ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 22 จาก 149
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1591/2536
ความว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดี อย่างคนอนาถา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการวางเงิน ค่าธรรมเนียมศาล ศาลภาษีอากรกลางสั่งว่าศาลสั่งยกคำร้องขอฟ้องคดี อย่างคนอนาถา โจทก์ต้องอุทธรณ์ภายใน 7 วัน ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดดังกล่าวจึงไม่รับอุทธรณ์ และสั่งคำร้องว่า ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง โจทก์เห็นว่า คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นเป็นคำสั่งตามนัยแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 24 เพราะฉะนั้นระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์คำสั่งต้องใช้ตามระยะเวลา ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 ดังกล่าว จะใช้ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะอยู่นอกเงื่อนไขตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ดังนั้นโจทก …
- ฎีกาที่ 1592/2536
จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในการพักอาศัยไม่มีเจตนาเพื่อใช้ประกอบพาณิชยกรรมเป็นความผิดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 40 วรรคหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 40 วรรคหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เท่านั้นส่วนในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องมิใช่เป็นการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประกอบพาณิชยกรรม ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาที่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยไว้ ถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่ร …
- ฎีกาที่ 1592/2536
จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในการพักอาศัยไม่มีเจตนาเพื่อใช้ประกอบพาณิชยกรรมเป็นความผิดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 40วรรคหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 40 วรรคหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เท่านั้น ส่วนในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องมิใช่เป็นการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประกอบพาณิชยกรรม ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาที่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยไว้ ถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย
- ฎีกาที่ 1593/2536
หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรท้ายพระราชกฤษฎีกาพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 ข้อที่ 5 กำหนดว่า ของซึ่งไม่อาจจัดเข้าประเภทใดในพิกัดอัตราศุลกากรนี้ได้ ก็ให้จัดเข้าในประเภทเดียวกับของซึ่งใกล้เคียงกับของชนิดนั้นมากที่สุด ดังนั้น การตีความจำต้องพิเคราะห์ถึงระบบการทำงานของสินค้าชนิดนั้น รวมทั้งคุณสมบัติอื่น ๆ ประกอบกัน สินค้ารายพิพาทคือหัวเทปบันทึกภาพโทรทัศน์เป็นชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ของเครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์ที่ใช้กับเครื่องส่งโทรทัศน์เฉพาะในสถานีส่งโทรทัศน์ สามารถส่งสัญญาณเข้าเครื่องส่งโทรทัศน์และแพร่ภาพออกไปได้ มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกล้องถ่ายโทรทัศน์ จึงเป็นสินค้าตามพิกัดประเภทที่ 85.15 ก.ส่วนสินค้าตามพิกัดอากรขาเข้าประเภทที่ 92.13 คือ ส่วนประกอบและสิ่งอุปกรณ์อย่างอื่นของหีบเสียง เครื่องสั่งงานเครื่องบันทึกเสียงหรือเครื่องเปล่งเสียง จึงเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับเสียงแต่เพียงอย่างเดียว จะนำไปใช้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1593/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลย ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่ง ศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินการต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารตึกแถวเลขที่ 571/1ถนนราชปรารภแขวงมักกะสันเขตพญาไท(ราชเทวี) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบอาคารตึกแถวที่เช่าในสภาพเรียบร้อย ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสอง และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวและส่งมอบ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1594/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคท้าย ประกอบกับฎีกาของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่ง ของศาลอุทธรณ์ จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดนั้นต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์สั่งเกี่ยวกับเรื่องที่ศาลชั้นต้น อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมบางส่วนหรือยกคำร้องขออนาถา กรณีที่ไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่าไม่ยากจนเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณี ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเพราะไม่มีพยานมาสืบ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามบทบัญญัติในมาตรา 156 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง ต้องตีความโดยเคร่งครัดเพราะเป็นบทจำกัดสิทธิของ คู่ความคดีนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุด โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระเงิน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1594/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคท้าย ประกอบกับฎีกาของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดนั้นต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์สั่งเกี่ยวกับเรื่องที่ศาลชั้นต้น อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมบางส่วนหรือยกคำร้องขออนาถากรณีที่ไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่าไม่ยากจนเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเพราะไม่มีพยานมาสืบ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามบทบัญญัติในมาตรา 156 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องตีความโดยเคร่งครัดเพราะเป็นบทจำกัดสิทธิของคู่ความคดีนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระเงิน 8,586, …
- ฎีกาที่ 1598/2536
ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากกรมสรรพากร
- ฎีกาที่ 1598/2536
เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรเพื่อให้ได้ชำระภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องได้รับมอบอำนาจจากกรมสรรพากร ผู้ว่าราชการจังหวัดย่อมมีอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากกรมสรรพากรเช่นเดียวกัน
- ฎีกาที่ 16/2536
การที่จะค้นหาเจตนาของจำเลยว่ารู้หรือไม่ว่าหนังสือรับรองความประพฤติทั้ง 20 ฉบับ เป็นเอกสารปลอม จำเป็นจะต้องอาศัยเหตุผลกรณีแวดล้อมและพิรุธแห่งการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย จำเลยเรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในระหว่างที่จำเลยทำงานอยู่ที่บริษัทพ. จำเลยมีหน้าที่เพียงเป็นผู้ส่งหนังสือ ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 2,000 บาท สภาพหรือฐานะของจำเลยเป็นเพียงเด็กรับใช้หรือนักการภารโรง คงไม่มีโอกาสรู้ถึงนโยบายการบริหารงานของบริษัทและไม่รู้ว่าหนังสือรับรองความประพฤติซึ่งพิมพ์ด้วยภาษาอังกฤษทั้งฉบับเป็นเอกสารอันแท้จริงหรือเป็นเอกสารปลอม ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การยืนยันมาโดยตลอดว่า น. เจ้าหน้าที่บริษัท พ. เป็นผู้วานให้จำเลยนำหนังสือรับรองความประพฤติไปให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยรับรอง โดยจำเลยไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม ยิ่งกว่านั้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบริษัท พ. ได้พบใบรับร …
- ฎีกาที่ 160/2536
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรถยนต์จะต้องรับผิดร่วมกับผู้กระทำละเมิดจากการขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยประมาทด้วย จึงไม่เป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นอกเหนือไปจากคำฟ้องแต่ประการใด แต่เมื่อการละเมิดเกิดจากการกระทำของลูกจ้าง ช. บุตรจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ และจำเลยที่ 2ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดด้วย
- ฎีกาที่ 160/2536
โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกการที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรถยนต์บรรทุกจะต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดจากการขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยประมาทด้วย พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายไม่เป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากคำฟ้อง จำเลยที่ 1 มอบรถยนต์บรรทุกดังกล่าวให้แก่ ช. บุตรจำเลยไปครอบครองใช้สอย จ. ลูกจ้าง ช. ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวโดยประมาทชนกระบือแล้วเลยไปชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่โจทก์ขับสวนมา การละเมิดเกิดจากการกระทำของลูกจ้างบุตรจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด
- ฎีกาที่ 1604/2536
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินแล้วนำสืบว่าการยืมเงินมีมูลหนี้เดิมมาจากการซื้อขายรถยนต์ เป็นการสืบถึงที่มาแห่งหนี้โดยละเอียดว่าหนี้นั้นมีมูลมาอย่างไร ไม่เป็นการนำสืบนอกประเด็น เมื่อการยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีอยู่จริงและสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว เพียงแต่ขาดหลักฐานแห่งการกู้ยืม ตามกฎหมายห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีเอากับจำเลยที่ 1 เท่านั้น หนี้ดังกล่าวมีการจำนองเป็นประกัน เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญายืมจึงย่อมบังคับเอากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้จำนองได้ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ว่า การนำสืบถึงมูลหนี้เดิมของการยืมเป็นการสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) แล้ว จำเลยที่ 2และที่ 3 จะยกขึ้นฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
- ฎีกาที่ 1604/2536
การนำสืบถึงมูลหนี้เดิมอันเป็นที่มาแห่งหนี้ตามฟ้องเป็นการนำสืบตามประเด็นแห่งคดีหาเป็นการนำสืบนอกประเด็นไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 แม้การกู้ยืมเงินขาดหลักฐานตามกฎหมายก็เพียงต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีเอากับจำเลยที่ 1 เท่านั้นเมื่อหนี้การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีอยู่จริงและสมบูรณ์ตามกฎหมาย ย่อมมีการจำนองเป็นประกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 707 และ 681 เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ โจทก์ย่อมบังคับเอากับผู้จำนองได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1605/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 248 ไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า สำเนาเอกสาร ของโจทก์รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ และโจทก์มิได้บอกกล่าว ให้จำเลยชำระหนี้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้ พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 83) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 70,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 80) จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ แต่มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล (อันดับ 81) คำสั่ง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1606/2536
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของ ศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้เป็นคดี ฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันมีค่าเช่าหรืออาจ ให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ฎีกาของ จำเลยทั้งสามจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว จึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามเห็นว่า ฎีกาที่ว่าจำเลยทั้งสามครอบครอง ที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว เป็นปัญหาข้อกฎหมาย และคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยต่อสู้โต้แย้งในเรื่อง กรรมสิทธิ์ จำเลยเห็นว่าโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มอย่างคดี มีทุนทรัพย์ เมื่อโจทก์มิได้เสียค่าขึ้นศาล ฟ้องโจทก์จึง ไม่สมบูรณ์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคดีไม่ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมาย เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีพิพาทกัน ในเรื่องกรร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1607-1608/2536
ความว่า โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีของโจทก์ ทั้งสองมีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท และปรากฏว่า ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาไม่ได้รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเห็นว่า ฎีกาในข้อ 2 ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้คดีของโจทก์ชนะคดีได้และโจทก์ได้ยกขึ้น ว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 การที่ศาลชั้นต้น สั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ขัดต่อกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาข้อกฎหมาย ในข้อ 2 ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 248) คดีทั้งสองสำนวนนี้ (คดีหมายเลขแดงที่ 378/2533 และคดี หมายเลขแดงที่ 379/2533) ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษา เข้าด้วยกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 377/2533 โดยเรียกจำเลย ในสำนวนแรก (คดีหมา …
- ฎีกาที่ 1608/2536
ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอเพิกถอนในกรณีที่จำเลยที่ 1มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีความหมายว่าการโอนทรัพย์นั้นต้องเป็นการโอนให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้ว และการโอนเช่นนั้นทำให้เจ้าหนี้อื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ เนื่องจากบรรดาเจ้าหนี้เหล่านั้นต่างก็จะไม่ได้รับชำระหนี้หรือไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนจากจำเลยที่ 1 เพราะสภาพการมีหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งบรรดาเจ้าหนี้เหล่านั้นได้รับความเสียหายอยู่ก่อนแล้วจากการที่ลูกหนี้มีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สินซึ่งจะทำให้บรรดาเจ้าหนี้เหล่านั้นได้รับชำระหนี้เพียงส่วนเฉลี่ยในทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินเท่าที่มีไปชำระให้เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะ จึงเป็นการให้เปรียบแก่เจ้าหนี้คนนั้นและทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบเพราะได้รับความเสียหาย …
- ฎีกาที่ 1608/2536
ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ร้องขอเพิกถอนในกรณีที่จำเลยที่ 1มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีความหมายว่าการโอนทรัพย์นั้นต้องเป็นการโอนให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้ว และการโอนเช่นนั้นทำให้เจ้าหนี้อื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ เนื่องจากบรรดาเจ้าหนี้เหล่านั้นต่างก็จะไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ได้ชำระหนี้เต็มจำนวนจากจำเลยที่ 1เพราะสภาพการมีหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งบรรดาเจ้าหนี้เหล่านั้น ได้รับความเสียหายอยู่ก่อนแล้วจากการที่ลูกหนี้มีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สินซึ่งจะทำให้บรรดาเจ้าหนี้เหล่านั้นได้รับชำระหนี้เพียงส่วนเฉลี่ยในทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1นำทรัพย์สินเท่าที่มีไปชำระให้เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะ จึงเป็นการให้เปรียบแก่เจ้าหนี้คนนั้นและทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบเพราะได้รับความเสียหายเพิ่ม …
- ฎีกาที่ 1609/2536
โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้นการที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยไม่ระบุให้ชัดเจนว่าให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้รับการยกเว้นต่อศาลในนามของโจทก์ได้