูญ