ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 4 จาก 146
- ฎีกาที่ 1056/2535
เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ได้สั่งให้ โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน แต่โจทก์มิได้มานำส่งสำเนาอุทธรณ์ ให้แก่จำเลยภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อีกทั้งโจทก์กระทำเพียงเสียค่าธรรมเนียมในการนำส่งเท่านั้น มิได้นำส่งเอง กรณีถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง
- ฎีกาที่ 1058/2535
จำเลยมีทรัพย์สินเป็นห้องชุดจำนวน 135 ห้อง มีราคาประมาณ200,000,000 บาท ถึง 300,000,000 บาท จำเลยเป็นหนี้โจทก์เพียง 1,400,000 บาทเศษ และเป็นหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ประมาณ 110,000,000 บาท นอกจากนี้จำเลยได้นำเงินสดจำนวน1,834,000 บาท มาแสดงต่อหน้าศาล แสดงว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ได้ ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1058/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว ทั้งไม่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ได้ว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และเป็นสาระสำคัญอันควรสู่ศาลสูงเพื่อได้รับวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้จำนวนดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกินกว่า3,844 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 89) จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ …
- ฎีกาที่ 106/2535
ตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ประเทศไทยพ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ว่าการมีอำนาจบริหารกิจการของ สถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและนโยบายที่คณะกรรมการ กำหนด บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง กับรับผิดชอบในการจัดการ และดำเนินการของสถาบันตามที่คณะกรรมการมอบหมาย บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด หรือตัดเงินเดือนตลอดจนลงโทษพนักงานและลูกจ้าง ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด มีอำนาจวางนโยบายบริหารและควบคุม ดูแลโดยทั่วไปและรับผิดชอบซึ่งกิจการของสถาบัน ดังนี้ จำเลย ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการ บริหารกิจการและมีอำนาจบังคับบัญชา พนักงาน และลูกจ้างทุกตำแหน่ง รวมตลอดถึงมีอำนาจในการบรรจุ แต่งตั้ง ถอด ถอนลงโทษพนักงาน และลูกจ้างทุกคนเว้นแต่บางตำแหน่ง จำเลยที่ 2 จึงมีฐานะเป็น นายจ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 มีอำนาจให้ความเห็นชอบ วางนโยบายบริหารและควบคุ …
- ฎีกาที่ 106/2535
จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการบริหารกิจการ และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างทุกตำแหน่งฯ จำเลยที่ 2 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบของนโยบายบริหารงานและควบคุมดูแลโดยทั่วไป และออกข้อบังคับต่าง ๆ เท่านั้น ไม่มีอำนาจตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และไม่ใช่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 จึงไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการของจำเลยที่ 1 ตามวาระแล้ว จำเลยที่ 1 มีหนังสือส่งให้โจทก์ลงนามในสัญญาที่ปรึกษาหากโจทก์ประสงค์จะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เพื่อรับเงินเดือนและสวัสดิการต่อไปโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ลงนามเข้าเป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 ก่อน แต่โจทก์ไม่ยอมลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึ …
- ฎีกาที่ 106/2535
ตาม พ.ร.บ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ว่าการเพียงผู้เดียวมีอำนาจในการบริหารกิจการและบังคับบัญชาพนักงานลูกจ้างทุกตำแหน่ง รวมตลอดถึงมีอำนาจในการบรรจุแต่งตั้ง ถอดถอน ลงโทษพนักงานและลูกจ้างทุกคน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็นกรรมการมีอำนาจให้ความเห็นชอบวางนโยบายบริหารงานและควบคุมดูแล โดยทั่วไป และออกข้อบังคับต่าง ๆ เท่านั้นมิได้มีอำนาจตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และไม่ใช่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 แต่อย่างใดจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 กับที่ 12 ให้ร่วมรับผิดในข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2.
- ฎีกาที่ 106/2535
ตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพ.ศ.2522 กำหนดให้ผู้ว่าการมีอำนาจบริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง กับรับผิดชอบในการจัดการและดำเนินการของสถาบันตามที่คณะกรรมการมอบหมาย บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลดหรือตัดเงินเดือน ตลอดจนลงโทษพนักงานและลูกจ้างตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด มีอำนาจวางนโยบายบริหารงานและควบคุมดูแลโดยทั่วไปและรับผิดชอบซึ่งกิจการของสถาบัน ดังนี้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการบริหารกิจการและมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างทุกตำแหน่ง รวมตลอดถึงมีอำนาจในการบรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอนลงโทษพนักงานและลูกจ้างทุกคนเว้นแต่บางตำแหน่ง จำเลยที่ 2 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 มีอำนาจให้ความเห็นชอบวางนโยบายบริหารและควบคุมดูแลทั่วไปกั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1062/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่า พนักงานรับฟ้องของศาลเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายหรือไม่ และโจทก์เป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทั้งสองแล้ว(อันดับ 34) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137,83,90 ศาลชั้นต้นสั่งในคำฟ้องว่า พนักงานรับฟ้องและผู้พิพากษาศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับแจ้งความดังโจทก์ฟ้อง และโจทก์บรรยายฟ้องว่า ความจริงแล้วนางแจ้ ทำพินัยกรรมแต่โจทก์เป็นเพียงทายาทโดยธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ดังนั้นแม้จะได้ความตามโจทก์ฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้รับความเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1063/2535
ความว่า โจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายเป็นรายเดือน ๆ ละ 300 บาท ฎีกาโจทก์เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฟ้องของโจทก์คำขอประธานคือขอให้ขับไล่จำเลย เนื่องจากมีการรุกล้ำแนวเขตเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำขอที่ไม่อาจ คำนวณเป็นราคาเงินได้เพราะมิได้พิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ โดยตรงว่าเป็นของใคร แต่พิพาทกันว่าที่ดินของโจทก์จำเลยมีการ รุกล้ำแนวเขตกันหรือไม่จึงไม่ต้องห้ามฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับ ฎีกาของโจทก์ไว้เพื่อดำเนินการต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 86 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแนวรั้วและ ขนย้ายวัสดุต่าง ๆ ออกไปให้พ้นบริเวณที่ดินพิพาทระยะกว้าง 50 เซนติเมตรตลอดความยาวที่ดินพิพาทซึ่งวัดจากแนวกึ่งกลาง ต้นก้ามปูกอไผ่และหลักไม้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1064-1065/2535
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่ง ว่า ฎีกาข้อ 2(1), 3,3(1),3(2) ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ฎีกาข้อ 2(2) เป็นข้อกฎหมาย ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมา โดยชอบใน ศาลอุทธรณ์ ฎีกาข้อ 2(3) ไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2(1),3,3(1),3(2)ไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง ฎีกาข้อ 2(2) จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว ในปัญหาข้อนี้แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ยกขึ้นพิจารณา พิพากษา และฎีกาข้อ 2(3) เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณา เพื่อความสะดวก ให้เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทในกรอบสี่เหลี่ยมจากหลักไม้ (ลม) เ …
- ฎีกาที่ 1066/2535
ในคำฟ้องและสัญญากู้ระบุว่าจำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน1,500,000 บาท ไปจากโจทก์ครบถ้วนในวันทำสัญญากู้ และประเด็นข้อพิพาทมีว่าจำเลยที่ 1 รับเงินตามสัญญากู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ดังนี้ การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 รับเงินไปจากโจทก์ก่อนวันทำสัญญากู้บ้าง ในวันทำสัญญากู้บ้าง และหลังวันทำสัญญากู้บ้างนั้น เป็นการนำสืบถึงที่มาหรือรายละเอียดในการที่จำเลยที่ 1รับเงินไปจากโจทก์ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น และไม่เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร การฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างส่งภายใน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 166นั้น อายุความ 5 ปี ต้องนับตั้งแต่เวลาที่อาจฟ้องเรียกเอาดอกเบี้ยได้ ไม่ใช่นับตั้งแต่วันที่ผู้กู้รับเงินกู้ไปจากผู้ให้กู้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1066/2535
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้น ฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาใน ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ฎีกาของจำเลยโต้แย้งเรื่องดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับ ฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ทั้งสี่ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 121 แผ่นที่ 2 ถึงที่ 5) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทตาม หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3946 ตำบล นาหว้าอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งานให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน ใน 18 ส่วน หากไม่ปฎิบัติ ตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ฯลฯ จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 116) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1067/2535
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสนั้น เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้ พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 115 แผ่นที่ 2) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 2236/2532 นี้ศาลชั้นต้น พิจารณารวมกับคดีอื่นอีก 2 สำนวน โดยเรียกจำเลยคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ในส่วนแรกมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390 พระราชบัญญัติจราจร ทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในส …
- ฎีกาที่ 107/2535
จำเลยกับผู้เสียหายรู้จักกันมาก่อนเกิดเหตุ วันเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายเข้ามาดื่มสุราในร้านเดียวกัน จำเลยมีอาการเมาสุรามากพูดจารบกวนผู้เสียหายและท้าผู้เสียหายชกต่อย ผู้เสียหายรำคาญจึงย้ายเข้าไปนั่งดื่มสุราต่อในร้าน จำเลยจึงเดินออกจากร้านอาหารและได้ยกรถจักรยานของผู้เสียหายซึ่งจอดอยู่หน้าร้านบรรทุกรถสามล้อเครื่องซึ่งขับผ่านมาไป มีการร้องตะโกนเรียกจำเลยแต่จำเลยก็ยังคงให้รถสามล้อเครื่องขับต่อไป ทั้งที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยยังคงจอดอยู่ที่หน้าร้านอาหาร สักครู่จำเลยก็กลับมาที่ร้านอาหารอีก หลังจากจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับแล้ว จำเลยก็พาเจ้าพนักงานตำรวจไปเอารถจักรยานคืนผู้เสียหายโดยดี การที่จำเลยเอารถจักรยานของผู้เสียหายไปก็เพื่อจะกลั่นแกล้งผู้เสียหายจำเลยไม่มีเจตนาลักรถจักรยานผู้เสียหาย
- ฎีกาที่ 107/2535
จำเลยกับผู้เสียหายรู้จักกันมาก่อนเกิดเหตุ วันเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายเข้ามาดื่มสุราในร้านเดียวกัน จำเลยมีอาการเมาสุรามาก พูดจารบกวนผู้เสียหายและท้าผู้เสียหายชกต่อย ผู้เสียหายรำคาญจึงย้ายเข้าไปนั่งดื่มสุราต่อในร้าน จำเลยจึงเดินออกจากร้านอาหารและได้ยกรถจักรยานของผู้เสียหายซึ่งจอดอยู่หน้าร้านบรรทุกรถสามล้อเครื่องซึ่งขับผ่านมาไป มีการร้องตะโกนเรียกจำเลยแต่จำเลยก็ยังคงให้รถสามล้อเครื่องขับต่อไป ทั้งที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยยังคงจอดอยู่ที่หน้าร้านอาหาร สักครู่จำเลยก็กลับมาที่ร้านอาหารอีก หลังจากจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับแล้ว จำเลยก็พาเจ้าพนักงานตำรวจไปเอารถจักรยานคืนผู้เสียหายโดยดี การที่จำเลยเอารถจักรยานของผู้เสียหายไปก็เพื่อจะกลั่นแกล้งผู้เสียหาย จำเลยไม่มีเจตนาลักรถจักรยานผู้เสียหาย
- ฎีกาที่ 1078/2535
จำเลยซื้อทองจากโจทก์โดยวิธีผ่อนส่ง โดยโจทก์จะทำหลักฐานการผ่อนชำระเงินเป็น 2 ฉบับ โจทก์จำเลยเก็บไว้คนละฉบับ แต่โจทก์ให้จำเลยลงชื่อในสัญญารับเป็นตัวแทนไว้โดยจำเลยมิได้เป็นตัวแทนของโจทก์ การปฏิบัติระหว่างโจทก์จำเลยดังนี้ ไม่ใช่เรื่องตัวการตัวแทน แม้จำเลยยังไม่ได้ชำระเงินค่าทองให้โจทก์ ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์
- ฎีกาที่ 1078/2535
จำเลยซื้อทองจากโจทก์โดยวิธีผ่อนส่ง โจทก์ให้จำเลยลงชื่อในสัญญารับเป็นตัวแทนไว้ แต่การปฏิบัติระหว่างโจทก์จำเลยไม่ใช่เรื่องตัวการตัวแทน จำเลยไม่ชำระเงินค่าทองให้โจทก์ ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์
- ฎีกาที่ 1078/2535
ก่อนเกิดเหตุจำเลยรับทองของโจทก์ไปจำหน่ายโดยรับจาก อ.อีกทอดหนึ่งเมื่อขายทองได้แล้วจำเลยจะชำระเงินให้แก่ อ.และอ.จะนำไปชำระให้โจทก์ โดยไม่มีการทำสัญญารับเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อมาจำเลยรับทองของโจทก์ไปจำหน่ายโดยตรง แต่ไม่มีการทำสัญญารับเป็นตัวแทนจำหน่ายเช่นเดียวกัน คงทำสัญญาในรูปการให้ยืมทรัพย์เท่านั้น การปฏิบัติระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ใช่เรื่องตัวการ ตัวแทน หากแม้จะฟังว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระเงินค่าทองให้โจทก์ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1080/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้โจทก์จำเลย พิพาทเกี่ยวกับที่ดินและตีราคาทุนทรัพย์ไว้ 20,000 บาท กับโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยและขอคิดค่าขาดผลประโยชน์เป็นรายปี ปีละ 1,000 บาท ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จึง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่ ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ นำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ได้รับวินิจฉัย ไปตามประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ตั้งประเด็น วินิจฉัยใหม่โดยผิดไปจากประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ได้ หรือไม่ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ควรได้รับการวินิจฉัย จาก ศาล ฎีกา โปรดมีคำสั่งให้ รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา ต่อไป หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 103) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรอง การทำประโยชน์เลขที่ 23 หมู่ที่ 2 ตำบลอินทประมูลอำเภอโพธิ์ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1081/2535
ความว่า หลังจากที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 2 กับโจทก์ทั้งสามได้เกิดความขัดแย้งกันเป็นอย่างมาก ขณะนี้ มีกลุ่มบุคคลติดตามปอง ร้ายจำเลยที่ 2 ตลอดมา จำเลยที่ 2 อาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ อีกทั้งพยานก็เกิดความกลัว จนไม่กล้าที่จะมาเป็นพยานศาล จำเลยที่ 2 ต้องอยู่อย่างลำบาก ระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากถึงขนาดจำเลยที่ 2 ไม่สามารถประกอบ ธุรกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ได้จนต้องย้ายครอบครัวมาอยู่ ที่กรุงเทพมหานครจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังได้เกิดขัดแย้งกับท่านผู้พิพากษาในคดีนี้ด้วย ขอได้โปรด อนุญาตให้โอนคดีนี้ไปพิจารณาที่ศาลแขวงพระนครเหนือหรือ ที่ศาลอาญาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,726,328,332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2485 มาตรา 4,48 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำลายหนังสือพิมพ์ "ประชารัฐ" ฉบั …