ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 20 จาก 149
- ฎีกาที่ 1542/2536
จ.มิได้ยกที่ดินมีโฉนดเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยเมื่อจ.ถึงแก่กรรมที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกได้แก่ทายาทคือ โจทก์ทั้งสองและจำเลยกับบุตรคนอื่นรวม 8 คนการที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดดังกล่าวได้ครอบครองที่ดินแปลงนั้นต่อมาหลังจากจ.ถึงแก่กรรมถือได้ว่าจำเลยได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสองและทายาทคนอื่นของจ.ด้วย แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินแปลงนั้นมานานเท่าใดที่ดินแปลงนั้นก็หาได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียวไม่โจทก์ทั้งสองและทายาทอื่นของ จ.ย่อมมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเฉพาะส่วนของจ.อยู่คนละ 1 ใน 8 ส่วน คำสั่งศาลที่แสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของ จ.จึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสอง
- ฎีกาที่ 1542/2536
จ.มิได้ยกที่ดินมีโฉนดเฉพาะส่วนของตนให้จำเลย เมื่อ จ.ถึงแก่กรรมที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกได้แก่ทายาทคือ โจทก์ทั้งสองและจำเลยกับบุตรคนอื่นรวม 8 คน การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดดังกล่าวได้ครอบครองที่ดินแปลงนั้นต่อมาหลังจาก จ.ถึงแก่กรรม ถือได้ว่าจำเลยได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสองและทายาทคนอื่นของ จ.ด้วย แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินแปลงนั้นมานานเท่าใด ที่ดินแปลงนั้นก็หาได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียวไม่ โจทก์ทั้งสองและทายาทอื่นของ จ.ย่อมมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเฉพาะส่วนของ จ.อยู่คนละ 1 ใน 8 ส่วน คำสั่งศาลที่แสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของ จ. จึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสอง
- ฎีกาที่ 1543/2536
เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรมที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 กับบุตรคนอื่นรวม 8 คนซึ่งเป็นทายาท การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดดังกล่าวครอบครองที่ดินต่อมา ต้องถือว่าครอบครองแทนโจทก์ทั้งสองและทายาทคนอื่น จะครอบครองนานเท่าใดก็หาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวไม่ คำสั่งศาลในคดีแพ่งที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสอง ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดดังกล่าวทั้งแปลงไปให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อ โดยโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมมิได้ยินยอมด้วยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1361 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 2 จะทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตสัญญานั้นก็ไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าซื้อในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้ แม้โจทก์ทั้งสองกำลังฟ้องเ …
- ฎีกาที่ 1543/2536
เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรมที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 กับบุตรคนอื่นรวม 8 คน ซึ่งเป็นทายาทการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวครอบครองที่ดินต่อมา ถือว่าครอบครองแทนโจทก์ทั้งสองและทายาทคนอื่น แม้จะครอบครองนานเท่าใดก็หาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวไม่ คำสั่งศาลในคดีแพ่งที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงไปให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อ โดยโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมมิได้ยินยอมด้วยจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.พ.พ.มาตรา 1361 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 2 จะทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตสัญญานั้นก็ไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าซื้อในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้ แม้โจทก์ทั้งสองกำลังฟ้องเรียกที่ดินจากจำเลยที่ 1และศาล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1546/2536
ความว่า จำเลยฎีกา บัดนี้จำเลยได้ถึงแก่กรรมแล้วผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม และเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลย มีความประสงค์ที่จะขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ เพื่อดำเนินคดีต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 103) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท ให้โจทก์ในราคารวม 570,675 บาท หากจำเลยไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาผลของคำพิพากษามาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีก 40,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้ โจทก์ 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 91) ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 101) คำสั่ง อนุญาตให้นางบุญช่วย มากเปี่ยม ผู้ร้อง เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ตามคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1547/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีของโจทก์มีเหตุผลที่จะชนะคดีโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 180) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4275 เลขที่ดิน 16 ตำบลนนทรีอำเภอกบินทร์บุรีจังหวัดปราจีนบุรี แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนให้โจทก์ถ้าจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 175,174) คำสั่ง กรณีเป็นเรื่องโจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 พิเคราะห์แล้วเห็นเป็นการสมควรจึงห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1550/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 20 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ มีสิทธิยื่นได้ในวันที่ 21 มิถุนายน 2536 แต่มายื่นในวันนี้เกินกว่ากำหนดฎีกา จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอถ่ายสำเนา เอกสารประกอบในการเขียนฎีกาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2536 แต่เพิ่งได้รับเอกสารดังกล่าวเมื่อใกล้ครบกำหนดยื่นฎีกา และทนายจำเลยเกิดเจ็บป่วยลง จำเลยทั้งสองจึงไม่สามารถ ยื่นฎีกาได้ในกำหนด ส่วนคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาลงวันที่ 23 มิถุนายน 2536 เนื่องจากทนายจำเลยเร่ง รีบมายื่นฎีกา ถึงมิได้นำคำร้องดังกล่าวมายื่นพร้อมฎีกา มิได้มีเจตนาจะ ไม่ยื่นคำร้องดังกล่าว ประกอบกับฎีกาของจำเลยมีทางชนะคดี โจทก์ได้ โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์, โจทก์ร่วม ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายวิเชียรธุระมะฉัยยาผ …
- ฎีกาที่ 1551/2536
โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถึงการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ซึ่งเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ13 โดยชัดแจ้งแล้ว การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514ข้อ 13 จึงหมายถึงโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 ทวิ ที่เพิ่มเติมขึ้นมานั่นเอง เพียงแต่อ้างบทกฎหมายไม่ชัดเจนเท่านั้น
- ฎีกาที่ 1551/2536
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถึงการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา 336 ทวิ ซึ่งเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 13 โดยชัดแจ้งแล้ว การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน2514 ข้อ 13 ก็คงหมายถึง ป.อ.มาตรา 336 ทวิ ที่เพิ่มเติมขึ้นมานั่นเอง เพียงแต่โจทก์อ้างบทกฎหมายไม่ชัดเจนเท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับคำบรรยายฟ้องแล้วเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ซึ่งเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 13
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1551/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง และทาวน์เฮาส์ พิพาทมีค่าเช่าได้ ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 559เรื่องกำหนดเวลาชำระค่าเช่า เรื่องสถานที่ชำระค่าเช่าตามมาตรา 324 และเรื่องการชำระหนี้จะต้องทำอย่างไร ตามมาตรา 331 และมาตรา 333 กับประเด็นเรื่องคำวินิจฉัยของศาลขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(2) หรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย และปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ โจทก์ได้หยิบยกขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้นำมาพิจารณาวินิจฉัยให้โจทก์โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 83) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยและบริวารออกไป จากทาวน์เฮาส์ห้องเลขที่1379/51ซอยประด …
- ฎีกาที่ 1552/2536
ที่พิพาทรายนี้ยังคงโต้เถียงความเป็นเจ้าของกันอยู่โจทก์กับบิดาจำเลยต่างก็อ้างว่าซื้อที่พิพาทมาจาก ป.ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1826/2532ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ก็ถูก ป. ฟ้องว่าปลอมหนังสือมอบอำนาจและนำไปใช้จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทเป็นของตนโดยไม่ชอบขอให้ลงโทษฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่พิพาททั้งสองแปลงอีกด้วยป. เพิ่งจะถอนฟ้องและยอมให้ที่พิพาทเป็นของโจทก์เพราะโจทก์ชำระเงินให้จำนวน 50,000 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพียง 6 วัน เช่นนี้จึงฟังไม่ได้ความแน่ชัดว่าขณะเกิดเหตุที่พิพาทเป็นของโจทก์ ที่จำเลยเข้าไปไถที่พิพาทก็ปรากฏว่า บิดาจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อที่พิพาทจาก ป. ให้จำเลยทำ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก
- ฎีกาที่ 1552/2536
ที่พิพาทรายนี้ยังคงโต้เถียงความเป็นเจ้าของกันอยู่ โจทก์กับบิดาจำเลยต่างก็อ้างว่าซื้อที่พิพาทมาจาก ป. ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1826/2532 ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ก็ถูก ป.ฟ้องว่าปลอมหนังสือมอบอำนาจและนำไปใช้จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทเป็นของตนโดยไม่ชอบขอให้ลงโทษฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่พิพาททั้งสองแปลงอีกด้วย ป.เพิ่งจะถอนฟ้องและยอมให้ที่พิพาทเป็นของโจทก์เพราะโจทก์ชำระเงินให้จำนวน 50,000 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพียง 6 วัน เช่นนี้จึงฟังไม่ได้ความแน่ชัดว่าขณะเกิดเหตุที่พิพาทเป็นของโจทก์ ที่จำเลยเข้าไปไถที่พิพาทก็ปรากฏว่า บิดาจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อที่พิพาทจาก ป.ให้จำเลยทำ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1552/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับไว้ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท เมื่อผู้พิพากษา ที่นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์มิได้ทำความเห็นแย้ง และผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ รับรองให้ฎีกา อีกทั้งมิได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากอธิบดี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ไปนั้นผิดระเบียบโปรดสั่งแก้ไขคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เสียใหม่ หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่ วันฟ้อง (9 กรกฎาคม 2533) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระ ให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1553/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกา ปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218,219 ส่วนฎีกาที่อ้างว่าเป็นข้อกฎหมายนั้น เป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ตามมาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็น ผู้กระทำความผิดแต่ทางพิจารณาปรากฏว่าบุตรของจำเลยกับพวก เป็นผู้กระทำ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่าง กับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิด และการ กระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ล้วนเป็นฎีกาใน ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ ว่ากล่าวกันมาแต่ในศาลชั้นต้น ก็เป็นข้อยกเว้นให้ฎีกาได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 63) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมา …
- ฎีกาที่ 1554/2536
การที่พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9,11 กำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์และให้พนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์พ้นจากตำแหน่งนั้น เป็นการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจโดยทั่ว ๆ ไป เมื่อพนักงานรัฐวิสาหกิจคนใดอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งขาดคุณสมบัติที่จะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต่อไป รัฐวิสาหกิจผู้เป็นนายจ้างก็ต้องดำเนินการให้พนักงานรัฐวิสาหกิจเช่นว่านั้นพ้นจากตำแหน่งซึ่งเรียกกันว่าให้พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุดังที่จำเลยปฏิบัติต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสาม ซึ่งการที่จำเลยให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุดังกล่าวจะเป็นการเลิกจ้างหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยใ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1554/2536
ความว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาบัดนี้ ผู้ร้องสอดได้ถึงแก่กรรม ผู้ร้องเป็นบุตรของผู้ร้องสอดมีความประสงค์ขอเข้ารับมรดกความแทนที่ โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 116) จำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 112) ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความ ขอให้ศาลสั่งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 57(1) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 33 ถึง 36 ไร่ ตั้งอยู่ตำบลบัวชุมอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรีทิศเหนือจดที่นางอิ่มทิศใต้จดที่นายย่วย ทิศตะวันออกจดที่นายเลิศ ทิศตะวันตกจดที่นางทึมหรือทึงเป็นของนายสมบุญน้อยนิล ผู้ร้องสอด ส่วนคำขอของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา (อันดับ 91) ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จ และส่งไปศาลชั้นต้นเพื่อ อ่านให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1562/2536
ความว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้โจทก์ทั้งสาม เป็นเงิน 200,000 บาท และโจทก์ทั้งสามไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยทั้งสองอีก จำเลยที่ 1 จึงขอถอนฎีกาที่ได้ยื่นไว้ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงิน ให้โจทก์ทั้งสามเรียบร้อยแล้ว และไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆจากจำเลยอีก และขอถอนฟ้อง (อันดับ 88) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,000 บาทพร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2525 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม คำขอของโจทก์ทั้งสามนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสามกรณีจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 570,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2525 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา (อันดับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1564/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยทั้งสองไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีนี้อีกต่อไป จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงท้ายคำร้องว่าไม่คัดค้าน(อันดับ 148,149) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน2,453,842.64 บาท ให้แก่โจทก์ และหนี้จำนวนดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงินจำนวน 1,816,450 บาท และให้จำเลยทั้งสองเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในต้นเงิน 2,054,520.26 บาท ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในต้นเงิน 1,500,000 บาท นับแต่วันถัดจาก วันฟ้อง (30 มิถุนายน 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ก็ให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 93582,93583 เลขที่ดิน 1466,1467พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 อยู่ที่ตำบลบางตลาดอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ไม่เกินวงเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1565/2536
ความว่า เนื่องจากโจทก์ได้ถึงแก่กรรมลงแล้ว ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งเรียก นางละม่อม ไชยพัฒน์ ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะเพื่อ ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินบริเวณพื้นที่กรอบสีเขียว ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.10 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้จำเลย ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (1 ตุลาคม 2530) ไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยฎีกา (อันดับ 138) ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จและส่งไปศาลชั้นต้นเพื่ออ่าน ให้คู่ความฟังแล้วระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลย ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 132) ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนแล้ว นางละม่อม ไชยพัฒน์ แถลงรับว่าเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จริง และประสงค์จะขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ผู้มรณะ ศาลชั้นต้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1567/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายที่สมควรให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 55) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรก,67 ที่แก้ไขแล้วฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง วางโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 54) ทนายจำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 55) คำสั่ง จำเลยฎีกาขอรอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง