ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 14 จาก 149
- ฎีกาที่ 138/2536
จำเลยรับว่าจำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายไว้ เพราะไม่มีเงินมาชำระจนต้องบอกขายที่ดินของจำเลย แต่ก็ยังขายไม่ได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ ศาลจึงมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 60
- ฎีกาที่ 138/2536
จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายไว้เพราะไม่มีเงินมาชำระเนื่องจากบอกขายที่ดินแล้วยังขายไม่ได้ ศาลย่อมมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายได้.
- ฎีกาที่ 138/2536
จำเลยรับว่าจำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายไว้เพราะไม่มีเงินมาชำระจนต้องบอกขายที่ดินของจำเลย แต่ก็ยังขายไม่ได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ ศาลจึงมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 60
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1380/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ และเมื่อพิจารณาฎีกาของจำเลยแล้วเห็นว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในข้อ 2.(1) เป็นการฎีกาเกี่ยวกับการแปลความหมายหรือตีความในสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.3 จ.4 และ จ.5 ส่วนฎีกาในข้อ 2.(2) นั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดกระบวนพิจารณากล่าวคือศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.3 จ.4 และ จ.5 และฎีกาในข้อ 2.(3)เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลง แก้ไขเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.5 ฎีกาของจำเลยทุกข้ …
- ฎีกาที่ 1387/2536
การประเมินเรียกเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ทวิจะต้องประเมินก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 17และมาตรา 84 เว้นแต่อธิบดีหรือรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรตามความจำเป็นให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 3 อัฏฐการที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลย ประเมินเรียกเก็บภาษีการค้าดอกเบี้ยค้างรับที่เกิดขึ้นสำหรับวันที่ 1 มกราคม 2527ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2528 จากโจทก์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2531จึงเป็นการประเมินหลังจากพ้นกำหนดเวลายื่นรายการการค้าสำหรับเดือนภาษีในปี พ.ศ. 2527 และ 2528 เป็นการประเมินย้อนหลังมิใช่กรณีประเมินล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ทั้งไม่ปรากฏว่ารอบระยะเวลาบัญชี ปี พ.ศ. 2527 และ 2528 ได้มีประกาศของอธิบดีหรือรัฐมนตรีให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการแต่อย่างใด การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมิชอบขัดต่อบทบัญญัติ มาตรา 18 ทวิ
- ฎีกาที่ 1388/2536
จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อความในเอกสารหมาย จ.9ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นดังที่จำเลยอุทธรณ์ และอุทธรณ์ต่อไปอีกว่า แต่โจทก์ไม่สามารถทำงานได้ตามนั้น จึงไม่มีสิทธิรับเงิน แม้จะเป็นอุทธรณ์เรื่องตีความเอกสาร แต่จำเลยก็ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินค่าตอบแทนเพราะไม่สามารถทำงานตามข้อตกลงในเอกสารได้ อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางฟังมา เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯมาตรา 54
- ฎีกาที่ 139/2536
การแปรรูปไม้พยุงที่แปรรูปมาแล้วจากไม้ซุงหรือไม้ท่อนที่มิใช่เป็นการกระทำเพื่อการค้าไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 50(2) คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนที่ให้การว่าจำเลยได้ทำการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่ใช่คำให้การรับสารภาพ ในความผิดฐานแปรรูปไม้เพื่อการค้า
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1391/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับไว้ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่าศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ไว้ไม่ชอบขอให้เพิกถอนคำสั่งและสั่งใหม่เป็นไม่รับหรือยกฎีกาโจทก์ศาลชั้นต้นสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เพราะตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์แสดงให้เห็นว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองเห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์เพียง 70,000 บาทโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยไม่มีการรับรองหรือได้รับอนุญาตให้ฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่โปรดมีคำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นแล้วสั่งใหม่เป็นไม่รับหรือยกฎีกาของโจทก์ หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 82) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 156 หน้า 32เล่ม 25 ตำบลหัวเรือ อำเภอเมือ …
- ฎีกาที่ 1392/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138,140 วรรคสอง,309 วรรคสอง กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามมาตรา 142 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 140 วรรคสอง จำคุกคนละ 3 ปี และลงโทษตามมาตรา 142 จำคุกคนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง,140 วรรคแรก ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 140 วรรคแรก จำคุกคนละ 1 ปี รวมกับโทษฐานอื่นแล้วคงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งหมายความว่าความผิดกระทงแรกศาลอุทธรณ์ภาค 2ยังคงปรับบทลงโทษตามมาตรา 309 วรรคสอง ด้วย และความผิดกระทงหลังก็ยังคงปรับบทลงโทษและกำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ความผิดกระทงแรกศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาระบุวรรคและแก้วรรคมาด้วยนั้ …
- ฎีกาที่ 1392/2536
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1392/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1ฎีกาอย่างคนอนาถาได้โดยยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 นำค่าขึ้นศาลฎีกาในส่วนที่ไม่ได้ รับยกเว้นมาวางศาลภายใน 15 วันนับแต่วันนี้ มิฉะนั้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า กิจการโรงแรมของจำเลยที่ 1 เป็นกิจการ ขนาดเล็กและในปัจจุบันต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักรายได้ที่ได้รับก็นำมาใช้จ่ายในกิจการโรงแรมจำเลยที่ 1 จนหมด ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่จะนำมาจำหน่ายเพื่อที่จะนำมา ชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาล ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ชำระ กึ่งหนึ่งเป็นเงินถึงหนึ่งแสนบาทเศษได้ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ใน ฐานะยากจนไม่มีเงินพอที่จะนำมาชำระค่าฤชาธรรมเนียมใน ชั้นฎีกาได้เลย โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาอย่าง คนอนาถา โดยยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่ง …
- ฎีกาที่ 1395/2536
จำเลยฟ้องขอให้บังคับให้โจทก์รับเงินที่จำเลยกู้มาจำนวน16,000 บาทคืน และส่งมอบที่นาจำนวน 22 ไร่คืนแก่จำเลยเท่านั้นการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบหลักฐานเกี่ยวกับที่นาดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยด้วยนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอของจำเลย
- ฎีกาที่ 140/2536
คืนเกิดเหตุ ป. ยืนอยู่ริมถนนข้างทาง จำเลยถืออาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นของ ป. เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจส่องไฟสปอทไลท์จำเลยส่งอาวุธปืนคืน ป. และ ป. โยนอาวุธปืนทิ้งไปที่ป่าหญ้าข้างทาง การที่จำเลยถืออาวุธปืนในมือในขณะที่ ป. ยืนอยู่ ณ ที่นั้นถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับ ป. กระทำผิด จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 37
- ฎีกาที่ 1403/2536
บรรยายฟ้องว่าจำเลยทำเอกสารปลอมเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงนั้น เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว ไม่จำต้องบรรยายด้วยว่า ผู้หนึ่งผู้ใดนั้นเป็นใครหรือชื่ออะไร
- ฎีกาที่ 1403/2536
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง หาจำต้องบรรยายด้วยว่าผู้หนึ่งผู้ใดนั้นเป็นใครหรือชื่ออะไรคำฟ้องของโจทก์ก็สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว จำเลยกรอกข้อความและลงลายมือชื่อในช่องพนักงานเก็บเงินของกรุงเทพมหานคร และลงลายมือชื่อปลอมพร้อมประทับตราของบุคคลอื่นลงในใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยปราศจากอำนาจจึงเป็นการปลอมเอกสาร
- ฎีกาที่ 1403/2536
บรรยายฟ้องว่าจำเลยทำเอกสารปลอมเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงนั้น เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิะพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) แล้ว ไม่จำต้องบรรยายด้วยว่า ผู้หนึ่งผู้ใดนั้นเป็นใครหรือชื่ออะไร
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1406/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงและไม่ได้รับรองจากผู้พิพากษาจึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในข้อ 3 และข้อ 4 เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งโจทก์ได้ฎีกาในประเด็นว่า คำให้การของจำเลย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และเมื่อจำเลย ให้การว่าโจทก์คบคิดกันฉ้อฉล จำเลยต้องนำสืบให้ได้ความด้วยตนเองจำเลยจะนำคำพยานของโจทก์ไปเพื่อให้ศาลรับฟังข้อพิรุธแทนการนำสืบตามหน้าที่ของตนไม่ได้ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่อาจทำให้จำเลยแพ้คดีโจทก์ได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ไว้พิจารณาต่อไป หมายหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็ค จำนวน 141,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2529เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1407/2536
ความว่า จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์เกินกว่า 50,000 บาท และจากการที่ได้นำพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 224 มาใช้บังคับ ซึ่งคดี อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นนั้น เป็นการออกกฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษแก่จำเลย ทั้งยังขัดต่อความสงบเรียบร้อย อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สมควรจะเสนอศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ต่อไป ขอศาลฎีกาโปรดพิจารณาและมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลย เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 116) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 329ตำบลทับช้าง ตา …
- ฎีกาที่ 1408/2536
การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปบ้านผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยจำเลยที่ 1 ถือพร้ายืนคุมเชิงอยู่ที่บันไดบ้าน และจำเลยที่ 2ใช้มีดกดคอและใช้ปืนจี้ศีรษะผู้เสียหายแล้วขู่ว่าจะยิงหากขัดขืนจะถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายยังไม่ได้ จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควร ตามมาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวมาด้วย แต่ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ดังนี้ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 365 ประกอบมาตรา 364 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคห้าได้
- ฎีกาที่ 1410/2536
จำเลยขอเงินผู้เสียหาย 1,000 บาท ผู้เสียหายว่าไม่มี จำเลยจึงชี้ไปที่สร้อยคอของผู้เสียหายพร้อมกับเปิดชายเสื้อให้ดูอาวุธปืนสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวจำเลย จากนั้นจำเลยก็กระชากสร้อยคอผู้เสียหายหลุดติดมือไป ผู้เสียหายแย่งคืนได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง โดยมีอาวุธปืน กรณีจึงต้องระวางโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 ตรี