ปี พ.ศ.: 2537
3,840 รายการ · หน้า 25 จาก 192
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:176/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับฎีกาจำเลยในข้อ 2.1 และ 2.4 ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย ส่วนฎีกาข้อ 2.2 และข้อ 2.3 เป็นฎีกา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 248 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่า มีการฉ้อฉลในการทำสัญญาประกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกัน และข้อ 2.3 ที่ว่าโจทก์บอกกล่าวก่อนฟ้องโดยชอบหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มีสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาข้อ 2.2 และ 2.3 ของจำเลยด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (7 มิถุนายน 2533)ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ยกฟ้องแย้ง ของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:176/2537
ฎีกาของจำเลยที่ว่าสัญญาประกันพิพาทเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลโดยพันตำรวจโท ป. หลอกลวงให้จำเลยสำคัญผิดคิดว่าเป็นการประกันตัว ส.แต่ทำสัญญามีข้อความเป็นการประกันตัวด. หรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาของจำเลยที่ว่า ก่อนฟ้องคดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบนัดตามเงื่อนไขของสัญญาประกันพิพาทอันจะถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้แล้วหรือไม่ก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1766/2537
ความว่า โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีมีทุนทรัพย์ 100,000 บาท จึงต้องห้าม ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ฎีกาคำสั่งโจทก์เป็นข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาคำสั่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์ทั้งสองเห็นว่า ฎีกาโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะศาลอุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาคดีโดยศาลอุทธรณ์ไม่พิจารณาสั่งคำร้องของ โจทก์ทั้งสองก่อนมีคำพิพากษาเมื่อพิพากษาแล้ว จะถือว่าเป็นการยกคำร้องโดยปริยายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับฎีกาคำสั่งของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1767/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา ไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงไม่รับ คืน ค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าที่ดิน และค่าก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 4 มกราคม 2532 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 122,250 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 120,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 181) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 183) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้เถียง การใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานของ ศาลอุทธรณ์ที่รับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1768/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกา ทั้งข้อ ก. และ ข. ของจำเลยเป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 และผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้น ไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับ ฎีกาจำเลย คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ ก. ที่ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้โจทก์คืนตู้แช่ไอศครีม พิพาท แก่จำเลยด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 97) จำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1769/2537
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อตึกพิพาทมีค่าเช่าตามสัญญา ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท และ ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้าม มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด จำเลยที่ 2 เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีตรงข้ามกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน การโต้เถียงของจำเลยที่ 2 ที่ว่าการเช่ามีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และแม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่า เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ของศาลอุทธรณ์ แต่ฎีกาของจำเลยที่ 2 ท้ายฎีกาก็ได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเช่นเดียวกับการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้ โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ของศาล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:177/2537
ความว่า จำเลยทั้งหกฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งหกเป็นฎีกาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งหก จำเลยทั้งหกเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งหกเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทั้งหมด จึงไม่ต้องห้ามฎีกาแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งหกไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 170) ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ทั้งแปดฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลงแก่ฝ่ายโจทก์หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่อาจแบ่งแยกได้ ให้เอาขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันไปจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งแปด โดยแบ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1772/2537
ความว่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมลงแล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทนายผู้ร้องหาหลักฐานเกี่ยวกับ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 มาแสดงต่อศาลภายใน 7 วัน ผู้ร้องได้ตรวจสอบภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 พบว่าจำเลยที่ 1มีภูมิลำเนาอยู่ ณ บ้านเลขที่ 7/5 หมู่ที่ 4 ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร แต่ปรากฏว่าในทะเบียน บ้านดังกล่าวระบุว่า จำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมไปแล้วรายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้อง ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งในการดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป หมายเหตุ โจทก์และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1865 เลขที่ดิน 92 หน้าสำรวจ 298 ตำบลอนุสาวรีย์ (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้เจ้าหน้าที่ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดง ที่ 9387/2529 ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ให้ขับไล่จำเลย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1775/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นฟังมา จะปรับบท เป็นความผิดตามที่ศาลพิพากษาลงโทษ ได้หรือไม่ และการที่ศาลวินิจฉัยปรับบทลงโทษ จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ประกอบมาตรา 86 เป็นการปรับบทไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,157 และ 162 ประกอบด้วยมาตรา 86,267 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1776/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก ทั้งไม่ได้รับรองให้ฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 เห็นว่า ฎีกาที่ว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้จำเลยทั้งหมด มีเจตนาเพียงเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 7 ให้มีชื่อ อยู่ในทะเบียนบ้านเท่านั้นมิได้มีเจตนาที่จะก่อ ให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือทางราชการ แต่อย่างใด เป็นปัญหาสำคัญที่ยังไม่มีแนวคำพิพากษา ของศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐาน และจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เพื่อให้โอกาส จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 39) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 พระราชบัญญัติการทะเบีย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1777/2537
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า คำฟ้องอุทธรณ์เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า การออกหนังสือเตือน ของนายประพนธ์ชาญวิทย์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตของโจทก์ ถือว่าเป็นคำเตือนของนายจ้างที่ ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ชี้ขาดคดีโดยรับฟังข้อเท็จจริงเฉพาะแต่คำสั่ง ของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โดยมิได้ วินิจฉัยถึงพยานหลักฐานของโจทก์ เป็นการวินิจฉัย คดีขัดต่อวิธีพิจารณาคดีแรงงาน นั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 36) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 33/2536 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536ที่วินิจฉัยให้โจทก์ รับนายมนัส โลหะ ผู้กล่าวหากลับเข้าท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1778/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยฎีกา ภายในกำหนด แต่เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีว่า คำวินิจฉัย และเหตุผลแห่งการตัดสินของศาลอุทธรณ์ ผิดพลาด จากพยานหลักฐานในสำนวนความ เนื่องจาก ศาลอุทธรณ์หยิบยกเหตุผลเพียงเรื่องเดียวลงโทษจำเลย โดยไม่รอการลงโทษ ทั้งที่มีเหตุผลอื่น ๆ ที่สามารถหยิบยกเพื่อรอการลงโทษให้จำเลยได้ เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นายธนาพันธ์จันทรารมย์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1779/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลย ยื่นฎีกาภายในกำหนด แต่ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248ที่แก้ไข และฎีกา ในส่วนที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับ การวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 247 จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาใน ปัญหาข้อกฎหมายซึ่งได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 และเป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2534 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:178/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และได้กำหนด จำนวนทุนทรัพย์ไว้เป็นเงิน 100,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 ธันวาคม 2535 ดังนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจ คำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดทุนทรัพย์ของที่ดินพิพาทไว้ก็ไม่ทำให้ คดีของโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ขึ้นมาได้ โปรดมีคำสั่งให้ รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารขนย้ายสิ่งของจำเลย และย้ายออกไปจากที่ดินและบ้านบนที่ดินโฉนด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1780/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของ โจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาท ไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา โจทก์เห็นว่า โจทก์ฎีกาในปัญหาที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขประเด็นพิพาทในคดี ภายหลังจากที่ได้กำหนดไว้แล้ว และศาลชั้นต้น ได้นัดสืบพยานโจทก์ไปแล้วถึง 4 นัด การแก้ไข ประเด็นพิพาทเป็นการแก้ไขภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีอาญาและคดีอาญาดังกล่าว ได้ถึงที่สุดแล้ว เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ประเด็นพิพาทในทางแพ่งให้สอดคล้องต้องกัน กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางอาญานั้น ไม่น่า จะกระทำได้แม้จะไม่มีกฎหมายห้ามไว้เพราะทำให้คู่ความเสียหาย และได้รับ ความกระทบกระเทือน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหา ข้อกฎหมาย และที่โจทก์ฎีกา ในปัญหา ที่ว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางอาญานั้น เป็นข้อเท็จจริง ที่ไม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1782/2537
ความว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้อง ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ว่า กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องกำหนด หรือคำนวณค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 แต่เป็นเรื่องคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ซึ่งเป็นคำสั่ง ระหว่างพิจารณา จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด และสั่งคำร้องว่าสั่งในอุทธรณ์คำสั่งแล้ว โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า โจทก์ฟ้องเรียก ส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสิบโดยขอให้ ใส่ชื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสิบในที่ดินพิพาท เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณ เป็นราคาเงินได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าโจทก์ ฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ และให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้อง จึงเป็นกรณีการอุทธรณ์ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 นั้น เป็นปัญหาข้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1782/2537
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์ซึ่งเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เสียค่าขึ้นศาลใหม่อย่างคดีมีทุนทรัพย์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะโต้แย้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นการที่มิได้กำหนดหรือคำนวณค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 ก็ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ยังไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ต่อศาลฎีกาโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ได้ ความว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลช …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1782/2537
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบจดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบในวันนัดชี้สองสถานศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินโดยการฉ้อฉล และขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย นอกจากนี้จำเลยยังต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นการไม่ถูกต้องให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลใหม่ให้ถูกต้องตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง และให้เลื่อนการนัดชี้สองสถานโจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:179-180/2537
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงพร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลแรงงานกลางสั่งว่าอุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามผู้เสียหายจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานมาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ และมีคำสั่งในคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าพิเคราะห์แล้ว ไม่มีกฎหมายให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งในคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีว่าศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำร้องขอทุเลาการบังคับจึงตกไปด้วย จึงไม่รับคำร้อง จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ข้อ 2.1 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ข้อ 2.1ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:179-180/2537
จำเลยอุทธรณ์ขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่มีกฎหมายให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ก. กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยได้ปรึกษากับ ด. ว่าจะทำโทษโจทก์ทั้งสองโดยการตัดโบนัสและไม่ขึ้นเงินเดือน แต่ ก. เปลี่ยนใจไล่โจทก์ทั้งสองออกจากงานจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางมิได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยประกอบหากนำมาวินิจฉัยจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่ไปเอง จึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 และเมื่อมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ไม่จำต้องพิจารณาสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยอีก