ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 7 จาก 146
- ฎีกาที่ 112/2535
หลักเกณฑ์การประเมินอากรตามคำสั่งเฉพาะกรมศุลกากร ที่14/2524 กับคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 8/2530 สำหรับประเมินอากรที่โจทก์จะต้องชำระในกรณีที่เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่าราคาที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าต่ำกว่าราคาที่เคยมีผู้นำเข้าก่อนหน้านั้น ที่ให้ใช้ราคานำเข้าสูงสุดที่มีผู้นำเข้าภายในระยะ3 เดือน ก่อนที่โจทก์นำเข้าเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดนั้นถือไม่ได้ว่าเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด สินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นผลิตภัณฑ์อันเกิดจากผลพลอยได้ในการผลิตน้ำมัน และราคาน้ำมันในท้องตลาดมีขึ้นลงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอทำให้ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากน้ำมันขึ้นลงตามไปด้วย ราคาสูงและต่ำในการนำเข้าแต่ละครั้งจึงเป็นราคาสินค้าขาเข้าซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุน ณ เวลาและสถานที่ที่ของนำเข้าโดยไม่มีหักทอนและลดหย่อนราคา ถือได้ว่าราคาที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าตามราคา ซี.ไอ.เอฟ.เป็นราคาอันแท้ …
- ฎีกาที่ 112/2535
คำสั่งเฉพาะกรมศุลกากรที่ 14/2524 เรื่องการตรวจสอบและประเมินราคาสินค้า และคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 8/2530 เรื่องระเบียบ ปฏิบัติเกี่ยวกับการพิจารณาราคาที่ใช้ในการประเมินอากรและการ ตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้าเป็นเพียงแนวทางให้เจ้าพนักงานของ กรมศุลกากรจำเลยใช้สำหรับการพิจารณาราคาอันแท้จริงในท้องตลาด โดยการเปรียบเทียบราคากับผู้นำเข้ารายก่อนเท่านั้นคำสั่งเฉพาะ กรมศุลกากรที่ 14/2524 ระบุให้ผู้อำนวยการกองประเมินอากรใช้ดุลพินิจ พิจารณานอกเหนือจากหลักเกณฑ์ในคำสั่งดังกล่าวตามควรแก่กรณีได้ แสดงให้เห็นว่าราคาที่มีผู้นำเข้าสูงสุดในระยะเวลา 3 เดือน ก่อน โจทก์นำเข้าอาจไม่ใช่ราคาอันแท้จริง ในท้องตลาด จึงต้องให้ ผู้อำนวยการกองประเมินราคาพิจารณาอีกชั้นหนึ่งฉะนั้น การ ที่เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่าราคาที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้า ขาเข้าต่ำกว่าราคาที่เคยมีผู้นำเข้าก่อนหน้านั้น จึงถือ เอาราคาที่มี ผู้นำเข้าสูงสุดใน …
- ฎีกาที่ 1120/2535
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจากมูลละเมิดที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน โจทก์ทั้งสี่ย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงฟ้องคดีร่วมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 แม้มูลหนี้เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในคราวเดียวกันแต่ความเสียหายที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์แต่ละคนย่อมต้องแล้วแต่ผลแห่งละเมิดที่โจทก์แต่ละคนได้รับจากมูลละเมิดนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหาย โจทก์จึงมิได้เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ดังนั้นโจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิจะได้ค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเท่าใดการที่โจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดรวมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการบรรยายคำขอบังคับไม่แจ้งชัดคำฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 1120/2535
โจทก์ที่ 4 ขับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างชนรถยนต์บรรทุกที่โจทก์ที่ 4 ขับ เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกของโจทก์ที่ 1 เสียหายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ซึ่งนั่งอยู่ในรถที่โจทก์ที่ 4 ขับกับโจทก์ที่ 4 ได้รับบาดเจ็บ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจากมูลละเมิดที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน โจทก์ทั้งสี่ย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงฟ้องร่วมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 มูลหนี้เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ทั้งสี่ในคราวเดียวกัน แต่ความเสียหายที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์แต่ละคนย่อมต้องแล้วแต่ผลแห่งละเมิดที่โจทก์แต่ละคนได้รับจากมูลละเมิดนั้น ดังนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมิได้เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าโจทก์แต่ละคนมีส …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1120/2535
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาคดี อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2534 ขอศาลได้โปรดสั่งจำหน่ายคดี นี้ด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวของโจทก์เลขที่ 1422/21 และ 1422/39 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่า จำเลยจะออกไปจากตึกแถวของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 50,60) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อัน 64) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อัน 73) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่า เสียหาย สิทธิตามมูลคดีไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวโจทก์ เมื่อโจทก์ ถึงแก่กรรม ทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของโจทก์มีสิทธิข …
- ฎีกาที่ 1121/2535
ขณะที่เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลยนั้นจำเลยไปต่างจังหวัด เจ้าพนักงานศาลจึงปิดหมายไว้ที่บ้านจำเลย แต่หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวอาจถูกบุคคลอื่นมาเอาไปหรือหลุดหายไปก่อนจำเลยกลับก็ได้เมื่อจำเลยไม่ได้รับหมายเรียกหรือพบเห็นหมายเรียกที่ปิดไว้ จะถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1124/2535
ความว่า เนื่องจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3339/2533 และ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 16/2529 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการได้ถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ และเพื่อให้ได้ ความชัดปราศจากข้อสงสัย โปรดเรียกคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าว มาประกอบการพิจารณาในคดีนี้และโปรดเดินเผชิญสืบที่เกิดเหตุโดยให้ศาลชั้นต้นหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในท้องที่เกิดเหตุดำเนินการแทน โจทก์ ร่วมยินดีเสียค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ทุกประการ หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 100 แผ่นที่ 2) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ระหว่างพิจารณานายปราโมทย์คชเสนี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาได้(อันดับ 94,97) โจทก์ร่วมยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 95,96) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่ …
- ฎีกาที่ 1126/2535
ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอาญาบันทึกไว้เพียงว่า โจทก์ได้รับเงิน 10,000 บาท จากจำเลยที่ 1 เพื่อบรรเทาความเสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีทางอาญาแก่จำเลยที่ 1ต่อไปเป็นบันทึกว่าโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อไปเฉพาะในทางอาญาเท่านั้น มิใช่ตกลงระงับข้อพิพาททางแพ่งไม่ทำให้หนี้ละเมิดระงับ.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1126/2535
ความว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยที่ 2ในระหว่างฎีกา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2535 บัดนี้ ผู้ร้องซึ่ง เป็นนายประกันของจำเลยที่ 2 มีความประสงค์ของถอนหลักทรัพย์ประกันคืนจากศาลโปรดอนุญาต หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,295 จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยมีผู้ร้องเป็นนายประกัน (อันดับ 41) คดีอยู่ระหว่างการนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 49) คำสั่ง การขอรับหลักประกันคืนเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง จึงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1128/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเป็นฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ปรากฎว่าจำเลยโต้แย้งคำสั่งศาลไว้ จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบมาตรา 247 ส่วนฎีกาในเรื่องอื่นล้วนแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ปรากฎว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาทไม่ปรากฎความเห็นแย้ง หรือคำรับรองให้ฎีกา จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยปัญหาข้อกฎหมาย และการที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การ โดยกล่าวอ้างว่ายื่นไม่ทันเพราะจำเลยป่วย ซึ่งเป็นการคัดค้านคำสั่งของศาลที่ให้จำเลย ขาดนัดยื่นคำให้การนั้นแล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 51) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยโอนที่ดินบางส่วน ตามหนัง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1129/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยข้อ 2(ข) เป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ภาค 2 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้มีทุนทรัพย์ชั้นฎีกา ไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว ส่วนฎีกาข้อ 2(ก) เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับ การวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ที่แก้ไขแล้ว จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2(ข) เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย และฎีกาข้อ 2(ก) ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชนและเป็นสาระแก่คดีอันควรได้ รับการวินิจฉัย ด้วย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเ …
- ฎีกาที่ 113/2535
จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล มีหน้าที่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน (ไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลกระทำหน้าที่ด้วยการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตนจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น) ทายาทส่วนใหญ่ไม่รู้มาก่อนว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเพราะได้มอบหมายให้โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดก เอกสารหลักฐานทรัพย์มรดกทั้งหมด โจทก์ร่วมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ซึ่งจำเลยก็รู้เห็นแต่จำเลยกลับไปแจ้งความว่าตราจองที่ดินพิพาทสูญหาย ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทน แล้วจำเลยได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวโดยอ้างว่าควรจะเป็นของจำเลย จำเลยไม่ยินยอมที่จะให้เอาชื่อทายาทอื่นเป็นผู้รับมร …
- ฎีกาที่ 113/2535
จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางเหลียงตามคำสั่งศาลและจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมด้วยคนหนึ่ง ทายาทเจรจาแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างกันแต่ตกลงกันไม่ได้ เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยมีหน้าที่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน จำเลยไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว การที่จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตน จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำผิดหน้าที่จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นโดยทุจริต มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353ประกอบด้วยมาตรา 354
- ฎีกาที่ 113/2535
การเจรจาแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทยังตกลงกันไม่ได้ เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล จำเลยมีหน้าที่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน จำเลยไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว การที่จำเลย รู้ ว่าทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นที่ดินจำเลยต้องแบ่งให้แก่ทายาททุกคน เท่า ๆ กันแต่จำเลยจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของตน โดยไม่ยินยอมที่จะให้เอาชื่อทายาทอื่นเป็นผู้รับมรดกร่วมกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการ ทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำผิดหน้าที่ด้วยการจดทะเบียน โอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น.
- ฎีกาที่ 113/2535
จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล มีหน้าที่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน (ไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลกระทำหน้าที่ด้วยการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตนจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น)ทายาทส่วนใหญ่ไม่รู้มาก่อนว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเพราะได้มอบ-หมายให้โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดก เอกสารหลักฐานทรัพย์มรดกทั้งหมดโจทก์ร่วมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ซึ่งจำเลยก็รู้เห็น แต่จำเลยกลับไปแจ้งความว่าตราจองที่ดินพิพาทสูญหาย ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทน แล้วจำเลยได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวโดยอ้างว่าควรจะเป็นของจำเลยจำเลยไม่ยินยอมที่จะให้เอาชื่อทายาทอื่นเป็นผู้รับมร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1130/2535
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา หากศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอน การขายทอดตลาดแล้วจะเป็นการยากที่กรรมสิทธิ์ในทางทะเบียน จะคืนสภาพเดิม โปรดมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนโดยขอให้งดการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 74) สืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 284 ตำบลเสิงสางอำเภอเสิงสางจังหวัดนครราชสีมาพร้อมโรงภาพยนต์ ของจำเลย ที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ในการขายทอดตลาดครั้งสุดท้าย มีโจทก์เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว เจ้าพนักงานบังคับคดี ขายให้โจทก์ในราคา 460,000 บาท เป็นราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อัน 67,68) จำเลยที่ 2 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1135/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา เนื่องจากจำเลยให้บุคคลอื่น เช่าบ้านพิพาทและทำความเสียหายแก่บ้านพิพาท โจทก์ อาจได้รับ ความเสียหายมาก โปรดเร่งรัดการพิจารณาคดีด้วย หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 315 ตำบลพังโคน อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร และห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับบ้านดังกล่าวอีก กับให้ จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้าน ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา (อันดับ 145) และได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับ ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาตามคำสั่งคำร้องที่ 206/2535 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 152) คำสั่ง จะได้พิจารณาดำเนินการให้ตามควรแก่กรณี
- ฎีกาที่ 1136/2535
เมื่อศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยมีสิทธิเพียงอ้างตนเองเป็นพยานกับซักค้านพยานโจทก์ได้เท่านั้น ไม่มีสิทธิอ้างพยานเอกสารมาสืบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นไม่ได้อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ประเด็นข้อพิพาทคงเกิดจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องโจทก์ที่ว่าสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยเป็นผู้ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่
- ฎีกาที่ 1136/2535
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง เมื่อศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยมีสิทธิเพียงอ้างตนเองเป็นพยานกับซักค้านพยานโจทก์เท่านั้น ไม่มีสิทธิอ้างพยานเอกสาร เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นไม่ได้อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ประเด็นข้อพิพาทคงเกิดจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องโจทก์เท่านั้น.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1137-1138/2535
ความว่า โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ไม่รับเป็นฎีกา โจทก์ร่วมเห็นว่า ฎีกาขอโจทก์ ร่วมเป็นข้อกฎหมาย โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่ปรากฎว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษา โดยเรียก จำเลยตามสำนวนคดีหลัง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด อันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ที่แก้ไขแล้วและขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ทั้งสอง คดีติดต่อกัน นายปราโมทย์อภิสารธนรักษ์ ผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 60) โจทก์ร่วมยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 61) คำสั่ง คด …