ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 9 จาก 149
- ฎีกาที่ 1229/2536
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยให้คำรับรองต่อโจทก์ต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่าจะชำระหนี้แทน ส. ภายในวันที่ 30 เมษายน 2534และขอให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ โจทก์หลงเชื่อจึงถอนคำร้องทุกข์คำรับรองดังกล่าวจึงเป็นคำมั่นสัญญาที่จำเลยจะปฏิบัติในอนาคตขณะให้คำรับรองยังไม่ปรากฏว่าเมื่อถึงกำหนดตามคำรับรองแล้วจำเลยจะไม่ไปปฏิบัติตามคำรับรอง คำรับรองดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อความเท็จนอกจากจำเลยมีความตั้งใจมาแต่แรกขณะให้คำรับรองว่าจะไม่ปฏิบัติตามคำรับรองจึงจะถือได้ว่าจำเลยแสดงข้อความเท็จ แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีความตั้งใจมาแต่แรกขณะให้คำรับรองว่าจะไม่ปฏิบัติตามคำรับรอง ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:123/2536
ความว่า คดีนี้โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่พิพาท ไม่ครบกำหนดตามกฎหมายรายละเอียดปรากฏตามหนังสือบอกกล่าว โจทก์เอกสารหมาย จ.1,2 ซึ่งที่พิพาทจำเลยใช้ในการทำไร่อ้อย และปลูกอ้อยไว้ยังไม่ถึงฤดูการเก็บเกี่ยว การที่โจทก์ บอกกล่าวไม่พ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวและนำคดีมาฟ้องย่อมไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย โปรดวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นและ พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 111) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้เพิกถอนคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ ที่ดินตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1046/2531 ของศาลจังหวัดราชบุรีและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1466ตำบลหนองกลางนา อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พร้อมกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และห้าม จำเลยกับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงนี้อีกต่อไป กับให้ จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 2,600 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1231/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้มี ทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์ในข้อ ก. และ ข. เป็นการฎีกาโต้แย้ง ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ข้อ ก. ที่ว่าการที่นางสายทอง โยธาวงศ์ ยกที่พิพาทให้โจทก์โดยการส่งมอบโจทก์จึงมีสิทธิและเป็นเจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และข้อ ข. ที่ว่านางสายทองได้พูดสั่งเสียก่อนถึงแก่กรรมว่าที่นาพิพาทยกให้โจทก์แล้วอันเป็นคำกล่าวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ของตน ซึ่งศาลจะต้องรับฟัง แต่ศาลมิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 116) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์พิพาท ส่วนของนางสายทอง โยธาวงศ์ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1232/2536
ความว่า โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์ทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า การที่โจทก์ที่ 2มอบทองแก่จำเลยที่ 3 ไป ก็เพื่อยืนยันว่าโจทก์ที่ 2 ประสงค์จะทำการสมรสกับจำเลยที่ 3 การกระทำดังกล่าวเป็นการหมั้นหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 10,000 บาท และสินสอดจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 66) โจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 70) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 ขอจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรสาวของจำเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1233/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นเรื่องที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์และไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ตรงประเด็นนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยได้หยิบยกขึ้นมาต่อสู้ไว้ในชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว และปัญหาดังกล่าวเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 77) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 113,234.46 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 66,000 บาทนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเล …
- ฎีกาที่ 1238/2536
ได้ความแต่เพียงว่าระหว่างขนส่ง คนขับรถบรรทุกของจำเลยขับไปใกล้ถึงปลายทางได้เกิดเพลิงไหม้ตรงกลางคันรถใต้ผ้าใบคลุมสินค้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ปรากฏว่าเหตุเพลิงไหม้นั้นไม่อาจป้องกันได้เพราะเหตุใด และคนขับรถผู้ต้องประสบเหตุนั้นได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้นหรือไม่อย่างไร ยังถือไม่ได้ว่าเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย ลวดเชื่อมไฟฟ้าและเครื่องซักผ้าเป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่วไป มิใช่ของมีค่าที่มีคุณค่าอันมีลักษณะพิเศษทำนองเดียวกับเงินตรา ธนบัตร ธนาคารบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ประทวนสินค้า หรืออัญมณี ผู้ส่งสินค้าจึงไม่จำเป็นต้องบอกราคาในขณะส่งมอบแก่ผู้ขนส่ง ใบกำกับสินค้าที่จำเลยออกให้โจทก์มีข้อจำกัดความรับผิดว่าจำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ไม่เกิน 500 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ลงลายมือชื่อยินยอมรับรู้ในข้อจำกัด
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1238/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 เป็นการมีคำสั่งยืนตามคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลนี้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคแรกไม่รับฎีกาคำสั่ง จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างถึงประเด็นเหตุสุดวิสัยในการขอขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ไว้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับมิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นฎีกาคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 236 โปรดมีคำสั่งรับฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 1 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2534 ต่อมาเมื่อวันที่25 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์คำสั …
- ฎีกาที่ 1240/2536
จำเลยได้รับเงินเบี้ยประกันชีวิตไว้แทนโจทก์ เมื่อไม่ใช่รับไว้ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันชีวิตเพื่อนำไปมอบให้โจทก์แล้ว การที่จำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนอันแสดงถึงเจตนาทุจริต โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ การที่จำเลยนำเงินไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์กลางกรมบังคับคดีนั้น โจทก์ไม่ได้ตกลงด้วย จึงไม่เป็นการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป
- ฎีกาที่ 1240/2536
จำเลยได้รับเงินเบี้ยประกันชีวิตไว้แทนโจทก์ เมื่อไม่ใช่รับไว้ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันชีวิตเพื่อนำไปมอบให้โจทก์แล้ว การที่จำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนอันแสดงถึงเจตนาทุจริต โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ การที่จำเลยนำเงินไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์กลางกรมบังคับคดีนั้น โจทก์ไม่ได้ตกลงด้วย จึงไม่เป็นการยอมความตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป
- ฎีกาที่ 125/2536
คดีที่มีโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป เมื่อโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามข้อหาที่ให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษในข้อหานั้นไม่ได้ การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าฝิ่นของกลางเป็นของผิดกฎหมาย จำเลยยังรับจ้างขับรถยนต์บรรทุกฝิ่นให้ผู้ขายฝิ่น นำมาส่งให้แก่ผู้รับซื้อ จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน
- ฎีกาที่ 1251/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขังจำเลยทั้งสี่ระหว่างฎีกาผู้ประกันทำสัญญาประกันจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไปจากศาลชั้นต้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยทั้งสองนี้ได้ ศาลชั้นต้นปรับเต็มจำนวนตามสัญญาประกันคนละ 600,000 บาท ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 ยกฟ้องผู้ประกันนำตัวจำเลยที่ 3 มาส่งศาลและของด หรือลดค่าปรับ ศาลสอบถามถึงการชำระค่าปรับในส่วนที่เกี่ยวกับการประกันจำเลยที่ 2แล้ว ผู้ประกันขอชำระเงินค่าปรับ 300,000 บาท ส่วนที่เหลือขอผ่อนชำระเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจะครบ ศาลชั้นต้นให้รับเงินและผ่อนชำระได้ ดังนี้ เมื่อปรากฎว่าผู้ประกันทำสัญญาประกันจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นฉบับเดียวกันศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งปรับผู้ประกันเพราะผิดสัญญาประกันในคำสั่งเดียวกันได้ และเมื่อภายหลังผู้ประกันนำตัวจำเลยที่ 3 มาส่งศาล …
- ฎีกาที่ 1251/2536
ผู้ประกันทำสัญญาประกันจำเลยที่ 2 ที่ 3 ต่อศาลชั้นต้นเป็นฉบับเดียวกัน แล้วผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งปรับผู้ประกันในคำสั่งเดียวกันได้ และเมื่อภายหลังผู้ประกันนำตัวจำเลยที่ 3 มาส่งศาลหลังวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปรับผู้ประกัน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะมี คำสั่งลดจำนวนค่าปรับผู้ประกันเฉพาะจำเลยที่ 3 ลงโดยกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องชำระค่าปรับดังกล่าวภายใน 1 เดือน และต้องไม่ผิดนัดชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยมิฉะนั้นให้ปรับเต็มตามสัญญาประกันอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเกี่ยวพันกับการปรับผู้ประกันในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระค่าปรับกรณีผิดสัญญาประกันได้ตามที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 119 โดยไม่จำต้องแยกคำสั่งปรับผู้ประกันจำเลยที่ 2และที่ 3 ออกจาก กัน
- ฎีกาที่ 1251/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขังจำเลยทั้งสี่ระหว่างฎีกา ผู้ประกันทำสัญญาประกันจำเลยที่ 2ที่ 3 ไปจากศาลชั้นต้น ถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยทั้งสองนี้ได้ ศาลชั้นต้นปรับเต็มจำนวนตามสัญญาประกันคนละ 600,000 บาทต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 ยกฟ้องผู้ประกันนำตัวจำเลยที่ 3 มาส่งศาลและของดหรือลดค่าปรับ ศาลสอบถามถึงการชำระค่าปรับในส่วนที่เกี่ยวกับการประกันจำเลยที่ 2 แล้ว ผู้ประกันขอชำระเงินค่าปรับ 300,000 บาท ส่วนที่เหลือขอผ่อนชำระเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจะครบ ศาลชั้นต้นให้รับเงินและผ่อนชำระได้ ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าผู้ประกันทำสัญญาประกันจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นฉบับเดียวกัน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งปรับผู้ประกันเพราะผิดสัญญาประกันในคำสั่งเดียวกันได้ และเมื่อภายหลังผู้ประกันนำตัวจำเลยที่ 3มาส่งศาล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1254/2536
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าอุทธรณ์ โจทก์ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ในประเด็นที่ว่า การลงนามของจำเลย ในสัญญาว่าจ้างนายจิมแพทริค เป็นการลงนามโดยปราศจากอำนาจเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 58) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 2,056,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว(อันดับ 53) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 54) คำสั่ง คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยลงนามในสัญญาว่าจ้างนายจิมแพทริค …
- ฎีกาที่ 1257/2536
แม้ที่กล่องสินค้าของจำเลยทั้งสามจะมีคำว่า "MITA" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับสินค้าเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้นำคำดังกล่าวมาใช้อย่างเครื่องหมายการค้า และมิได้เขียนคำว่า "MITA"ในลักษณะเดียวกับของโจทก์ร่วม ประกอบกับที่กล่องสินค้าของจำเลยทั้งสามปรากฏป้ายชื่อบริษัทและที่อยู่ของจำเลยที่ 2 มิได้ระบุชื่อบริษัทโจทก์ร่วม ทั้งเมื่อกล่องสินค้าของจำเลยทั้งสามกับของโจทก์ร่วมแตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง และราคาสินค้าของจำเลยทั้งสามและของโจทก์ร่วมยังแตกต่างกันมาก จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามได้เสนอจำหน่ายสินค้าซึ่งมีชื่อหรือข้อความในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 272(1)
- ฎีกาที่ 1257/2536
การที่จำเลยที่ 1 พนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการได้นำสินค้าผงหมึกพิพาทไปเสนอจำหน่าย ต่อทางราชการ โดยระบุในใบเสนอราคาว่า เป็นอุปกรณ์สำหรับ ใช้กับเครื่องถ่ายเอกสาร MITA รุ่น DC-313Z เป็นการเสนอราคา สินค้าตรงตามความประสงค์ของทางราชการซึ่งมิได้ระบุว่าต้องการ ผงหมึกเฉพาะที่มีเครื่องหมายการค้า MITA เท่านั้น กล่องสินค้า ของจำเลยทั้งสามมีข้อความระบุชัดว่าเป็นสินค้าผงหมึก (TONER) ที่ใช้กับเครื่องถ่ายเอกสาร MITA(FORUSEINMITA) รุ่น DC-211 RE313Z และ 313Z แม้ที่กล่องสินค้าดังกล่าว จะมีคำว่า "MITA" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับสินค้าเครื่องถ่ายเอกสาร แต่จำเลยทั้งสามก็มิได้นำคำดังกล่าวมาใช้อย่างเครื่องหมายการค้า กล่าวคือ มิได้ระบุว่าผงหมึกของจำเลยทั้งสามเป็นผงหมึกที่มี เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมผงหมึกของจำเลยทั้งสาม เป็นผงหมึกที่ไม่ม …
- ฎีกาที่ 1257/2536
การที่จำเลยที่ 1 พนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3เป็นกรรมการผู้จัดการได้นำสินค้าผงหมึกพิพาทไปเสนอจำหน่ายต่อทางราชการ โดยระบุในใบเสนอราคาว่า เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องถ่ายเอกสาร MITAรุ่น DC - 313 Z เป็นการเสนอราคาสินค้าตรงตามความประสงค์ของทางราชการซึ่งมิได้ระบุว่าต้องการผงหมึกเฉพาะที่มีเครื่องหมายการค้า MITA เท่านั้น กล่องสินค้าของจำเลยทั้งสามมีข้อความระบุชัดว่าเป็นสินค้าผงหมึก (TONER)ที่ใช้กับเครื่องถ่ายเอกสาร MITA (FOR USE IN MITA) รุ่น DC - 211 RE313 Z และ 313 ZD แม้ที่กล่องสินค้าดังกล่าวจะมีคำว่า "MITA" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับสินค้าเครื่องถ่าย-เอกสาร แต่จำเลยทั้งสามก็มิได้นำคำดังกล่าวมาใช้อย่างเครื่องหมายการค้า กล่าวคือมิได้ระบุว่าผงหมึกของจำเลยทั้งสามเป็นผงหมึกที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมผงหมึกของจำเลยทั้งสามเป็นผงหมึกที่ไม่ …
- ฎีกาที่ 1259/2536
เหตุคัดค้านการเลือกตั้งข้อ (1) ผู้ร้องมิได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นสภาพแห่งข้อหาว่าเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งผู้ใด กรรมการตรวจคะแนนผู้ใดหรือเจ้าหน้าที่นับคะแนนผู้ใดนับบัตรเลือกตั้งหรือคะแนนการเลือกตั้งให้ผิดไปจากความจริง หรือรวมคะแนนผิดไปจากความจริง ผู้ร้องเพียงแต่กล่าวอ้างคลุม ๆ มาว่า กรรมการทุกคนทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตอำเภอแม่ลาน้อย กับกิ่งอำเภอปางมะผ้ากระทำการดังกล่าว ซึ่งแสดงถึงการคาดคะเนเอาเองของผู้ร้อง ที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการนับบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนให้ผู้ร้องเป็นบัตรเสียและลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบัตรดีนั้น ผู้ร้องก็มิได้บรรยายว่าลักษณะของบัตรเสียนั้นเป็นลักษณะเช่นใด เพราะตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522มาตรา 73 ได้กำหนดประเภทของบัตรเสียไว้ถึง 6 ชนิดบัตรเสียที่ผู้ร้องอ้างไม่ปรากฏว่าเป็นบัตรชนิดใดทั้งไม่มีรายละเอียดว่าบัตรเลือกตั้งที่ล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1263/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับฎีกาโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้ตรวจสำนวนเมื่อเจ้าหน้าที่ แจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทั้งสองอีกครั้งพบว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่ถึงสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงการที่ศาลสั่งให้รับฎีกาโจทก์ซึ่งมีทุนทรัพย์เพียงหนึ่งแสนบาท เป็นการสั่งโดยผิดหลง และไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาอาศัยอำนาจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้เพิกถอน คำสั่งรับฎีกาโจทก์ และมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า ทุนทรัพย์ในคดีนี้เกินสองแสนบาท เนื่องจากราคาที่ดินพิพาทในขณะนี้มีราคา 280,000 บาท ปรากฏหลักฐานตามหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินท้ายคำร้องนี้ และฎีกาของโจทก์ในเรื่องกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 82) โจทก์ …
- ฎีกาที่ 1264/2536
คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่า จะรับฟังได้แต่เพียงเป็นพยานประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นศาลเมื่อตามคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นศาลไม่มีผู้ใดเห็นว่าจำเลยกระทำผิด เพียงคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวย่อมไม่พอฟังลงโทษจำเลย โจทก์อ้างสำนวนคดีอาญาคดีอื่นของศาลชั้นต้น ซึ่ง ช.ถูกฟ้องว่าร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายในคดีนี้และผู้เสียหายเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า ช. กับจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้แต่คดีดังกล่าวจำเลยมิได้เป็นคู่ความอยู่ด้วย ทั้งผู้เสียหายมิได้เบิกความในคดีดังกล่าวต่อหน้าจำเลย จะนำมาฟังในคดีนี้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดด้วยหาได้ไม่