ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 6 จาก 149
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1145/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามอุทธรณ์ (น่าจะเป็นฎีกา) ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์ (น่าจะเป็นฎีกา) จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า นิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองไม่เป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ได้ที่ดินพิพาทมา โดยสุจริตมีค่าตอบแทน จะเพิกถอนเสียมิได้ เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาและคำร้องขอทุเลา การบังคับของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 81) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินเฉพาะส่วนตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 65 ตำบลไทยเจริญ(ปัจจุบันเป็นตำบลแหลมทอง) อำเภอหนองบุนนากจังหวัดนครราชสีมา ด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 2 งานเศษตามแผนที่พิพาทหมาย จ.ล.1 ในกรอบเส้นสีม่วงและสีน้ำตาล และนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วน ที่พิพาทตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้ง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1146/2536
ความว่า ผู้ร้องฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นรับรองฎีกา ศาลชั้นต้นมี คำสั่งว่า ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ไม่รับรองให้ฎีกาคดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา ไม่เกินสองแสนบาทและผู้ร้องฎีกาในข้อเท็จจริงศาลชั้นต้น ไม่รับฎีกา ผู้ร้องเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องโดยเหตุผลต่างกัน ศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยเห็นว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินยังไม่เกิน สิบปีนับแต่บิดามารดาผู้ร้องถึงแก่กรรม แต่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย เพราะนางเกลี้ยงเจ้าของที่ดินเดิมยกที่ดินให้ผู้ร้องโดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ ปัญหาในประเด็นที่ว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382หรือไม่นั้น เป็นปัญห …
- ฎีกาที่ 1147/2536
จำเลยยื่นอุทธรณ์แต่มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และกรณีไม่ใช่เรื่องคู่ความที่ศาลพิพากษาให้ชนะคดีจะต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ซึ่งศาลจะสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินมาวางศาลอีก
- ฎีกาที่ 1149/2536
โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความว่าเห็นจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คงมีเพียงพนักงานสอบสวนมาเบิกความว่าได้สอบสวนพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ คือ ล.บ. และ ช. ทราบว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่านั้น ทั้งคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ คำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ลำพังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนที่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้
- ฎีกาที่ 1149/2536
โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความว่าเห็นจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คงมีเพียงพนักงานสอบสวนมาเบิกความว่าได้สอบสวนพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ คือ ล. บ. และ ช. ทราบว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่านั้น ทั้งคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ คำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ลำพังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนที่ไม่มีพยาน-หลักฐานอื่นมาสนับสนุนจะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1149/2536
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีทางชนะคดี และจำเลยที่ 2มีฐานะเป็นบริษัทมีทรัพย์อยู่เป็นจำนวนมาก โปรดอนุญาตให้ ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ที่ 2 แถลงคัดค้าน (อันดับ 87) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 240,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2531 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ไม่ให้เกิน 10,998 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 84,83) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 2 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถึงวันฟังคำสั่งนี้และต่อไปอีก 1 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 115/2536
เงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินเพิ่มสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2525 และเงินเพิ่มตามมาตรา 89 ทวิสำหรับภาษีการค้าปี 2524 และ 2525 ซึ่งเป็นเงินเพิ่มเพราะโจทก์ไม่เสียภาษีภายในกำหนดนั้น กฎหมายกำหนดไว้แน่นอน โดยไม่มีข้อยกเว้นให้งดเก็บเสียได้ และจะลดได้ก็จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ศาลจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดได้
- ฎีกาที่ 115/2536
โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าแต่โจทก์ไม่ได้เสีย กลับอ้างว่าเงินได้หรือรายรับเป็นของผู้อื่นพฤติการณ์โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเงินเพิ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2534คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มตามกฎหมาย และลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2525 และภาษีการค้าของปี 2524และ 2525 คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้วจึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับให้โจทก์อีก ส่วนเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่ง ประมวลรัษฎากรสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2525 และเงินเพิ่มตามมาตรา 89 ทวิสำหรับภาษีการค้าปี 2524 และ 2525 ซึ่งเป็นเงินเพิ่มเพราะโจทก์ไม่เสียภาษีภายในกำหนดนั้น กฎหมายกำหนดไว้แน่นอนโดยไม่มีข้อยกเว้นให้งดหรือลดได้ และจะลดได้ก็จะต้องเป็นไปตามกฎหมายศาลจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1150/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยาน หลักฐาน จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์หรือจำเลยได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน และการที่จำเลยแย่งการครอบครองที่พิพาทจะเริ่ม นับอายุความตั้งแต่เมื่อใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 135 แผ่นที่ 2) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอน บ้านออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 11 ตำบลห้วยแห้งอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าออกไปจากที่ดินของ …
- ฎีกาที่ 1152/2536
จำเลยกับผู้ตายทะเลาะและชกต่อยกัน เมื่อ ด. ห้ามจำเลยกับผู้ตายให้เลิกทะเลาะและชกต่อยกันแล้ว จำเลยออกไปเอามีดปลายแหลมที่บ้าน แล้วกลับไปร้องถามผู้ตายว่าทำไมทำกับจำเลยอย่างนี้อันเป็นการท้าทายผู้ตาย พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้แสดงว่าจำเลยยังคงสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตายอีก จำเลยย่อมไม่อาจยกเอาการป้องกันตัวขึ้นอ้างได้ อาวุธมีดปลายแหลมที่จำเลยใช้แทงผู้ตายมีตัวมีดยาวถึง 7นิ้วฟุต ใบมีดกว้าง 1 นิ้วฟุต และแทงถูกบริเวณเหนือไหปลาร้าด้านซ้ายอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะเสียเลือดมากแม้จำเลยจะแทงผู้ตายเพียงครั้งเดียว จำเลยก็ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1152/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับที่ดินและเป็น คำฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่ จำเลยจึงสามารถฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา ต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 90) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนว่า ที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดง ของแผนที่เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านนาห้วยแคนหมู่ที่3ตำบลตาลสุมอำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานีเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ เป็นของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยและ บริวารเข้าเกี่ยวข้อง ส่วนที่ขอให้จำเลยไปถอนคำคัดค้าน การขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองที่ สำนักงานที่ดินอำเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1153/2536
ความว่า โจทก์ทั้งสองฎีกา มีทางที่จะชนะคดี โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองและบริวารได้ใช้ทางพิพาทตามแนว เส้นสีแดงในแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง เอกสารหมาย จ.9 เป็น ทางเข้าออกเป็นการชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่าจำเลยทั้งสี่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางบนที่ดินของ จำเลยทั้งสี่ที่ได้จากการแบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 239ตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นทางกว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 85 เมตร ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง หมาย จ.9 เป็นทางจำเป็นให้โจทก์ทั้งสองใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมเปิดทางก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาล แทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ให้จำเลยที่ 1 รื้อรั้วไม้ ที่ปิดกั้นหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่ สังเขปท้ายฟ้องหมาย จ.9 หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์ ดำเนินการตามป …
- ฎีกาที่ 1154/2536
หลังเกิดเหตุแล้วโจทก์ จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการและพนักงานประกันภัยของจำเลยที่ 4 ได้มีการเจรจาเรื่องค่าเสียหายกัน ทั้งได้ความว่ารถยนต์บรรทุกเป็นของจำเลยที่ 2เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2โดยจำเลยที่ 3 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิด จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยรถยนต์จากจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย รถยนต์โจทก์ถูกชนท้ายและไถลไปชนรถยนต์บรรทุกที่จอดอยู่ข้างหน้า ได้รับความเสียหายทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีสภาพพังยับเยินต้องซ่อมแซม ศาลกำหนดค่าซ่อมแซมให้ 106,705 บาทค่าขาดประโยชน์ 36 วัน วันละ 300 บาท เป็นเงิน 10,800 บาท น้อยกว่าที่โจทก์ขอ และกา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1154/2536
ความว่า ผู้ร้องฎีกา แต่เนื่องจากฎีกาของผู้ร้อง ได้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงผู้ร้องจึงมี ความประสงค์ที่จะขอแก้ไขและขอเพิ่มเติมข้อความในฎีกาดังกล่าว ให้ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งข้อความที่ขอแก้ไขและเพิ่มเติม นั้น ปรากฏรายละเอียดตามข้อความในคำร้องและเอกสารท้ายคำร้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 496 ตำบลสาธรอำเภอสาธร (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนตามแผนที่สังเขปเนื้อที่125 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาวองุ่น สุรสิทธิ์กุลผู้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ต่อมานางสาวองุ่น สุรสิทธิ์กุล ผู้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ ถึงแก่กรรม นางสุรัตน์ มาเสมอ ผู้ร้องซึ่งเป็นน้องของผู้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดิน แบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 496 แขวงสาธร(สีลม)เขตสาธร (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ออกเป็นเนื้อที่ 1229/10 ตารางวา เ …
- ฎีกาที่ 1158/2536
โจทก์โฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอื่น ๆ ว่า จะทำการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เช่าทุกรายในฐานะสมุดธุรกิจอิสระไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แสดงว่าโจทก์มีความบริสุทธิ์ใจในการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าว ใบสั่งลงโฆษณาที่จำเลยทั้งสองจ้างโจทก์ให้ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าวก็ระบุความไว้เช่นนั้น ทั้งจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองต้องการโฆษณาในสมุดเยลโล่เพจเจ็ส แต่ประการใดเป็นเวลาถึง 6 เดือนคงมาโต้แย้งเมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินค่าโฆษณา เมื่อโจทก์ไม่เคยติดต่อกับจำเลยทั้งสองมาก่อน และจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายติดต่อกับโจทก์ขอลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือของโจทก์โดยที่โจทก์ก็เคยโฆษณาไว้แล้วว่าจะจัดทำเป็นสมุดธุรกิจอิสระ และโจทก์ทำการโฆษณาให้จำเลยทั้งสองแล้วเช่นนี้ ไม่อาจฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ให้ลงโฆษณาโดยจำเลยทั้ง …
- ฎีกาที่ 1158/2536
หลังจากที่โจทก์ประกวดราคาเพื่อสิทธิในการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ไม่เป็นผลสำเร็จ และในระหว่างที่องค์การโทรศัพท์กำลังเตรียมทำสัญญากับบริษัทผู้ชนะการประกวดราคานั้น โจทก์ได้โฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอื่น ๆ ว่า จะทำการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เช่าทุกรายต่อไปในฐานะที่เป็นสมุดธุรกิจอิสระไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แสดงว่าโจทก์มีความบริสุทธิ์ใจในการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งว่าต้องการโฆษณาในสมุด เยลโล่เพจเจ็ส คงมาโต้แย้งเมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินค่าโฆษณา โจทก์ไม่เคยติดต่อกับจำเลยทั้งสองมาก่อน และจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายติดต่อขอลงโฆษณาในหนังสือของโจทก์โดยที่โจทก์ก็เคยโฆษณาไว้แล้วว่าจะจัดทำเป็นสมุดธุรกิจอิสระ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองสำคัญผิดในสาระสำค …
- ฎีกาที่ 116/2536
การที่ไม่มีสิ่งใดให้ไว้เป็นมัดจำ เมื่อไม่มีการปฏิบัติตามสัญญาก็ย่อมจะไม่มีมัดจำให้ริบ หนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงสัญญาซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันผูกพันต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จึงมิใช่มัดจำตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 โจทก์จะริบเงินจำนวนนี้ในฐานะเป็นมัดจำไม่ได้ และจะเรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ไม่ได้ เพราะตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ตกลงยอมชำระเงินแทนจำเลยที่ 1 ต่อเมื่อโจทก์มีสิทธิริบเงินที่วางไว้เป็นประกัน แต่คดีนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินตามสัญญาค้ำประกันเพราะมิใช่มัดจำเสียแล้ว ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้อง
- ฎีกาที่ 116/2536
หนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงสัญญาซึ่งจำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกันผูกพันต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เท่านั้นไม่ใช่สิ่งที่คู่สัญญามอบให้ไว้แก่กันเมื่อทำสัญญา จึงมิใช่มัดจำตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 377 โจทก์จะริบเงินจำนวนนี้ในฐานเป็นมัดจำไม่ได้ และจะเรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ไม่ได้ เพราะตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ตกลงยอมชำระเงินแทนจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มีสิทธิริบเงินที่วางไว้เป็นประกันเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์.
- ฎีกาที่ 1162/2536
โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาจากนายฟุ้งเจ้าของเดิมตั้งแต่ปี 2515 เพิ่งจะมาปลูกบ้านในที่ดินและใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งเมื่อนับเวลาที่โจทก์ใช้ทางพิพาทด้วยตนเองจนกระทั่งจำเลยปิดกั้นทางพิพาทเมื่อปี 2528 จะยังไม่ถึง 10 ปีก็ตามแต่นายฟุ้งและครอบครัวได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะมาตั้งแต่ปี 2515 ตลอดมาการใช้ทางพิพาทของนายฟุ้งและครอบครัวก่อนที่โจทก์จะเข้ามาปลูกบ้านจึงเป็นการใช้แทนโจทก์เมื่อรวมระยะเวลาตั้งแต่นายฟุ้งและครอบครัวใช้ทางพิพาทแทนโจทก์ในปี 2515 ตลอดมา จนกระทั่งโจทก์ใช้ทางพิพาทด้วยตนเองในปี 2519 ต่อ ๆ มา จนจำเลยปิดกั้นทางพิพาทก็เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์
- ฎีกาที่ 1162/2536
แม้โจทก์จะเพิ่งปลูกบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 58 เมื่อปลายปี2519 ซึ่งเชื่อได้ว่าโจทก์ได้ใช้ทางเดินพิพาทด้วยตนเองเดินออกสู่ถนนทางสาธารณะตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งจำเลยปิดกั้นทางเดินพิพาทเมื่อเดือนเมษายน 2528 รวมเวลาที่โจทก์ใช้ทางเดินพิพาทด้วยตนเองไม่ถึง 10 ปี ก็ตาม แต่โจทก์ก็รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 58มาจาก ฟ.ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมมาตั้งแต่ปี2515ซึ่งฟ.และครอบครัวได้ใช้ทางเดินพิพาทเดินออกถนนสาธารณะมาตั้งแต่ปี 2515ตลอดมา การใช้ทางเดินพิพาทของ ฟ. และครอบครัวก่อนที่โจทก์จะเข้ามาปลูกบ้านในที่ดินจึงเป็นการใช้แทนโจทก์ เมื่อรวมระยะเวลาตั้งแต่ ฟ. และครอบครัวใช้ทางเดินพิพาทแทนโจทก์ ในปี2515 ตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ใช้ทางเดินพิพาทด้วยตนเองในปี2519 ต่อ ๆ มาจนจำเลยปิดกั้นทางเดินพิพาทเมื่อเดือนเมษายน2528 ก็เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ทางเดินพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 58 ของโจทก์