ปี พ.ศ.: 2537
3,840 รายการ · หน้า 23 จาก 192
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:165/2537
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ ในปัญหาข้อกฎหมาย โดยอุทธรณ์ว่า เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นเอกสารที่นายธีระดิลกกุลกรรมการคนหนึ่ง ของจำเลยจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายเงินแก่โจทก์ ประกอบคำเบิกความของโจทก์และคำเบิกความ ของนายธีระเป็นพฤติกรรมที่แสดงว่าจำเลยตกลงสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง เพราะสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ การตกลงสัญญากันระหว่างนายจ้าง และลูกจ้าง ในเรื่องเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานต่างๆจึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือเช่นกัน พฤติกรรมของจำเลยที่แสดงออกมาบวกกับเอกสาร หมาย จ.2 แสดงให้เห็นว่าเป็นการตกลงสัญญากับโจทก์ว่าจะจ่ายเงินแก่โจทก์ตามฟ้องโปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ข …
- ฎีกาที่ 1651/2537
สินค้าของกลางที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรและจำหน่าย หรือเสนอจำหน่าย มีคำว่า MITA ซึ่งเป็นชื่อใช้กับสินค้า ของโจทก์ร่วม และที่ กล่องสินค้ามีข้อความว่า DC-211,213RE,313Z และ 313ZD ตรงกับที่กล่องสินค้าของโจทก์ร่วม แต่ผู้ผลิตสินค้าของกลางมิได้เอาคำว่า MITAมาใช้อย่างเครื่องหมายการค้าหรือชื่อในการประกอบการค้าแต่อย่างใด กล่าวคือ สินค้าของกลางบางส่วนไม่มีเครื่องหมายการค้าหรือชื่อในการประกอบการค้าระบุไว้คงมีแต่คำว่า MITA ปะปนอยู่กับคำภาษาอังกฤษอื่นที่สลากสินค้าเท่านั้น และสินค้าของกลางอื่นมีเครื่องหมายการค้าหรือชื่อในการประกอบการค้าระบุไว้ว่าKTN อยู่ในกรอบสามเหลี่ยมต่างกับคำว่า MITA ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้า หรือชื่อในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมอย่างชัดแจ้ง สินค้าของกลางจึงไม่เป็นสินค้าที่มีชื่อ หรือข้อความในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ปร …
- ฎีกาที่ 1651/2537
สินค้าของกลางที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรและจำหน่ายหรือเสนอจำหน่าย มีคำว่า MITA ซึ่งเป็นชื่อใช้กับสินค้าของโจทก์ร่วม และที่กล่องสินค้ามีข้อความว่า DC-211, 213 RE, 313 Z และ 313 ZD ตรงกับที่กล่องสินค้าของโจทก์ร่วม แต่ผู้ผลิตสินค้าของกลางมิได้เอาคำว่า MITA มาใช้อย่างเครื่องหมายการค้าหรือชื่อในการประกอบการค้าแต่อย่างใด กล่าวคือ สินค้าของกลางบางส่วนไม่มีเครื่องหมายการค้าหรือชื่อในการประกอบการค้าระบุไว้คงมีแต่คำว่า MITA ปะปนอยู่กับคำภาษาอังกฤษอื่นที่สลากสินค้าเท่านั้น และสินค้าของกลางอื่นมีเครื่องหมายการค้าหรือชื่อในการประกอบการค้าระบุไว้ว่า KTN อยู่ในกรอบสามเหลี่ยมต่างกับคำว่า MITA ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้า หรือชื่อในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมอย่างชัดแจ้ง สินค้าของกลางจึงไม่เป็นสินค้าที่มีชื่อหรือข้อความในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบด้วย …
- ฎีกาที่ 1652/2537
จำเลยจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างเป็น 3 ช่วง คือ 10-10.10 นาฬิกา12.15-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกา แม้เวลาพักช่วง 10-10.10นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกา จะเป็นการพักน้อยกว่าครั้งละ 20 นาทีไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 6 วรรคสอง แต่เวลาที่กำหนดไว้ทั้งสองช่วงดังกล่าว จำเลยกำหนดให้ลูกจ้างได้หยุดพักและอยู่ในระหว่างเวลาทำงาน จึงต้องนับเป็นเวลาพักด้วย เมื่อรวมแล้วเป็นเวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง 5 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคแรก กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์มีเวลาพักเพียงวันละ 45 นาที ทั้งการที่จำเลยกำหนดเวลาพักไม่ถูกต้องก็หาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดให้โจทก์เรียกค่าจ้างเพราะเหตุดังกล่าวได้ กรณีมิใช่การกำหนดเวลาพักน้อยกว่าวันละ 1ชั่วโมง อันจะถือว่าจำเลยให้โจทก์ทำงานเกินกว่าเวลาทำงานปกติในแต่ละวัน
- ฎีกาที่ 1652/2537
ศาลแรงงานกลางได้พิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 14 แล้วจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 14 จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างเป็น 3 ช่วง คือ10-11.10 นาฬิกา 12.15-16 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาแม้เวลาพักช่วง 10-10.10 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาจะเป็นการพักน้อยกว่าครั้งละ 20 นาที ไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคสองแต่เวลาทั้งสองช่วงดังกล่าวจำเลยกำหนดไว้ให้ลูกจ้างได้หยุดพักและอยู่ในระหว่างเวลาทำงาน จึงต้องนับเป็นเวลาพักด้วย เมื่อรวมกับเวลาพักช่วง 12.15-13 นาฬิกา แล้วจำเลยกำหนดเวลาพักให้โจทก์แต่ละคนวันละ 1 ชั่วโมง 5 นาทีไม่น้อยกว่าท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1654/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ จำเลยฎีกาอย่างคนอนาถาและให้จำเลยนำเงิน ค่าธรรมเนียมมาเสียภายใน 15 วัน ต่อมาจำเลย ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้น สั่งว่า จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเกินกำหนด ยกคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอวางเงิน ค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาเลยกำหนดเวลาเพียง 2 วัน จำเลยไม่มีเจตนาที่จะฝ่าฝืนคำสั่ง ของศาลชั้นต้น แต่เหตุผลที่ต้องนำเงินมาวางล่าช้า ก็เพราะมีเหตุขัดข้อง เนื่องจากจำเลยมีฐานะยากจน ประกอบกับในช่วงนี้เป็นระยะที่ต้องใช้จ่าย เงินมาก ต้องใช้จ่ายเป็นค่าปุ๋ยและอุปกรณ์ต่าง ๆเกี่ยวกับการทำนาและอยู่ในช่วงเปิดเทอมใหม่ของลูกจึงทำให้เงินขาดมือ เงินค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนมากพอสมควร กว่าที่จำเลยจะรวบรวมได้ก็ต้อง ล่วงเลยกำหนดเวลาแล้วขอศาลฎีกาได้โปรด อนุญาตให้จำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาและรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1655/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ ทุนทรัพย์จำนวน 63,290 บาท ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ฎีกาโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า แม้ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จะไม่ได้สิทธิครอบครองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ ครอบครองที่พิพาทอยู่ก่อนก็ควรได้สิทธิเข้าทำ ประโยชน์และจำเลยไม่มีสิทธิเข้าแย่ง การครอบครองและแม้ศาลล่างยังมิได้วินิจฉัย ชี้ขาดประเด็นข้อนี้แต่ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินภายในเส้นสีแดง ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้อง หมู่ที่ 6 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ประมาณ2 งาน เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครอง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชดใช้ค่าต้นมะม่วงพันธุ์ เป …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1656/2537
ความว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ชื่อของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำพิพากษาศาลฎีกา ได้พิมพ์ผิดพลาดเป็น นางบุญเกิด ซึ่งที่ถูกต้องคือนางบุญเกื้อ ทำให้เป็นเหตุขัดข้องในการจัดสรรแบ่งมรดกตามคำพิพากษาจึงขอแก้ไข ชื่อของจำเลยที่ 2 ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำพิพากษาศาลฎีกาให้ถูกต้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 3273 และโฉนดเลขที่ 1678,3168,5713 ตำบลปากน้ำโพอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์และสิ่งปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 1678,3168,5713 ให้โจทก์ทั้งห้าจำนวน 1/2ของกรรมสิทธิ์รวม แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1691 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งห้า จำนวน 1/4 ของกรรมสิทธิ์รวม หากไม่สามารถ แบ่งเช่นว่านี้ได้ให้นำออกประมูลขายระหว่าง เจ้าของ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1658/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้าม ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 109) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจาก ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 11หน้า 125 สารบบเล่ม- หน้า 22 หมู่ที่ 8 ที่ดินตั้งอยู่ที่ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ดินในกรอบสีแดงและสีดำในแผนที่เอกสารหมาย ผ.1 และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน แก่โจทก์ปีละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(วันฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2534) จนกว่าจำเลย และบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:166/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยเป็น ฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ประกอบผู้เสียหายจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาตรา 4 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่าศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำเลย เพราะได้แปลความหมายหมายของบทกฎหมาย ผิดไป เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300,91 ที่แก้ไขแล้ว ผู้เสียหายจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43,78,157,160 ที่แก้ไขแล้ว ลดโทษให้กึ่งหนึ่งลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 3 เดือน ลงโทษฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำคุก 1 เดื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1670/2537
ความว่า จำเลยฎีกา อาจมีผลทำให้ศาลฎีกา วินิจฉัยเปลี่ยนแปลงกลับคำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ หากบังคับคดีไปทันทีก็จะทำให้ จำเลยได้รับความเสียหายและไม่อาจกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 131 แผ่นที่ 4) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้สัญญาเช่าฉบับลง วันที่ 29 มกราคม 2528ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งโรงน้ำแข็ง1 โรง โรงอาหารสำหรับคนงาน 1 หลัง และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 884 เลขที่ดิน 2 ตำบลบางใส้ไก่ฝั่งเหนืออำเภอบางลำภูล่าง กรุงเทพมหานคร พร้อมกับส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งโรงน้ำแข็ง และโรงอาหารกับบริวารออกไปจากที่ดิน ดังกล่าวของโจทก์ คำขอของโจทก์และจำเลย นอกจากนี้ให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1672/2537
ความว่า เนื่องจากโจทก์และจำเลยตกลงกันได้แล้ว โจทก์ ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องว่า ไม่คัดค้าน (อันดับ 88) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 5 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คง จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 69) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 70 แผ่นที่ 2)ศาลฎีกามีคำสั่งแล้ว คดีอยู่ระห …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1674/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท โจทก์ (ที่ถูกจำเลย) ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ (ที่ถูกจำเลย) ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เพิกถอนคำสั่งเป็นว่า ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 4 คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยเหล่านี้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 เห็นว่า จำเลยฎีกาในประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์กับพวกสละมรดกแล้วหรือไม่และทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ทั้งเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 69) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็น 5 ส่วน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:168/2537
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพิเคราะห์แล้ว คดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสอง ข้อ 2.1ที่ว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ระบุ อายุของผู้รับมอบอำนาจ จึงไม่อาจทราบได้ว่าผู้รับมอบอำนาจมี ความสามารถตามกฎหมาย และฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโจทก์ด้วยการครอบครองปรปักษ์นั้นล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 91) โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าวและส่งมอบให้โจทก์ใน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1681/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน ชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โดยยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริง จากการนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยจึงเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ต้องห้าม ไม่ให้รับฟังตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่บัญญัติว่าห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษา ยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่า จำเลยได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,162,267 ศาลชั้นต้นงดสืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1682/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และฎีกาของโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสองไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการแก้ไขมาก เพราะแก้ไขบทลงโทษและแก้ไขโทษจำเลย โจทก์จึงฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่,83 จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำ แก่ผู้เสียหายหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 4,600 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองและวรรคสาม ให้ลงโทษ ตามวรรคสามซึ่งเป็นบทหนัก วางโทษจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1683/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้เป็นคดี มีทุนทรัพย์ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลย เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ เมื่อจำเลยได้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็น กรรมสิทธิ์ของจำเลย คดีนี้จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง และฎีกาที่ว่า โจทก์ทั้งสองได้รับโอนกรรมสิทธิ์ ในที่ดินที่พิพาทมาโดยนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ โจทก์ทั้งสอง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ทั้งสองได้รับสำเนา คำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 20/2 ออกไป จากที่ดินโฉนดเลขที่ 8892 ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรีจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นของโจทก์ทั้งสอง พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1685/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยไม่มีเจตนาที่จะลักทรัพย์ของนายจ้าง ตามข้อกล่าวหา และผู้เสียหายในคดีนี้ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ส่วนโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าได้รับสำเนาคำร้อง (อันดับ 49) ระหว่างพิจารณาบริษัทไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(11) วรรคสาม ให้จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 47) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 49) คำสั่ง ฎี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1686/2537
ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและ ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งคำร้องว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงไม่ อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 เมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่รับฎีกา จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยให้การ รับสารภาพไปโดยหลงเชื่อพนักงานสอบสวน เป็นการ ให้การเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน ซึ่งกระทำไปโดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จำเลยไม่เคยมีประวัติที่เสื่อมเสีย และมีภาระที่ต้องเลี้ยงดูมารดาซึ่งมีอายุม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1690/2537
ความว่า ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ เนื่องด้วยจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์ คดีนี้โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และจำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 57,61) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 48) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 49) คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ผู้เสียหายยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 57) คำสั่ง คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ให้จำหน่ายคดีเสียจา …