ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 21 จาก 149
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1568/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยมีเนื้อหาเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย 3 ข้อ ในอุทธรณ์ของจำเลย เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ มิได้ปฏิบัติตามกระบวนพิจารณาว่าด้วยการชี้ขาดตัดสินคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142, 242,243,246 อันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 56) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 11,407.88 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 10,000 บาท นับถัดแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 54) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 56) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1569/2536
ความว่า ผู้ร้องฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาผู้ร้อง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาผู้ร้อง ผู้ร้องเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรค 3 ห้ามบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น เมื่อผู้ร้องเป็นบริวารของนายจินดาเกตุปัญญา ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมซึ่งมิใช่ผู้ถูกฟ้องขับไล่ ฎีกาของผู้ร้องจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของผู้ร้อง ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายจินดาเกตุปัญญายื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาท และให้ชำระเงินจำนวน 15,704.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่า ชำระเสร็จ ต่อมาโจทก์ข …
- ฎีกาที่ 157/2536
โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว เป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจากให้ออกเป็นลดขั้นเงินเดือน 4 ขั้น จึงถือได้ว่าการลงโทษทางวินัยในข้อหาที่เป็นการกระทำผิดแก้ไขเพิ่มเติมใบเสนอราคาขายเป็นที่สุดโดยโจทก์และจำเลยต่างพอใจในการลงโทษไปแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏต่อมาว่า จำเลยได้ร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์ในการกระทำครั้งเดียวกับความผิดทางวินัยเป็นมูลความผิดทางอาญาอีก และศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์ได้กระทำผิดตามข้อหาก็ตาม ก็เป็นความรับผิดทางอาญาของโจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแยกพิจารณาจากความผิดทางวินัยของโจทก์ได้ เมื่อผลของคดีอาญาไม่ทำให้โจทก์ไม่มีคุณสมบัติการเป็นพนักงานของจำเลยต่อไปจำเลยก็จะนำเอาการกระทำอันเดียวกันซึ่งโจทก์ถูกลงโทษทางวินัยไปแล้ว และเป็นเหตุซ้ำซ้อนเหตุเดียวกันมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์อีกไม่ได้.
- ฎีกาที่ 157/2536
ลูกจ้างได้อุทธรณ์คำสั่งของนายจ้างที่ลงโทษ ให้ออกจนเป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจากให้ ออกเป็นลดขั้นเงินเดือน 4 ขั้น ถือว่าการลงโทษทาง วินัยดังกล่าวเป็นที่สุดโดยลูกจ้างและนายจ้างต่างพอใจ ในการลงโทษไปแล้วแม้ต่อมานายจ้างจะได้ร้องทุกข์ กล่าวหาลูกจ้างในการกระทำครั้งเดียวกัน ความผิดทางวินัยเป็นมูลความผิดทางอาญาอีก และศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ลูกจ้างได้กระทำผิด ตามข้อหาก็ตาม ก็เป็นความรับผิดทางอาญาของลูกจ้าง เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งแยกพิจารณาจากความผิดทางวินัย ของลูกจ้างได้ เมื่อผลคดีอาญาไม่ทำให้ลูกจ้างไม่มีคุณสมบัติการเป็นพนักงานของนายจ้าง นายจ้างก็จะนำเอาการกระทำอันเดียวกันซึ่งลูกจ้างถูกลงโทษทางวินัยไปแล้วและเป็นเหตุซ้ำซ้อนเหตุเดียวกันมาเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างอีกไม่ได้ ศาลแรงงานพิพากษา ให้นายจ้างรับลูกจ้างนั้นเข้าทำงานต่อไปได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1571/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา บัดนี้โจทก์และจำเลยทั้งสอง ตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยทั้งสองแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 83,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2531 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน จำเลยทั้งสองฎีกา (อันดับ 87) โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 125) คำสั่ง การขอถอนฟ้องคดีแพ่งจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โจทก์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในชั้นฎีกาไม่ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1576/2536
ความว่า โจทก์ได้ยื่นคำแก้ฎีกาไว้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 แต่โจทก์ตรวจพบว่าตามคำแก้ฎีกาเดิมยังบกพร่องอยู่บางประการ จึงขอแก้ไขและเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คำแก้ฎีกาเดิม ข้อ 1 ย่อหน้าที่ 1 บรรทัดแรก ย่อหน้าที่ 2 บรรทัดที่ 6 และ 8 ย่อหน้าที่ 3 บรรทัดแรก ย่อหน้าที่ 4 บรรทัดที่ 5 จากคำว่า อุทธรณ์ แก้เป็น ฎีกา และคำแก้ฎีกาเดิม ข้อ 1 ย่อหน้าที่ 4 บรรทัดที่ 2 จากข้อความที่ว่า โดยให้โจทก์จัดการรื้อถอน แก้เป็น โดยให้จำเลยจัดการรื้อถอนสิ่งรบกวน และบรรทัดที่ 7 จากคำว่า จำเลยที่ 1 แก้เป็น จำเลยที่ 3 ส่วนข้อความอื่น ตามคำแก้ฎีกาเดิมขอให้คงไว้ตามเดิม โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อกำแพงด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกที่ปิดกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 10266แขวงบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร กับให้รื้อหลังคาที่คร่อมที่ดินโฉนดเลขที่ 10266 แขวงบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน …
- ฎีกาที่ 1577/2536
แม้ผู้ร้องสอดจะมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้ก็ตาม แต่ได้ความตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องแถวพิพาท และจำเลยได้ส่งมอบห้องแถวพิพาทให้แก่โจทก์ อีกทั้งจำเลยไม่ได้อยู่ในห้องแถวพิพาทอีกต่อไปแล้ว ซึ่งผู้ร้องสอดมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าไม่เป็นความจริงข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าว ดังนี้ หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมด ก็จะทำให้คดีดังกล่าวข้างต้นต้องล่าช้าไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดไปฟ้องเป็นคดีใหม่ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
- ฎีกาที่ 1577/2536
ศาลชั้นต้นได้พิพากษาขับไล่จำเลยทั้งหมดและบริวารออกจากห้องแถวพิพาท และจำเลยทั้งหมดได้ออกจากห้องแถวพิพาทแล้ว ดังนั้นแม้ผู้ร้องสอดจะมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้ก็ตามแต่การที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้น อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมดก็จะทำให้คดีล่าช้าไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี จึงสมควรให้ผู้สอดไปฟ้องเป็นคดีใหม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1577/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาทรัพย์พิพาทไว้เป็นเงิน 180,000 บาท ปรากฏตามบัญชีทรัพย์ ที่ยึด ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2525 มิใช่ราคา 200,000 บาทดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ต้องถือว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์เพียง180,000 บาทเท่านั้น โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงไม่ได้จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ตามบัญชีทรัพย์ที่ยึดเป็นราคาประเมินเฉพาะที่ดิน ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคือบ้านซึ่งมีราคา20,000 บาท ดังนั้นทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงมีราคา 200,000 บาทซึ่งโจทก์ก็ ได้เสียค่าขึ้นศาลในราคาทุนทรัพย์นี้ เมื่อทุนทรัพย์มีราคา 200,000 บาท โจทก์จึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ผู้ร้องได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 112) คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึง ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบ …
- ฎีกาที่ 158/2536
ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยโจทก์ข้อหากระทำผิดวินัยเท่านั้น จำเลยจะมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์หรือไม่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะนำมาพิจารณาในชั้นนี้ โจทก์จะมีความผิดหรือไม่ก็ต้องรอฟังผลการสอบสวนก่อน กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง.
- ฎีกาที่ 158/2536
ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยโจทก์ทั้งสองข้อหากระทำผิดวินัยเท่านั้น จำเลยทั้งสองจะมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะนำมาพิจารณาในชั้นนี้ โจทก์ทั้งสองจะมีความผิดหรือไม่ก็ต้องรอผลการสอบสวนก่อน กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1581/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีเป็นการ ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายไม่ ซึ่งต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า การที่จำเลยฎีกาว่าตามข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังยุติว่าจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ ดูแลรักษาต้นไม้นั้น ไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดิน จึงยังไม่เป็น การยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 168) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสาม ที่แก้ไขแล้ว ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก คนละ 2 ปี ริบของกลาง ฯลฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1582/2536
ความว่า โจทก์ทั้งหกฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของโจทก์ เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรได้รับการวินิจฉัย จากศาลฎีกา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ไม่รับฎีกา โจทก์ทั้งหกเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งหกเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลฎีกาควรรับไว้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานเพื่อที่ประชาชนทั่วไป และเจ้าพนักงานที่ดินจะได้ถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ถูกต้อง ตามกฎหมายต่อไป โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ทั้งหก ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 29) ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งสำเนาคำร้องให้ไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ แถลงใน 7 วัน แต่โจทก์ทั้งหกมิได้แถลงภายในเวลาที่กำหนด (อันดับ 31,32) โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดิน ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วน ให้แก่โจทก์ทั้งหกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 2 มีหนังส …
- ฎีกาที่ 1583/2536
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077(2) และมาตรา 1087ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน จำกัด เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น โดยไม่จำกัดจำนวน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก.จำเลยก็ต้องรับผิดตามเช็คนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1077(2),900 วรรคแรก การที่จำเลยให้การว่า จำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพ. เป็นการตอบแทนในการที่ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวจะไม่ยื่นซองประมูลงานแข่งกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. มูลหนี้ตามเช็คพิพาทจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายยกข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1583/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับการ รับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีนี้ประเด็นที่โจทก์ฟ้องคือการเพิกถอนนิติกรรมในการออกโฉนดที่ดินของจำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นการ ออกโดยมิชอบ จำเลยต่อสู้คดีว่านิติกรรมการออกโฉนดที่ดิน ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฉะนั้น การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่ฟ้อง ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แม้ศาลจะกำหนดให้เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่การโต้เถียงเรื่องกรรมสิทธิ์นั้น เป็นส่วนประกอบในเรื่องการทำนิติกรรมเท่านั้น จะนำทุนทรัพย์ มาปรับเข้ากับประเด็นที่โจทก์ฟ้องหาได้ไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1584/2536
ความว่า เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้แล้วปรากฏตามสัญญายอมที่แนบมาพร้อมคำร้องและประสงค์จะถอนฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 อีกต่อไป โปรดอนุญาตตามความประสงค์ หมายเหตุ จำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 98 แผ่นที่ 2) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์มาสด้าคันหมายเลขทะเบียน9ก -4849 กรุงเทพมหานครให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ ราคาแทนเป็นเงิน 36,250 บาท และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2528 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวคืนโจทก์ หรือชดใช้ราคาแทน คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ฎีกา (อันดับ 53) ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จและส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่าน ให้คู่ความฟังแล้วก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวน ของคำพิพากษาและสัญญาประนีป …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1585/2536
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์แก้ไขโทษของจำเลยที่ 2 อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี ฎีกาของจำเลยที่ 2ทุกข้อเป็นการฎีกาคัดค้านดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาที่ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และไม่ถือว่าเป็นการ ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนและศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจ ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานผู้สนับสนุนได้เพราะคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง ของโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานผู้สนับสนุน การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานผู้สนับสนุน จึงเป็นการ พิพากษาเกินคำขอ ล้วนแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1587/2536
ความว่า จำเลยฎีกา คดีของจำเลยมีเหตุผลหลายประการ ที่ศาลฎีกาจะพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 45 แผ่นที่ 2-3) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็น สามีภรรยากัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 82,83) คำสั่ง การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสองคดียังไม่ถึงที่สุดโจทก์ยังไม่อาจบังคับคดีเกี่ยวกับการหย่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่จำต้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1589/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อ 2 ประการที่ 2 เป็นการกล่าวอ้างถึงการวินิจฉัยที่เกินขอบเขตแห่งประเด็นพิพาท ของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันสมควรได้รับการ วินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท (สี่หมื่นบาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:159-163/2536
ความว่า จำเลยทั้งสี่ยื่นฎีกาไว้ เนื่องจากฎีกา ของจำเลยพิมพ์ตัวเลขผิดพลาดรายละเอียด ปรากฏในคำร้อง ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาด เพียงเล็กน้อยไม่ทำให้โจทก์เสียหายแต่อย่างใด จำเลยทั้งสี่จึงขอแก้ไขฎีกาให้ถูกต้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกนายหนัก บริวรรณ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 183/2532 และหมายเลข ดำที่ 185/2532 เป็นจำเลยที่ 1นายสี มีศิลป์ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 184/2532 เป็นจำเลยที่ 2 นายฟื้น รสหอมดี จำเลยใน คดีหมายเลขดำที่ 186/2532 เป็นจำเลยที่ 3 และนางถาด ลานเลี้ยงชีพ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 187/2532 เป็นจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียน โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 74 เลขที่ 27 และเลขที่ 99เลขที่ดิน 32 ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรีให้แก่โจทก์ต …