ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 10 จาก 149
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1264/2536
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์สรุปได้ว่าขอให้ศาลฎีกาฟังว่าโจทก์ ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่และกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลพิพากษาเกินกว่าคำฟ้องของ โจทก์และคำให้การของจำเลยหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรกส่วนเหตุที่อุทธรณ์มานั้นเป็นเหตุผลประกอบคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 35) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานเสมือนโจทก์ ไม่มีความผิด หากจำเลยไม่อาจรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยจ่ายผลประโยชน์ตามข้อบังคับ ค่าชดเชย และค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วัน …
- ฎีกาที่ 1265/2536
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลล่างอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่ออุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษจากให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 12 ปีซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้จำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 218 วรรคสองที่แก้ไขแล้ว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1265/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟัง พยานหลักฐาน เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ ยังคลาดเคลื่อนต่อปัญหาข้อกฎหมาย กล่าวคือตามประเด็นข้อพิพาท โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเนื่องจากจำเลยทั้งสอง ได้ร่วมกันบุกรุกเข้าทำนาในที่ดินของโจทก์ และที่ดินแปลงดังกล่าว มีการแบ่งแยกเป็นสัดส่วนแน่ชัด จึงไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฎว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สิน พร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4412 ตำบลคลองนราภิรมย์ อำเภอบางปลาจังหวัดนครปฐมเฉพาะส่ …
- ฎีกาที่ 1266/2536
จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันเบี้ยโบก มีผู้ร่วมเล่นจำนวนมากถึง 35 คน แต่ยึดเงินของกลางได้เพียง 300 บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ไม่ปรากฏพฤติการณ์เปิดเป็นบ่อนการพนันประกอบกับเหตุเกิดในช่วงเทศกาล สงกรานต์ สมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 2 ปี
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1266/2536
ความว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7ต่อศาลจังหวัดชุมพร ซึ่งการฟ้องคดีนี้อาจมีการโกรธแค้นโจทก์ และอาจก่อเหตุร้ายแก่โจทก์และพยานโจทก์ได้ เนื่องจากจำเลย ดังกล่าวเป็นอาสาสมัครรักษาดินแดนของอำเภอปะทิวจังหวัดชุมพรได้รับมอบอาวุธปืนยิงเร็วเอ็ม 16 เป็นอาวุธประจำกาย และพกพาไปทุกสถานที่แม้แต่ทางสาธารณะการเดินทางของโจทก์ มาศาลจังหวัดชุมพรนั้นมีกำหนดเวลาแน่นอนและต้องเดินทางจาก กรุงเทพฯ ผ่านอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ซึ่งอยู่ในเขตที่จำเลยดังกล่าวสามารถพกพาอาวุธปืนติดตัวไปได้ และโจทก์ทราบโดยบังเอิญจากวิทยุรับ-ส่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีการติดตามความเคลื่อนไหวของโจทก์โดยตลอด จึงเห็นได้ว่าโจทก์ไม่มีความปลอดภัยที่จะเดินทางมาดำเนินกระบวนพิจารณาที่ ศาลจังหวัดชุมพร โปรดอนุญาตให้โอนคดีนี้ไปทำการไต่สวนมูลฟ้อง และพิจารณาพิพากษาที่ศาลอาญาด้วย หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสิบแถลงคัดค้าน (อันดับ 21) โจทก์ฟ้องข …
- ฎีกาที่ 1267/2536
จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จแล้วออกจากห้องไปว. เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อจนเสร็จ แล้วจำเลยเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก หลังจากนั้น ว. เข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีกสลับกันไป การข่มขืนกระทำชำเราในลักษณะเช่นนี้ แม้ว่าผู้กระทำมิได้อยู่ในห้องในขณะที่คนหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราอยู่ แต่จำเลยกับพวกได้กระทำในลักษณะติดต่อกันเป็นการสมคบกันกระทำผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง
- ฎีกาที่ 1267/2536
จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จแล้วออกจากห้องไป ว.เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราต่อ เสร็จแล้วจำเลยเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราอีก หลังจากนั้น ว. เข้ามาข่มขืนกระทำชำเราอีกสลับกันไปการข่มขืนกระทำชำเราในลักษณะเช่นนี้ แม้ว่าผู้กระทำมิได้อยู่ในห้องในขณะที่คนหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราอยู่ แต่จำเลยกับพวกได้กระทำในลักษณะติดต่อกัน จึงเป็นการสมคบกันกระทำผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง
- ฎีกาที่ 1269/2536
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นเนื้อที่ 37.14 ตารางวา ตามแผนที่หมายเลข 39เอกสารท้ายฟ้องโดยไม่ได้รับความยินยอม โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกไปแล้วแต่ก็เพิกเฉยเป็นการอยู่โดยละเมิดขอให้จำเลยรื้อถอนออกไปแม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิดตั้งแต่เมื่อใดก็เข้าใจได้ว่าเป็นการอยู่โดยละเมิดตั้งแต่ก่อนฟ้องแล้วส่วนจำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทโดยละเมิดมีความกว้างยาวเท่าใดนั้นเป็นรายละเอียดที่คู่ความจะต้องนำสืบ คำฟ้องได้กล่าวโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้วจึงไม่เคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 1274/2536
ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความชัดว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด จำเลยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและใช้ได้ตามกฎหมาย ทั้งคดีไม่ได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลางประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องนำสืบหักล้างดังนั้นแม้จำเลยจะไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวจำเลยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1275/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและคดีนี้ทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มิได้ฉ้อฉลจำเลย และการยื่นบัญชีระบุพยานของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยทั้งสองต่างยื่นคำแก้อุทธรณ์คำสั่ง(อันดับ 78,77) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 99,955 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 93,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 73) โจทก์ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 75) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบ …
- ฎีกาที่ 1276/2536
เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานแต่พยานพฤติเหตุแวดล้อมของโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องกันว่ารู้จักจำเลยและยืนยันว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจเชื่อว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง จำเลยเคยกล่าวอาฆาตว่าจะยิงผู้ตายด้วยเหตุโกรธที่ผู้ตายไปลวนลามภริยาจำเลย แม้ผู้ตายจะออกไปจากหมู่บ้านบวชเป็นพระภิกษุแล้วลาสิกขาบทกลับมาจำเลยยังพูดว่าจะต้องยิงผู้ตาย การที่จำเลยใช้ผู้อื่นไปยืมอาวุธปืนและก่อนเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทะเลาะกับผู้ตายแสดงว่าจำเลยได้วางแผนตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้ตายไว้ล่วงหน้าแล้ว
- ฎีกาที่ 128/2536
วันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์เป็นวันหยุดทำการคู่ความย่อมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในวันที่เริ่มทำงานใหม่ต่อจากวันหยุดทำการนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 แต่หากศาลมีคำสั่งขยายเวลาอุทธรณ์ก็ต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 193/1 ซึ่งให้นับเอาวันที่ต่อจากวันสุดท้ายของระยะเวลาเดิม เป็นวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาที่ขยายออกไป.
- ฎีกาที่ 128-129/2536
วันสุดท้ายที่จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้คือวันที่ 12 เมษายน2533 เมื่อศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไป 15 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดจึงต้องนับต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมคือเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2533 มิใช่วันที่ 17 เมษายน 2533 แม้ว่าวันที่12 ถึง 15 เมษายน 2533 เป็นวันหยุดราชการ และก่อนที่ศาลมีคำสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 16 เมษายน2533 ซึ่งเป็นวันเริ่มทำงานใหม่ได้ก็ตาม
- ฎีกาที่ 1281/2536
ที่ดินแปลงที่จำเลยอ้างว่าจะนำมาเปรียบเทียบกับราคาที่ดินแปลงที่ถูกเวนคืนของโจทก์ไม่ได้นั้นไม่มีอาณาเขตด้านใดติดทางสาธารณะแต่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนเรื่องที่ผู้ซื้อที่ดินแปลงนั้นจะซื้อไปเพื่อจัดสรรหรือไม่อย่างใดนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะยกขึ้นอ้างว่าราคาที่ซื้อขายกันจะต้องสูงกว่าราคาท้องตลาด เพราะผู้ซื้อซื้อที่ดินไปเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็เป็นเรื่องของผู้ซื้อเอง เมื่อปรากฏว่าวันที่ 28 เมษายน 2523 มีการจดทะเบียนขายที่ดินแปลงที่จำเลยอ้างราคาตารางวาละ 900 บาท วันที่ 25กรกฎาคม 2523 มีการจดทะเบียนขายที่ดินใกล้เคียงกันราคาตารางวาละ849 บาท ทั้งตามสำเนาบันทึกการประชุมของคณะกรรมการปรองดองฯของจำเลยก็ยอมรับว่าการซื้อขายที่ดินบริเวณนี้น่าจะมีแนวโน้มของราคาตลาดค่อนข้างสูง ราคาซื้อขายที่ดินดังกล่าวอยู่ในราคาที่ใกล้เคียงกันราคาซื้อขายที่ดินแปลงที่จำเลยอ้างเฉลี่ยตารางวาละ 900บาท จึงเ …
- ฎีกาที่ 1288/2536
การที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 7(2) ระบุ บุคคลที่เป็นคณะกรรมการโดยมิได้มีข้อความให้อำนาจบุคคลอื่นทำการแทน ดังนั้นกรรมการคนใดคนหนึ่งจะมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นมาประชุมแทนในฐานะกรรมการตามพระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ดังกล่าวย่อมเป็นไปตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับ 218 ข้อ 44 วรรคสอง(ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น) ซึ่งบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดหรือผู้รักษาราชการแทนผู้ดำรงตำแหน่งนั้นสามารถมอบหมายหรือมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนได้โดยให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งมอบหมายหรือมอบอำนาจ
- ฎีกาที่ 1288/2536
แม้ พระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จะบัญญัติให้คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดประกอบด้วยข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เป็นกรรมการ โดยมิได้ระบุคำว่าหรือ "ผู้แทน" ไว้ก็ตาม แต่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 เรื่องระเบียบบริหารราชการแผ่นดินบัญญัติให้ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งมอบหมายหรือมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนได้ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าวจึงมอบหมายให้ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งอื่นประชุมแทนได้และถือว่าการประชุมคณะกรรมการชอบด้วยกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:129/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้วจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากคดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้จำเลยต่อสู้อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยได้รับการยก ให้จากบิดามารดา จำเลยจึงมีสิทธิครอบครอง โดยชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1373,1465 และ 3271 บ้านวังพร้าวตำบลทุ่งงาม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง และให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1372,1469 และ 7221บ้านวังพร้าวตำบลทุ่งงาม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเล …
- ฎีกาที่ 1291/2536
เมื่อคำเบิกความของจำเลยในการพิจารณาคดีต่อศาลน่าจะเป็นความจริงทั้งจำเลยเบิกความดังกล่าว โจทก์ก็ได้ให้จำเลยดูคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยแล้ว จำเลยได้ยืนยันว่า คำให้การดังกล่าวไม่ตรงกับความจริง ความจริงเป็นดังที่จำเลยเบิกความต่อศาลแม้โจทก์จะมีพนักงานสอบสวนในคดีอาญาดังกล่าวมาเบิกความรับรองว่าจำเลยได้ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อจำเลยได้เบิกความต่อศาลโดยมีเหตุผลประกอบน่าเชื่อว่าเป็นความจริง จึงไม่อาจที่จะรับฟังว่าจำเลยได้เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
- ฎีกาที่ 1292/2536
จำเลยเป็นข้าราชการอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์และได้รับคำสั่งมอบหมายจากนายกเทศมนตรีให้ไปรับเงินจากศาลมามอบให้เทศบาล แม้จะไม่ใช่หน้าที่ตามตำแหน่งของจำเลยโดยตรง แต่เมื่อจำเลยได้รับมอบหมายให้จัดการแล้ว จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับเงินที่ได้รับมอบหมายนั้น เมื่อจำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147
- ฎีกาที่ 1293/2536
โจทก์ที่ 1 ผู้รับประกันภัยนำรถของโจทก์ที่ 2 ผู้เอาประกันภัยที่ถูกรถของฝ่ายจำเลยชนเสียหายไปให้อู่ซ่อมจนเสร็จ และโจทก์ที่ 1มอบรถให้โจทก์ที่ 2 รับไปเรียบร้อยแล้ว ความเสียหายที่โจทก์ที่ 2เจ้าของรถได้รับคือรถของตนบุบสลายเสียหายเพราะถูกฝ่ายจำเลยชนเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้สั่งให้อู่จัดการซ่อมและอู่ทำการซ่อมเสร็จเรียบร้อยจนกระทั่งส่งมอบให้โจทก์ที่ 2 รับไปแล้ว ดังนั้นโจทก์ที่ 1ก็ต้องมีความผูกพันที่จะต้องใช้ราคาซ่อมให้แก่อู่ตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ถือว่าโจทก์ที่ 1 ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนราคาค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ผู้ทำการซ่อม โจทก์ที่ 1จึงรับช่วงสิทธิของโจทก์ที่ 2 ที่มีต่อฝ่ายจำเลยแล้ว