ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 15 จาก 149
- ฎีกาที่ 1410/2536
โจทก์ฎีกาว่า จำเลยชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดขอให้ลงโทษหนักขึ้น ปรากฏว่าขณะจำเลยกระทำผิดมิได้ใช้ยานพาหนะเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ภายหลังความผิดสำเร็จแล้วขณะจำเลยใช้ยานพาหนะ ศาลอุทธรณ์มิได้ลงโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 ตรี ด้วยเหตุดังกล่าวจึงชอบแล้ว แต่การที่จำเลยกระทำผิดโดยมีอาวุธปืน กรณีจึงต้องลงโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 ตรี
- ฎีกาที่ 1412/2536
เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์ก็มิได้ว่าจ้างให้ผู้ใดก่อสร้างโรงฝึกงานทันที กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลานานถึง 6 ปีเศษ โจทก์จึงมีส่วนผิดที่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยดังกล่าว ศาลชอบที่จะนำมาประกอบในการกำหนดค่าเสียหายได้
- ฎีกาที่ 1414/2536
การออกเช็คที่จะมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องมีหนี้ที่จะต้องชำระก่อน แล้วจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทโดยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงเป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653หาได้ไม่ การออกเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ที่บังคับไม่ได้ตามกฎหมายจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังแม้โจทก์จะรับโอนเช็คไว้และนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ก็ตาม จำเลยก็ย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1414/2536
ความว่า เนื่องด้วยจำเลยทั้งหกเป็นข้าราชการระดับสูงในกรมตำรวจ และจำเลยทั้งหมดล้วนแต่เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของโจทก์ มีอิทธิพลทางการเงินและหน้าที่การงานเป็นข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ มีอิทธิพลเหนือโจทก์ทุกอย่าง โจทก์เกรงว่า การเดินทางไปศาลจังหวัดนครปฐมเพื่อเบิกความต่อศาล ทั้งในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและสืบพยานโจทก์ และในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณา จะเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตของโจทก์ได้ทั้งนี้หลังจากที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ได้ถูกคุกคามข่มขู่ปองร้ายหมายเอาชีวิตหลายครั้งหลายหน จากกลุ่มจำเลย และในการเดินทางไปศาลนั้น ตลอดเส้นทางเอื้ออำนวยต่อการ ลอบปอง ร้ายเพราะจำเลยทุกคนเป็นตำรวจทางหลวงมีอิทธิพล ในเส้นทางดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุล่อแหลมต่อการเกิดเหตุร้าย เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งโจทก์ยังได้รับการตักเตือนจากผู้ใหญ่ ในวงการตำรวจที่หวังดีว่าให้ระมัดระวังตัวในการเดินทางไปศาลอาจถูกลอบปอง ร้ายได้ เพื่อป้องกัน เหตุร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1417/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา มีเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายลที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับโดยงดการขายทอดตลาด ที่ดินโฉนดเลขที่ 90644 พร้อมด้วยตึกสองชั้นและงดการ บังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 74-76) คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืน ให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลย 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ฯลฯ แต่ให้เอาเงินปันผล จำนวน 250,050 บาท หัวออกเสียก่อน เมื่อจำเลยได้รับชำระหนี้แล้วให้จำเลยมอบใบหุ้นของบริษัทสยามเครดิต จำกัด จำนวน10,000 หุ้นให้โจทก์ ถ้าส่งมอบไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาทแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ยื่น คำร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการบังคับคดีใหม่โดยขอให้จำเลยนำ ใบหุ้นมาวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:142/2536
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่จะพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับโบนัส หรือไม่มิได้พิจารณาจากการที่โจทก์พ้นสภาพการ เป็นลูกจ้างของจำเลยแล้วหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 70) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลย จ่ายค่าจ้างที่ค้างอยู่ 1 เดือน จำนวน 25,000 บาท และเงินโบนัสจำนวน 65,000 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับ ดังกล่าว (อันดับ 66) โจทก์ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 67) คำสั่ง คดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาท ไว้เพียง 2 ประเด็น คือ 1. จำเลยค้างจ่าย ค่าจ้างเดือนมกราคม 2535ตามฟ้ …
- ฎีกาที่ 1422/2536
คำว่า ชื่อ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081,1082หมายถึง ชื่อตัว ชื่อรอง หรือชื่อสกุล อันเป็นชื่อเต็มของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด มิใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดของชื่อหรือเป็นเพียงพยางค์หนึ่งของชื่อ เว้นแต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าชื่อบางส่วนหรือพยางค์หนึ่งของชื่อนั้นเป็นคำที่เรียกขานเป็นชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยที่ 4 เพียงแต่ยอมให้ห้างจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "วิ"ซึ่งเป็นพยางค์แรกของชื่อจำเลยที่ 4 ที่ชื่อว่า "วิริยะ"มาระคนเป็นชื่อ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า คำว่า"วิ" นั้น เป็นที่รู้กันทั่วไปหมายถึงชื่อของจำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวจึงยังไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081 และมาตรา 1082 วรรคแรกจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยอื่นรับผิดต่อโจทก์เพราะเหตุที่ได้ยอมให้ใช้คำว่า "วิ" มาระคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด
- ฎีกาที่ 1422/2536
คำว่า "ชื่อ" ในบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1081,1082 หมายถึง ชื่อตัว ชื่อรอง หรือชื่อสกุล อันเป็นชื่อเต็มของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมิใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดของชื่อ หรือพยางค์หนึ่งของชื่อ เว้นแต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าชื่อบางส่วนหรือพยางค์หนึ่งของชื่อนั้นเป็นคำที่เรียกขานเป็นชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดความผิดของห้างจำเลยที่ 1มีชื่อว่า "วิริยะ" เพียงแต่ยอมให้ห้างจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า"วิ" มาระคนเป็นชื่อห้าง โดยไม่ต้องปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า คำว่า "วิ" นั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหมายถึงชื่อของจำเลยที่ 4 จึงยังไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 4จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยอื่นรับผิดต่อโจทก์
- ฎีกาที่ 1423/2536
การที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความในกรณีคู่ความมรณะตามมาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมรณะในระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลนั้นเอง เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องถึงแก่กรรมระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลอุทธรณ์โดยไม่มีผู้อยู่ในฐานะที่จะรับมรดกความแทนและไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอให้หมายเรียกผู้ใดเข้ามาในคดีจนล่วงเลยกำหนดเวลา 1 ปี ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ซึ่งคดีดังกล่าวค้างพิจารณาอยู่ที่จะสั่งจำหน่ายคดี คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา แต่เป็นคำสั่งใด ๆ ที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจชี้ขาดได้ตามอำนาจที่มีอยู่และคำสั่งดังกล่าวอยู่ในบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดซึ่งต้องยื่นฎีกาภายในกำหนด 1เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งให้คู่ความฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาต …
- ฎีกาที่ 1425/2536
ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์เห็นว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง โจทก์จึงยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งและขอให้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดหน้าที่นำสืบใหม่ คำร้องโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2)กรณีมิใช่คำร้องที่จะต้องยื่นภายใน 8 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1425/2536
ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนโดยไม่ชอบวันนัดสืบพยานโจทก์โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดหน้าที่นำสืบใหม่โดยให้จำเลยเป็นฝ่ายนำสืบก่อน ดังนี้ ถือได้ว่าคำร้องของ โจทก์ดังกล่าวเป็นคำโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่กำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยไม่ชอบตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226(2) เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ มิใช่คำร้องที่จะต้องยื่นต่อศาลภายใน 8 วันตามมาตรา 27 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1427/2536
ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 บังคับใช้ โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497และตามกฎหมายใหม่ มาตรา 4 กำหนดโทษผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีโทษเบากว่าจึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาทนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษปรับจำเลยที่ 1 ใหม่
- ฎีกาที่ 1427/2536
ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 บังคับใช้ โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497และตามกฎหมายใหม่ มาตรา 4 กำหนดโทษผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีโทษเบากว่าจึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1เป็นเงิน 500,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษปรับจำเลยที่ 1 ใหม่
- ฎีกาที่ 1428/2536
บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 166 และ 181 ได้กำหนดหน้าที่ของโจทก์ว่า ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดี โจทก์จะต้องมาศาลตามนัดมิฉะนั้นก็ให้ศาลยกฟ้องเสีย เว้นแต่จะมีเหตุสมควรศาลจึงจะให้เลื่อนคดีไป บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วมิให้มีการประวิงคดี จึงกำหนดมาตรการดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์ไม่มาศาลเพราะทนายความจำเลยขอเลื่อนคดีไปโดยโจทก์ตกลงยินยอมกับทนายจำเลยไว้และโจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีได้เป็นการคาดคะเนของโจทก์ ไม่เป็นเหตุที่ศาลจะอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 166 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1428/2536
บทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 และ 181 ได้กำหนดหน้าที่ของโจทก์ว่า ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดี โจทก์จะต้องมาศาลตามนัดมิฉะนั้นก็ให้ศาลยกฟ้องเสีย เว้นแต่จะมีเหตุสมควรศาลจึงจะให้เลื่อนคดีไป บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วมิให้มีการประวิงคดี จึงกำหนดมาตรการดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์ไม่มาศาลเพราะทนายความจำเลยขอเลื่อนคดีไปโดยโจทก์ตกลงยินยอมกับทนายจำเลยไว้ และโจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ เป็นการคาดคะเนของโจทก์ ไม่เป็นเหตุที่ศาลจะอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1429/2536
คำสั่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ ต้องถือว่าคดีก่อนยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การที่โจทก์นำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้องจำเลยที่ 8 ถึงที่ 20 เป็นคดีนี้อีกจึงเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและคดีก่อนถึงที่สุด ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1429/2536
เมื่อคำสั่งของศาลที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด ก็ต้องถือว่าคดีก่อนยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาการที่โจทก์นำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีอีกจึงเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) แม้ต่อมาคดีก่อนถึงที่สุดโดยศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องก็หาทำให้ฟ้องคดีหลังซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่
- ฎีกาที่ 1429/2536
คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ ต้องถือว่าคดีก่อนยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การที่โจทก์นำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้องจำเลยที่ 8 ถึงที่ 20เป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1)แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและคดีก่อนถึงที่สุด ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1432/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248ไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า กรณีพิพาทในคดีนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลที่สั่งหลังจากได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่เกี่ยวข้องกับทุนทรัพย์ที่พิพาท และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามฎีกาไว้ ฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 และปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกาก็เป็นปัญหาอันควรสู่ศาลสูงวินิจฉัยเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ตีความในคำพิพากษาของศาล โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 276) คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนรถแทรกเตอร์แก่ โจทก์หรือใช้ราคา ศาลฎีกาพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยคืน รถแทรกเตอร์แก่โจทก์หรือใช้ราคา 150,000 บาท จำเลยขอปฏิบัติ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1432/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงและคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 ไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า กรณีพิพาทในคดีนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ฎีกาคัดค้าน คำสั่งศาลที่สั่งหลังจากได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่เกี่ยวข้องกับทุนทรัพย์ที่พิพาท และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามฎีกาไว้ ฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 และปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกาก็เป็นปัญหาอันควรสู่ศาลสูงวินิจฉัยเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ตีความในคำพิพากษาของศาล โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 276) คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนรถแทรกเตอร์แก่โจทก์หรือใช้ราคา ศาลฎีกาพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยคืนรถแทรกเตอร์แก่โจทก์หรือใช้ราคา 150,000 บาท จำเลยขอปฏิบัติตา …