ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 8 จาก 146
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1143/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็น ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าฝ่ายใด เป็นฝ่ายผิดสัญญาและการที่จำเลยบอกกล่าวล่วงหน้า 2 วัน ให้โจทก์ไปทำการจดทะเบียนขายในคดีนี้เป็นการบอกกล่าวโดย ชอบหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่ดิน แปลงพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฎิบัติ ตามให้จำเลยคืนเงิน มัดจำจำนวน 35,000 บาท พร้อมชดใช้ค่าเสียหายอีก 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 93) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 95) คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1148/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทฎีกาของจำเลย ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไข ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน153,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่ วันที่ 9 มีนาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่า เสียหายแก่โจทก์เพิ่มอีก 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็น ไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 67) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้โดยไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่ …
- ฎีกาที่ 115/2535
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ผู้แทนบริษัทโจทก์ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ป. ผู้ถือหุ้นของโจทก์ จึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้เมื่อ ป. ได้แจ้งความร้องทุกข์แล้วต่อมาได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ว่าป. จะดำเนินการในฐานะกระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะผู้ถือหุ้นก็ตาม สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)
- ฎีกาที่ 115/2535
ขณะที่ ป. ร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2ที่ยักยอกเงินของโจทก์ไปนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด มีป. ก. ส. และจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นกรรมการ โดยจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือ ป. คนใดคนหนึ่งรวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยักยอกเงินของโจทก์บรรดาผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับโจทก์นั้นย่อมได้รับความเสียหายโดยนิตินัย ย่อมถือว่า ป. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์เป็นผู้เสียหาย จึงมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1ที่ 2 ฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2),123ประกอบด้วยมาตรา 2(4) ต่อมา ป. ได้ถอนคำร้องทุกข์นั้นดังนั้นไม่ว่า ป. จะดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดในฐานะกระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะผู้ถือหุ้น สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องก็ย่อ …
- ฎีกาที่ 115/2535
กรณีผู้จัดการและกรรมการกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก อันเป็นการกระทำต่อบริษัทโจทก์ เป็นที่เห็นได้ชัดว่าผู้กระทำผิดจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง กรรมการอื่น หรือผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย จึงมีสิทธิฟ้องคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ หรือถอนคำร้องทุกข์อันมีผลทำให้คดีอาญาระงับได้ แม้บุคคลดังกล่าวจะมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์.
- ฎีกาที่ 115/2535
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ผู้แทนบริษัทโจทก์ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ ป.ผู้ถือหุ้นของโจทก์จึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ เมื่อป.ได้แจ้งความร้องทุกขฺ์แล้วต่อมาได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ว่า ป.จะดำเนินการในฐานะกระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะผู้ถือหุ้นก็ตาม สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา39 (2)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:115/2535
ความว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามมาตรา 248 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่รับฎีกา โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขณะคดีอยู่ในข้อบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 6 พ.ศ. 2518 แต่ศาลชั้นต้น ยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 12 พ.ศ. 2534 มาสั่งไม่รับฎีกาโจทก์ เป็นการใช้กฎหมายใหม่ย้อนหลังแก่คดีที่เกิดก่อน เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 88) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 86 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10140 ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 84) โจทก์ที่ 1 ที่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1156/2535
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ศาลฎีกา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตึกแถวพิพาทในคดีนี้ จำเลยที่ 3 ได้ฟ้องโจทก์คดีอาญาความผิดฐานบุกรุกที่ศาลอาญา ศาลอาญา พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำคุกคนละ 1 ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้ดังปรากฎตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์คดีแดง ที่ 12633/2533 ที่แนบมาพร้อมนี้ ขอศาลฎีกาได้โปรดนำข้อเท็จจริง ในคดีอาญาดังกล่าวมาเพื่อประกอบการพิจารณาในคดีนี้ และพิพากษา กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอน สิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 3,200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1157/2535
ความว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ได้ยื่นฎีกาไว้ตั้งแต่วันที่9 กรกฎาคม 2533 ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานปรากฎชัดแจ้งอยู่ในสำนวนแล้ว ปัญหาการพิจารณาคดีก็ไม่มีข้อยุ่งยากแต่ประการใด การพิจารณาคดีน่าจะเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและรวดเร็ว จึงขอให้ ท่านประธานศาลฎีกาใช้อำนาจตามพระธรรมนูญยุติธรรม มาตรา 10 นั่ง พิจารณาคดีนี้และลงชื่อเป็นองค์คณะในคำพิพากษาด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 3,200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากเพิกถอนการโอนสิทธิการ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1158/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึง ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่ฎีกาของโจทก์ในข้อ 1 และ 3 ของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงตามหลักกฎหมายดังกล่าวส่วนฎีกาในปัญหาข้อ 2 เรื่อง ฟ้องเคลือบคลุมนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อฎีกาในปัญหาข้อ 1 ต้องห้ามฎีกาฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อที่ 2จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับฎีกา ของโจทก์ทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายและปัญหา ข้อเท็จจริง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับคดีนี้ อย่างยิ่ง และการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาของ ศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงก็ยังขัดต่อพยานเอกสารตามเอกสาร หมาย จ.6 ใน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1160/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว จึงไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าจำเลยได้ รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอน น.ส.3 ก.เลขที่ 891 ตำบล คลองปูน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เฉพาะส่วนที่ออกทับ น.ส.3 เลขที่ 398 ตามที่ปรากฎในรูปแผนที่บริเวณที่มีการคัดค้านรังวัด (โดยสังเขป) เอกสารหมาย จ.10 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 115) โจทก์จึ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1166/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและคดีมีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง และ ฎีกาของจำเลยก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่าที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 36 หมู่ที่ 17 ตำบลอิสาน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เนื้อที่ 3 ไร่1 งาน 63 ตารางวาเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1168/2535
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาคำสั่ง หากศาลฎีกามีคำสั่ง กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการยากที่จะได้ ที่ดินคืน โปรดมีคำสั่งให้งดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของ จำเลยที่ 1 ทั้งหมดไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 109 แผ่นที่ 3) ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ปรากฎหลักฐานในสำนวนว่าได้รับ สำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน สัญญา ขายลดตั๋วเงิน ค้ำประกัน และจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้จำเลยทั้ง สามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ให้โจทก์โจทก์ขอให้บังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 46779 ถึง 46789 และโฉนดเลขที่ 46800 ถึง 46805รวม 17 แปลง ซึ่งเป็น กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1ออกขายทอดตลาด มีผู้สู้ราคาสูงสุด เป็นเงิน 1,800,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขาย ให้ผู้สู้ราคาสูงสุด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1169/2535
ความว่า โจทก์ยื่นฎีกาคำสั่งในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา มีทางชนะ โปรดมีคำสั่งให้ระงับการเพิกถอนคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นสั่งไว้จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาด้วย หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 75) คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยหย่าขาดจากการ เป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ผู้เยาว์ทั้งสอง ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ทั้งสองคนละ 3,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะบรรลุนิติภาวะ กับให้จำเลยแบ่งสินสมรสตามบัญชีท้ายฟ้อง ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง และโจทก์ได้ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2529 และวันที่ 2 มิถุนายน 2530 ขอให้ศาลมีคำสั่งใช้วิธีคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยให้จำเลยนำผลประโยชน์เป็นกำไรสุทธิของกิจการร้าน "ชัย เจริญศูนย์ล้อ"ที่โจทก์จำเลยทำมาร่วมกันและเป็นสินสมรส มาวางต่อศาลเดือนละ 30,000 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1171-1176/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีทุกสำนวนราคา ทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และฎีกา ของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่ไม่รับฎีกาของโจทก์ทุกสำนวน โจทก์เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทุกสำนวนเรื่องละเมิด และเรียกเงินค่าเสียหายจากจำเลยแต่ละสำนวนคิดเป็นเดือน เป็นเงินค่าเสียหายเกินกว่าหนึ่งหมื่นบาท ทรัพย์สินพิพาท จึงอาจนำออกให้เช่าได้เกินกว่าหนึ่งหมื่นบาท โจทก์ จึงฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งมาตรา 248 และฎีกาโจทก์ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานที่คู่ความ นำสืบ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 แถลงคัดค้าน(อันดับ 124) คดีทั้ง 6 สำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1179/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ทุนทรัพย์ไม่เกิน200,000 บาท ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์มีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงด้วยปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ปัญหาในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น ซึ่งขัดต่อหลักการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225จึงเป็นการพิจารณา คดีที่มิชอบด้วยกฎหมายและปัญหาดังกล่าวมีสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 90) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไปของต้นเงินดังกล่าว นับแต่ วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 84) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 87) คำสั่ง …
- ฎีกาที่ 118/2535
ระเบียบข้อบังคับของนายจ้างกำหนดกรณีที่ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรงที่จะลงโทษถึงเลิกจ้างได้โดยกำหนดไว้รวม 10 ประการแต่การที่กรรมการลูกจ้างพูดจาส่อเสียด พนักงานด้วยกันไม่อยู่ใน 10 ประการที่นายจ้างกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดร้ายแรงนายจ้างย่อมไม่อาจอ้างมาเป็นเหตุเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:118/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยเคยยื่นฎีกา และศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลย ฉบับนี้ ในข้อ 2.3 ที่จำเลยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลว่า จะรับฟังพยานหลักฐานใด จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาของ จำเลยในข้อ 2.1 และ 2.2 แม้จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยก็ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2.3 นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลล่างวินิจฉัยคดีโดยฝ่าฝืนจากคำพยานหลักฐาน ในท้องสำนวน ส่วนฎีกาข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกขึ้น อ้างอิงในชั้นฎีกาได้โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้ พิจารณาต่อไป หมายเ …
- ฎีกาที่ 1180/2535
ลูกจ้างกระทำโดยประมาทเลินเล่อและจงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และคำสั่งเป็นเหตุให้นายจ้างเสียหายไม่สามารถเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าได้ การที่นายจ้างฟ้องลูกจ้างดังกล่าวในมูลละเมิดว่าลูกจ้างประมาทเลินเล่อหรือจงใจเป็นเหตุให้นายจ้างเสียหายและเป็นการผิดสัญญาจ้างนั้น แม้นายจ้างจะได้ฟ้องผู้ใช้ไฟฟ้าให้ชำระหนี้ค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาซื้อขายเป็นอีกคดีหนึ่งด้วย แต่นายจ้างยังไม่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว การฟ้องลูกจ้างเช่นว่านั้นมิใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่ซ้ำซ้อน จึงฟ้องลูกจ้างได้อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1180/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีโจทก์ต้องห้าม ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220จึงไม่รับ ฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่าการกระทำของ จำเลยตามข้อเท็จจริงในคดีนี้จะเป็นความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อัน 87) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 84) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 85) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ทั้งศาลชั้นต้ …