ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 9 จาก 146
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1181/2535
ความว่า ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าฎีกาของโจทก์เป็นการโต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานเป็นปัญหา ข้อเท็จจริง และราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาทต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในข้อ 2.ข. ซึ่งโจทก์ได้สรุป ความว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทจึงได้รับข้อสันนิษฐาน ตามกฎหมายว่าโจทก์ครอบครองเพื่อตน แต่ปรากฎว่าจำเลยนำสืบ แสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ ครอบครองเพื่อตน ข้อนำสืบของจำเลยจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยแล้ว (อันดับ 90) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอน …
- ฎีกาที่ 1182/2535
คำว่า "บิดา" ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสภาเทศบาลพ.ศ. 2482 มาตรา 20 และ 20 ทวิ หมายถึงทั้งบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย.
- ฎีกาที่ 1182/2535
คำว่า "บิดา" ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพ.ศ. 2482 มาตรา 20 และ 20 ทวิ หมายถึงทั้งบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1182/2535
ในชั้นฎีกา จำเลยรับแล้วว่า จำเลยเป็นบุตรของนาย ง.ส่วนข้อที่ว่านาย ง.เป็นบุคคลสัญชาติจีนหรือสัญชาติไทย จำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และยอมรับในคำฟ้องฎีกาว่า จำเลยมีบิดาเป็นคนสัญชาติจีน จึงต้องรับฟังว่าจำเลยมีบิดาเป็นคนต่างด้าว คำว่า "บิดา" ตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพ.ศ. 2482 มาตรา 20 และ มาตรา 20 ทวิ ที่แก้ไขแล้ว หมายถึงบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย.
- ฎีกาที่ 1182/2535
คำว่า "บิดา" ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสภาเทศบาล พ.ศ.2482มาตรา 20 และ 20 ทวิ หมายถึงทั้งบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1182/2535
ความว่า ผู้ร้องยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ไม่ใช่ฎีกาในข้อกฎหมายดังผู้ร้องอ้างไม่รับเป็นฎีกา ผู้ร้องเห็นว่า ฎีกาของผู้ร้องล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดอนุญาต ให้ผู้ร้องได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม จำเลย ไม่ปฎิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ นำเจ้าพนักงาน บังคับคดีทำการยึดทรัพย์คือ ปากกายี่ห้อเชฟเฟอร์ นาฬิกาแขวน หน้าปัดเหลี่ยมยี่ห้อไซโกควอท์รวมราคาทรัพย์สินทั้งสิ้น 22,150 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าทรัพย์ดังกล่าวอยู่ในร้านค้า ซึ่งผู้ครอบครองและประกอบการค้า โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะยึด ขอให้ ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา …
- ฎีกาที่ 1183/2535
โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงออกค่าใช้จ่ายในการสร้างกำแพงรั้วพิพาทคนละครึ่ง แต่โจทก์มิได้ตกลงให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างกำแพงรั้วพิพาทล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิก่อสร้างกำแพงรั้วพิพาทรุกล้ำเข้าไป เมื่อโจทก์ให้รื้อถอน จำเลยที่ 1 จึงต้องรื้อถอนออกไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นผู้ซื้อตึกแถวและที่ดินที่มีบางส่วนของกำแพงรั้วพิพาทก่อสร้างอยู่จากจำเลยที่ 1 แม้มิได้เป็นผู้ก่อสร้างกำแพงรั้วพิพาทก็ตาม ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รื้อถอนกำแพงรั้วดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์ด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1183/2535
ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อ 2(ก) และ (1) ล้วนแต่เป็น ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น คดีนี้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่จึงไม่รับฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อ (2) ก. ที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.1 มิใช่หนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้ยกขึ้นมาโต้เถียงในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ด้วยแล้ว จึงหาได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 แต่อย่างใดโปรดรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1184/2535
ความว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ มีทางที่จะชนะคดีโจทก์ได้โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 149) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินภาษีอากรจำนวน 51,711,468.38 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงิน เพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน จากต้นเงินอากรขาเข้ารวม 43 ใบขนเป็นเงิน 12,313,413.63 บาท เป็นรายเดือนนับแต่วัน 11 กุมภาพันธ์ 2532 เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มภาษีการค้า ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีการค้า ที่ต้องชำระเพิ่มทั้งนี้มิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้อง ชำระเพิ่มจากต้นเงินภาษีการค้า 579,445.06 บาท ตามใบขน เลขที่ ปี 103-00830, จากต้นเงินภาษีการค้า 368,631.94 บาท ตามใบขนเลขที่ ปี 103-04233, จากต้นเงินภาษีการค้า 122,311.16 บาท ตามใบขนเลขที่ เอ 113-01105, จากต้นเงินภาษีการค้า 79,813.93 บาท …
- ฎีกาที่ 1185/2535
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งนี้ไว้ทั้งที่มีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1185/2535
ความว่า เนื่องจากจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งที่ ศาลภาษีอากรกลางตามคดีหมายเลขดำที่ 70/2534 มีประเด็น อย่างเดียวกับคดีนี้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ ชอบหรือไม่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเอกสารตลอดจนพยานบุคคลเป็นชุด เดียวกัน และคดีดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินก็ประเมิน โดยอาศัยราคาในใบขนสินค้าขาออกของเมืองฮ่องกงเหมือนคดีนี้นางแคทเธอรีนม็อค ได้เบิกความในคดีดังกล่าวเกี่ยวกับใบขนสินค้าขาออกเมืองฮ่องกงหลังจากที่ศาลในคดีนี้ได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานอ้างคำเบิกความของ นางแคทเธอรีนม็อค ได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายคำเบิกความของพยานดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญและจำเป็น แก่คดี ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นในคดีโดยตรง จำเลยจึงขออ้างคำเบิกความของ นางแคทเธอรีนม็อค เป็นพยานต่อศาลในคดีนี้เพื่อประกอบคำวินิจฉัยของศาลฎีกาตามบัญชีพยานที่ยื่นมาพร้อมคำร้องนี้ และเพื่อ ประโยชน์แห่งความยุติธรรม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1187/2535
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาทต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงฎีกาโจทก์เป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่โต้แย้งเกี่ยวกับการ ตีความหรือแปลความตามสัญญา จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และเป็น ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ามาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งเป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้ รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93) โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 536 เล่ม 6 หน้า 36 และที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 2176,2181(ที่ถูกน่าจะเป็น 2076,2081) ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวาร เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1188/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ทุเลา การบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า อำนาจในการสั่ง คำร้องขอทุเลาการบังคับคดีนั้นเป็นอำนาจ ของแต่ละชั้นศาล เมื่อคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะฎีกา ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีได้ ไม่รับฎีกาคำสั่งของจำเลย จำเลยเห็นว่า เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด จำเลยย่อมมีสิทธิตาม กฎหมายที่จะขอทุเลาการบังคับได้ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง เป็นประการใดจำเลยก็มีสิทธิที่จะฎีกาได้ทุกกรณี ไม่มีบทบัญญัติ แห่งกฎหมายใดระบุห้าม ทั้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่มีเหตุผลพอที่ ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย และอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ในระหว่างอุทธรณ์ด้วย หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 5 แผ่นที่ 3) คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต …
- ฎีกาที่ 1189/2535
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาล จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารเลขที่ 54/8 รุกล้ำเข้าไปในลำรางสาธารณะที่ตื้นเขินกลายสภาพเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาล เนื้อที่ 4.4 ตารางวา ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วโจทก์ไม่ต้องแสดงโฉนดหรือหลักฐานแห่งที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อย่างไร เพราะการเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นไปตามสภาพของที่ดิน และโจทก์ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ทั้งหมดมีเนื้อที่เท่าใดจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำตั้งแต่เมื่อใด มีเขตกว้างยาวเท่าใดเพราะเป็นรายละเอียดที่คู่ความอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ลำรางสาธารณประโยชน์สำหรับระบายน้ำจากภูเขาซึ่งมีมานานแล้วเป็นสาธารณ …
- ฎีกาที่ 1189/2535
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในลำรางสาธารณะที่ตื้นเขินกลายสภาพเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาล เนื้อที่ 4.4 ตารางวา ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำดังกล่าว เป็นคำฟ้องที่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว โจทก์ไม่ต้องแสดงโฉนดหรือหลักฐานแห่งที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อย่างไรเพราะการเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่ เป็นไปตามสภาพของที่ดินและโจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายมาในฟ้องว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ทั้งหมดมีเนื้อที่เท่าใด จำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินแต่เมื่อใด มีเขตกว้างยาวเท่าใด เพราะเป็นรายละเอียดที่คู่ความอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ลำรางซึ่งมีมานาน เดิมมีสภาพเป็นคลองระบายน้ำจากภูเขาลงสู่ …
- ฎีกาที่ 1190/2535
บุคคลอื่นให้เงินลูกหนี้ยืม ลูกหนี้ออกเช็คให้ผู้ขอรับชำระหนี้ยึดถือไว้แทนผู้ให้ยืม ดังนี้ ไม่ทำให้เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 904 แห่ง ป.พ.พ. ที่จะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้โดยส่วนตัว เมื่อผู้ให้ยืมมิได้มอบอำนาจให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แทน เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้รายนี้.
- ฎีกาที่ 1192/2535
จำเลยเป็นสมาชิกและมีเงินค่าหุ้นอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ร้อง ซึ่งตามข้อบังคับของผู้ร้อง จำเลยจะถอนเงินดังกล่าวคืนระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ ถือได้ว่าสิทธิของจำเลยที่จะถอนเงินค่าหุ้นที่ชำระแล้ว เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไข แต่ศาลก็ยังสามารถออกคำสั่งอายัดเงินดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสองเพื่อป้องกันมิให้สิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องเสียหายแต่จะกำหนดในคำสั่งอายัดให้เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ศาลจึงชอบที่จะออกคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นโดยกำหนดให้ผู้ร้องส่งมอบเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องได้.
- ฎีกาที่ 1193/2535
ในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายโจทก์ป่วย โดยไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดง แต่ศาลไม่อนุญาต และให้สืบพยานคือตัวจำเลยโดยให้ทนายโจทก์ถามค้านในนัดหน้า แต่นัดต่อมาทนายโจทก์กลับแถลงไม่ติดใจถามค้านพยานจำเลยที่เบิกความไปแล้ว หลังจากนั้นจำเลยนำสืบพยานอื่นอีกจนหมดพยาน และโจทก์ขอเลื่อนคดีไปเพื่อยื่นบัญชีพยานฉบับใหม่เพราะบัญชีพยานฉบับเดิมศาลสั่งไม่รับอ้างว่าล่วงพ้นกำหนดตามกฎหมาย ดังนี้ พฤติการณ์ของทนายโจทก์แสดงว่าไม่เอาใจใส่และไม่ให้ความสำคัญแก่คดีของโจทก์เอง ชอบที่ศาลจะไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ.
- ฎีกาที่ 1194/2535
จำเลยทำความผิดข้อหาทำสุราแช่กับมีสุราแช่ และข้อหาทำสุรากลั่นกับมีสุรากลั่นคนละวันเวลากัน มิใช่ทำผิดในวันเวลาเดียวกันหรือในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษรวม 4 กระทงทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก.
- ฎีกาที่ 1195/2535
เช็คพิพาทเป็นเช็คที่สั่งจ่ายแก่ผู้ถือและโจทก์เป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทไม่ปรากฏในคำให้การของจำเลยโดยชัดแจ้งว่า โจทก์ได้เช็คมาไว้ในความครอบครองโดยไม่ชอบอย่างไร จำเลยให้การปฏิเสธลอย ๆ ว่าบริษัทอ.มิได้นำเช็คชำระหนี้แก่โจทก์ จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบตาม ป.พ.พ.มาตรา 904 ที่จำเลยให้การว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้นั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างถึงมูลหนี้ระหว่างจำเลยกับ ก. โดยมิได้ให้การว่าโจทก์กับ ก. คบคิดกันฉ้อฉล จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณา.