ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 5 จาก 149
- ฎีกาที่ 1120/2536
หากจำเลยเห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบและฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดีจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่บังคับคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เมื่อศาลไต่สวนและมีคำสั่งแล้ว จำเลยจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไป การที่จำเลยอ้างว่าได้คัดค้านการขายทอดตลาดด้วยวาจา แล้วอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือศาลที่อนุญาตให้ขายทอดตลาดไปทีเดียว ย่อมเป็นการไม่ชอบและไม่อาจทำได้
- ฎีกาที่ 1125/2536
แม้ในเอกสารโอนหุ้นจะไม่มีข้อความว่า ผู้ร้องรับโอนหุ้นไว้แทนแต่ก็ไม่มีข้อความว่าการโอนหุ้นรายนี้เป็นการซื้อขายหุ้น จึงต้องพิเคราะห์ถึงเจตนาของผู้โอนและผู้รับโอนเป็นสำคัญ จะฟังว่าเมื่อไม่มีคำว่ารับโอนไว้แทนย่อมเป็นการซื้อขายหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องรับโอนหุ้นของบริษัทลูกหนี้ไว้แทนคณะกรรมการควบคุมบริษัทลูกหนี้ ผู้ร้องจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1126/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับเป็นฎีกาของโจทก์ ส่วนฎีกาฟ้องแย้งนั้นต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาฟ้องแย้ง โจทก์เห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง 564,455 บาท จำเลยได้ฟ้องแย้งมีทุนทรัพย์ 198,282.40 บาทเมื่อคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนั้นทุนทรัพย์ตามฟ้องและฟ้องแย้งจึงเป็นทุนทรัพย์เดียวกันเมื่อคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสองแสนบาท โจทก์จึงมีสิทธิ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งรับฎีกา ของโจทก์ทั้งหมดรวมทั้งในส่วนฟ้องแย้งไว้ด้วย หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 107) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยส่งมอบแผ่นเหล็กจำนวน 263.3 ตันให้โจทก์ หรือใช้ราคาเป็นเงิน 2,396,030 บาท และค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะได้รับชำระต้นเงิน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,696,030 บาท จำเลยให้การพร้อมฟ้องแย้ง และแก …
- ฎีกาที่ 1127/2536
เมื่อคดีอาญาที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องเป็นเรื่องแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ส่วนคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าการสมรสของจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาและมีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ตามที่ปรากฏในสำนวนคดีแพ่งได้ เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยังอยู่กินฉันสามีภรรยากับนายบ.ส่วนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของบุคคลทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันไปขอจดทะเบียนสมรสโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่ามีเจตนาจะสมรสกันและต่างไม่เคยมีคู่สมรสมาก่อนจึงผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง และไม่น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันอันเป็นเงื่อนไขแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอให้ …
- ฎีกาที่ 1127/2536
เมื่อคดีอาญาที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องเป็นเรื่องแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ส่วนคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าการสมรสของจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาและมีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ตามที่ปรากฏในสำนวนคดีแพ่งได้ เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยังอยู่กินฉันสามีภรรยากับนาย บ. ส่วนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของบุคคลทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันไปขอจดทะเบียนสมรสโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่ามีเจตนาจะสมรสกันและต่างไม่เคยมีคู่สมรสมาก่อนจึงผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง และไม่น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันอันเป็นเงื่อนไขแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอใ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1127/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา เนื่องจากพยานหลักฐานที่โจทก์ อ้างอิงไว้ในการขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดยังบกพร่องอยู่เพราะพยานหลักฐานได้แก่บันทึกการตรวจสอบอาคารชุด ลงวันที่ 9 เมษายน 2527 บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับ การตรวจสอบและประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ลงวันที่ 4 เมษายน 2527 เพิ่งจะค้นพบภายหลัง และเอกสาร ดังกล่าวมีสาระสำคัญเกี่ยวกับประเด็นพิพาทโจทก์จึงขอระบุบัญชีพยาน เพิ่มเติมในชั้นฎีกาด้วย โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง ของจำเลยคืออาคารชุดเจริญผลคอนโดมิเนียม จำนวน 7 ห้องชุด เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อมาเมื่อ วันที่ 28 มีนาคม 2533 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดห้องชุดดังกล่าวไปแล้วทั้งหมด โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่5 เมษายน 2533 ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์ดังกล่าวในราคาต่ำไป ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาล …
- ฎีกาที่ 1128/2536
โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินจากจำเลย 2 แปลงโจทก์จ่ายเงินค่าซื้อที่ดิน 2 แปลงให้แก่จำเลยแล้วแต่จำเลยจัดการโอนที่ดินให้แก่โจทก์เพียง 1 แปลงเท่านั้นส่วนที่ดินอีกแปลงหนึ่งจำเลยยังไม่จัดการโอนขายแก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน ถือว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงที่ยังมิได้โอนและเรียกเงินราคาที่ดินคืนได้และนับแต่วันจดทะเบียนซื้อขายที่ดินแปลงแรกจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปีเศษแล้ว จำเลยก็มิได้จัดการโอนที่ดินที่เหลืออีก 1 แปลงให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยเพื่อเรียกเงินราคาที่ดินดังกล่าวคืนโดยไม่ขอบังคับให้จำเลยโอนที่ดินอันเป็นการแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะบังคับตามสัญญาต่อไป จึงเท่ากับเป็นการบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงที่เหลือโดยปริยาย โจทก์ฟ้องเรียกราคาที่ดินคืน เพราะเหตุจำเลยผิดสัญญา จะซื้อขายที่ดิน และโจทก์บอกเลิกสัญญา จะนำอายุความ 1 ปี ฐานลาภมิควรได …
- ฎีกาที่ 1131/2536
(คำสั่งศาลฎีกาที่ 1131/2536 ประชุมใหญ่) คดีตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 6 ศาลแพ่งไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยตนเอง นอกจากทำความเห็นไปยัง ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และประกาศดังกล่าวได้บัญญัติให้นำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายและศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนั้นได้ ปัญหาที่ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 หรือไม่ซึ่งเกิดขึ้นในการพิจารณาคดีของศาล มิใช่ปัญหาเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือคณะรัฐมนตรีขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยตามมาตรา 30 วรรคสองและมิใช่เป็นการกระทำหรือปฏิบัติตามที่บัญญัติในมาตรา 31แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ทั้งมิใช่ปัญหาว่าบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534มาต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1132-1133/2536
ความว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ยื่นฎีกา และได้ชำระค่านำหมายส่งสำเนาฎีกาแก่เจ้าหน้าที่ศาล เรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสี่มิได้มีเจตนาหรือจงใจที่จะ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ขอศาลฎีกา ได้โปรดหยิบยกคำสั่งยกฟ้องฎีกามาทบทวนพิจารณาวินิจฉัย อีกครั้งหนึ่ง และสั่งรับฎีกาโดยให้จำเลยทั้งสี่นำหมาย และสำเนาฎีกาให้โจทก์ด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง คดีส่ง สำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษา ให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ในสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สอง เป็นจำเลยที่ 8 ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 7ศาลชั้นต้นอนุญาต ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 8 ถึงแก่กรรมนางเอี่ยมภาตะนันท์ ขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 319,845 บ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1134/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอก เนื่องจากอายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ระงับ ไปแล้วโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 84 แผ่นที่ 2) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352,353,354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีค …
- ฎีกาที่ 1137/2536
การเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือการประชุมและการลงมติของที่ประชุมถ้ากระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195จะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมตินั้นเมื่อมิได้ยื่นคำร้องขอในกำหนดดังกล่าวจึงหมดสิทธิที่จะร้องขอต่อศาล
- ฎีกาที่ 1137/2536
ผู้ร้องอ้างในคำร้องว่า การดำเนินการทำหนังสือขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญไม่ได้ส่งไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน ตัวแทนหรือผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิเสนอวาระและแสดงความคิดเห็นผู้ถือหุ้นและตัวแทนผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิลงมติ จำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นที่ลงมติน้อยกว่า 1 ใน 3 ของหุ้นบริษัท การลงมติให้เลิกและขายกิจการบริษัทต้องกระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ การลงมติขัดต่อข้อบังคับและกฎหมายขอให้เพิกถอนมติเป็นเรื่องที่อ้างว่าการเรียกประชุมหรือการประชุมและการลงมติของที่ประชุมได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมตินั้น
- ฎีกาที่ 114/2536
ตามหนังสือแจ้งมติที่ประชุมกรรมการบริษัท พ. ที่ระบุว่าที่ประชุมกรรมการบริษัท พ.มีมติให้พ.และด. คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทคนใดคนหนึ่งพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัททำการในนามบริษัทได้นั้น มีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนบริษัทถูกต้องตามข้อบังคับ ถือได้ว่า บริษัท พ.ตั้งให้พ.และด.เป็นตัวแทนของบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797นิติกรรมการขายลดเช็คที่ตัวแทนดังกล่าวได้กระทำไปตามมติที่ประชุมกรรมการบริษัทจึงผูกพันบริษัท พ.
- ฎีกาที่ 114/2536
บริษัทมีหนังสือแจ้งมติที่ประชุมกรรมการบริษัทไปถึงเจ้าหนี้ระบุว่าที่ประชุมมีมติให้ พ.และด. คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทคนใดคนหนึ่งพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัททำการในนามบริษัทได้ หนังสือนั้นมีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนบริษัทถูกต้องตามข้อบังคับ ดังนี้ถือได้ว่า บริษัทตั้งให้ พ.และด. เป็นตัวแทนของบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 นิติกรรมการขายลดเช็คที่ตัวแทนดังกล่าวได้กระทำไปจึงผูกพันบริษัท.
- ฎีกาที่ 1140/2536
ขณะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์อยู่ไม่มีทรัพย์สินพอจะชำระหนี้แก่โจทก์เช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ดีว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1แม้ในขณะที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2โจทก์จะยังไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และผู้ค้ำประกันชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีก็ถือว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 จะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฉ้อฉลโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีความสนิทสนมกันมาก จำเลยที่ 2จึงน่าจะทราบถึงฐานะการเงินของจำเลยที่ 1 ว่าขณะที่จำเลยที่ 1โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์อยู่ถือว่าขณะที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1140/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีของจำเลยมีทางที่จะเพิกถอน การขายทรัพย์ได้ โปรดมีคำสั่งระงับการโอนทรัพย์ของจำเลยไว้ก่อนคดีถึงที่สุด หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 84) คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 484ตำบลพุเตย(สระกวด)อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์ของจำเลยทั้งสองตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น ครั้งแรกมีผู้ประมูลซื้อในราคาสูงสุด 190,000 บาท ครั้งที่สองมีผู้ประมูลซื้อสูงสุดในราคา 200,000 บาท การประมูลขายทั้งสองครั้ง จำเลยที่ 1 ได้คัดค้านว่าผู้เข้าประมูลเสนอราคาต่ำไปทั้งสองครั้งและ ขอเลื่อนไป ศาลอนุญาตโดยกำชับจำเลยให้เข้าสู้ราคา หรือนำผู้เข้าประมูลซื้อให้ราคาสูงด้วย แต่จำเลยเพิกเฉย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล …
- ฎีกาที่ 1141/2536
ช.ขับรถยนต์ของโจทก์แซงรถผู้อื่นใกล้กับสี่แยกแล้วขับเข้าไปในบริเวณสี่แยกด้วยความเร็ว นับว่าเป็น การกระทำโดยประมาท สำหรับจำเลยที่ 1เมื่อขับรถมาถึงสี่แยกก็ชอบที่จะลดความเร็วของรถลงและตรวจดูให้ปลอดภัยเสียก่อนที่จะขับรถเข้าไปบริเวณสี่แยกแต่จำเลยที่ 1 กลับขับรถด้วยความเร็วโดยประมาทเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุ จึงเกิดชนกับรถยนต์ของโจทก์นับได้ว่าทั้งช.และจำเลยที่ 1 ต่างขับรถด้วยความประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของโจทก์และรถยนต์ของจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายจึงตกเป็นพับทั้งสองฝ่าย
- ฎีกาที่ 1142/2536
คำสั่งให้งดการไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลัง จะต้องโต้แย้งคำสั่งให้ศาลจดลงไว้ในรายงาน คู่ความฝ่ายที่โต้แย้งจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนเมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ 2534 และนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้นเวลา 9 นาฬิกาทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำสั่ง ย่อมมีเวลาเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านได้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ในป …
- ฎีกาที่ 1142/2536
คำสั่งให้งดการไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลังจะต้องโต้แย้งคำสั่งให้ศาลจดลงไว้ในรายงาน คู่ความฝ่ายที่โต้แย้งจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนเมื่อวันที่21 กุมภาพันธ์ 2534 และนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้นเวลา 9 นาฬิกาทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำสั่ง ย่อมมีเวลาเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านได้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ในปั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1144/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องก่อน จึงจะพิจารณาสั่ง ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงยืนยันไม่เสียค่าขึ้นศาลตามที่มีคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า คดีของโจทก์ในชั้นฎีกาเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์เนื่องจากโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา โดยโจทก์ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่โจทก์ไม่ได้ฎีกาให้ ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี กรณีเช่นนี้โจทก์จึงต้อง เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท การที่ศาลชั้นต้นสั่ง ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพิ่ม แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติ ตามและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ จึงเป็นการ คลาดเคลื่อน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยรับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 58) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการให้ที่ดิ …