ปี พ.ศ.: 2537
3,840 รายการ · หน้า 41 จาก 192
- ฎีกาที่ 220/2537
ในการวินิจฉัยว่าคดีต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้นต้องพิจารณาบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันยื่นคำฟ้องฎีกา คดีฟ้องขับไล่ตามสัญญาเช่าแม้จะไม่มีประเด็นเรื่องขับไล่ในชั้นฎีกา แต่ในการวินิจฉัยว่าคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ต้องแปลว่ามีประเด็นในเรื่องขับไล่ในชั้นฎีกาด้วย เพื่อให้บทบัญญัติของกฎหมายซึ่งใช้เฉพาะในชั้นฎีกามีผลเช่นเดียวกันอย่างแท้จริง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:220/2537
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา มีทางที่จะชนะคดี โปรดอนุญาต ให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 111) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลย หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ โดยให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 2,000 บาท นับตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วย ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงเบญจรัตน์กิจรุ่งโรจนาพร กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2200/2537
ความว่า จำเลยทั้งสองยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งในเรื่องที่จำเลยขอให้ศาลพิจารณา คำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาโดยให้จำเลยนำพยานมาสืบใหม่แล้ว คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย จำเลยจะฎีกาคำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ ไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาล จำเลยทั้งสองเห็นว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง เดิมนั้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน คำร้องขอฟ้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เนื่องจากคำสั่งยกคำร้อง ไม่ชอบ ซึ่งเป็นการอุทธรณ์คำสั่งในกรณีที่ศาลดำเนิน กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และในการฎีกาจำเลยทั้งสอง ก็ฎีกาในกรณีเดียวกัน มิใช่จำเลยทั้งสองจะฎีกาตามนัยแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ตามที่ศาลชั้นต้น วินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา …
- ฎีกาที่ 2202/2537
จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างออกแบบและควบคุมการก่อสร้างอาคารบ้านพัก มีห้างหุ้นส่วนจำกัดพ.เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 2เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างแทนจำเลยที่ 1ห้างหุ้นส่วนจำกัดพ.ได้มอบให้อ. ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างของห้างนำรถยนต์บรรทุกไปใช้ในการก่อสร้างโดยจำเลยที่ 2และ อ. ได้ใช้รถยนต์บรรทุกนั้นร่วมกัน และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็ใช้อยู่ตลอดทั้งวันน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้รถยนต์บรรทุกนั้นในการปฏิบัติหน้าที่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกโดยความประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ที่โจทก์ขับสวนมาได้รับความเสียหาย โดยจุดชนห่างจากสถานที่ก่อสร้างประมาณ 30 เมตร และเป็นเวลาหลังจากเลิกงานประมาณ1 ชั่วโมง ถือได้ว่าอยู่ในระหว่างเวลาต่อเนื่องคาบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 …
- ฎีกาที่ 2202/2537
จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างออกแบบและควบคุมการก่อสร้างอาคารบ้านพัก มีห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างแทนจำเลยที่ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.ได้มอบให้ อ.ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างของห้างนำรถยนต์บรรทุกไปใช้ในการก่อสร้างโดยจำเลยที่ 2 และ อ.ได้ใช้รถยนต์บรรทุกนั้นร่วมกัน และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็ใช้อยู่ตลอดทั้งวัน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้รถยนต์บรรทุกนั้นในการปฏิบัติหน้าที่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกโดยความประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ที่โจทก์ขับสวนมาได้รับความเสียหาย โดยจุดชนห่างจากสถานที่ก่อสร้างประมาณ 30 เมตร และเป็นเวลาหลังจากเลิกงานประมาณ 1 ชั่วโมงถือได้ว่าอยู่ในระหว่างเวลาต่อเนื่องคาบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเล …
- ฎีกาที่ 2205/2537
ฟ. ทำพินัยกรรมมอบแก่พระครูน.เก็บรักษาไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1ได้มาขอรับเอาพินัยกรรมดังกล่าวไป แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมนำออกมาเปิดเผย เพื่อมิให้โจทก์ได้รับมรดกตามพินัยกรรม เมื่อโจทก์ขอพินัยกรรมจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ไม่ยอมให้ดู ดังนี้ จึงเป็นการเอาไปเสียซึ่งพินัยกรรมของ ฟ. ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188 แต่โจทก์มิได้ฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 1 มายังศาลภายใน10 ปีนับแต่วันกระทำผิดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3)
- ฎีกาที่ 2206/2537
แม้หนังสือสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองกำหนดให้ผู้ร้องคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีและทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์คือดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715(1) ก็ตามแต่ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยยังมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพียงแต่ขอรับชำระหนี้จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2532 โดยมิได้คำนวณดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2532 จนถึงวันยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง(วันที่ 27 มีนาคม 2532) และไม่ได้เรียกดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำร้องจนถึงวันขายทอดตลาดมาด้วย ในเรื่องดอกเบี้ยจะเห็นได้ว่าผู้ร้องมิได้มีคำขอมาในคำร้องแต่อย่างใด ศาลจึงมิอาจมีคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรก
- ฎีกาที่ 2206/2537
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยผู้ร้องยังมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิได้คำนวณดอกเบี้ยจนถึงวันยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองและไม่ได้เรียกดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำร้องจนถึงวันขายทอดตลาดมาด้วย ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งให้เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2206/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 มาตรา 225ประกอบมาตรา 215 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษา แต่ที่จำเลยที่ 1ฎีกา เพื่อขอความปรานีให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัวเป็นพลเมืองดี เท่านั้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 24) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามสิบเก้ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4,5,6,10,12และ 15 ที่แก้ไขแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าสำนัก 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือ 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยนอกนั้นปรับคนละ 1,800 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2207/2537
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับฎีกาจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อ 3 ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง และข้อ 4 ในประเด็นค่าเสียหาย นอกนั้นเห็นว่าจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว จึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสองเฉพาะที่เป็น ฎีกาข้อเท็จจริง จำเลยทั้งสองเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขมากและข้อที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารด้วยนั้น เป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างสิ้นเชิง ส่วนฎีกาข้อ 5 ของจำเลยทั้งสองนั้นสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายซึ่งเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รื้อบ้านเลขที่ 144 …
- ฎีกาที่ 2209/2537
ศาลบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการบังคับยึดทรัพย์สินของจำเลยมาขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยโดยวิธีอื่น แต่ในคำร้องของจำเลยปรากฎว่าคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นเรื่องขอให้โจทก์ชำระหนี้เงินวัตถุแห่งหนี้จึงเป็นคนละอย่างต่างกัน ไม่อาจที่จะหักกลบหนี้กันได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคแรกจำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน
- ฎีกาที่ 2209/2537
ศาลบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการบังคับยึดทรัพย์สินของจำเลยมาขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยโดยวิธีอื่นแต่ในคำร้องของจำเลยปรากฏว่าคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นเรื่องขอให้โจทก์ชำระหนี้เงินวัตถุแห่งหนี้จึงเป็นคนละอย่างต่างกัน ไม่อาจที่จะหักกลบลบหนี้กันได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 293 วรรคแรก จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:221/2537
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1เป็นข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดี จึงรับฎีกา ส่วนฎีกาข้อ 2.2ถึงข้อ 2.4 เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้าม จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาในข้อ 2.2 และข้อ 2.3 เป็นฎีกาในเรื่องสิทธิในครอบครัว จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ส่วนฎีกาในข้อ 2.4 นั้น เป็นเรื่องค่าตอบแทน เมื่อรวมเงินต้นค่าทดแทนดอกเบี้ยตามคำพิพากษา และค่าทนายความ ในชั้นอุทธรณ์แล้ว ทุนทรัพย์มีจำนวนเงินเกินกว่า 200,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.4 ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 117) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลย หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้ …
- ฎีกาที่ 2210/2537
ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 68 วรรคแรก ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการปิดประกาศขายทอดตลาดโดยเปิดเผย ณ สถานที่ที่ทรัพย์จะขายตั้งอยู่ด้วย เป็นข้อกำหนดเพื่อประสงค์ให้บุคคลภายนอกที่สนใจมาประมูลซื้อทรัพย์ในการขายทอดตลาดเท่านั้น ระเบียบดังกล่าวหาได้เป็นกฎหมายไม่ แม้หากจะไม่มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวแต่เมื่อได้ความว่าจำเลยได้ทราบกำหนดวันขายทอดตลาดตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีล่วงหน้าแล้ว ถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยทั้งสองซึ่งมีส่วนได้เสียในการบังคับคดีทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 306 แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306,308 หมวดที่ 2ว่าด้วยวิธียึดทรัพย์อายัดทรัพย์และการจ่ายเงินประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนที่ 3 ว่าด้วยการขายทอดตลาดและระเบียบกระทรวงยุติธรรมว …
- ฎีกาที่ 2211/2537
ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 83 ที่กำหนดให้ผู้ขายทอดตลาดร้องขานจำนวนเงินที่มีผู้สู้ราคาระหว่างการนับนั้นนอกจากเพื่อให้เป็นที่ชัดเจนแก่ผู้เข้าสู้ราคาคนอื่นเพื่อไตร่ตรองก่อนตัดสินใจว่าจะสู้ราคาขึ้นไปอีกหรือไม่แล้วยังมีเจตนารมณ์เพื่อให้โอกาสแก่ผู้เข้าสู้ราคารายอื่นซึ่งมิได้อยู่ร่วมในการประมูลสู้ราคามาแต่ต้นแต่เพิ่งมาถึงได้ทราบราคาที่มีผู้สู้ราคาไว้แล้ว เพื่อจะได้ประกอบการตัดสินใจว่าสมควรสู้ราคาขึ้นไปอีกหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องอยู่ร่วมเข้าสู้ราคามาแต่ต้น ผู้ร้องย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าผู้คัดค้านได้เสนอราคามาถึงเท่าใดและอาจตัดสินใจได้ว่าจะสู้ราคาขึ้นไปอีกหรือไม่ ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าระหว่างการนับ 1 ถึง 3 แต่ละช่วงเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ขานจำนวนเงินที่มีผู้สู้ราคาครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง 3-4 คน ตามนัยแห่งระเบียบดังก …
- ฎีกาที่ 2211/2537
ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงาน-บังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 83 ที่กำหนดให้ผู้ขายทอดตลาดร้องขานจำนวนเงินที่มีผู้สู้ราคาระหว่างการนับนั้น นอกจากเพื่อให้เป็นที่ชัดเจนแก่ผู้เข้าสู้ราคาคนอื่นเพื่อไตร่ตรองก่อนตัดสินใจว่าจะสู้ราคาขึ้นไปอีกหรือไม่แล้ว ยังมีเจตนารมณ์เพื่อให้โอกาสแก่ผู้เข้าสู้ราคารายอื่น ซึ่งมิได้อยู่ร่วมในการประมูลสู้ราคามาแต่ต้นแต่เพิ่งมาถึงได้ทราบราคาที่มีผู้สู้ราคาไว้แล้ว เพื่อจะได้ประกอบการตัดสินใจว่าสมควรสู้ราคาขึ้นไปอีกหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องอยู่ร่วมเข้าสู้ราคามาแต่ต้น ผู้ร้องย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าผู้คัดค้านได้เสนอราคามาถึงเท่าใด และอาจตัดสินใจได้ว่าจะสู้ราคาขึ้นไปอีกหรือไม่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าระหว่างการนับ 1 ถึง 3 แต่ละช่วงเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ขานจำนวนเงินที่มีผู้สู้ราคาครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง 3 - 4 หนตามนัยแห่งระเบ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2211/2537
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ (ฎีกา) คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี เป็นอำนาจเฉพาะของศาลอุทธรณ์ โจทก์ไม่อาจฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง โจทก์เห็นว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มิได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ แต่อย่างใด เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครอง ชั่วคราวของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ โปรดมีคำสั่งรับ คำร้องอุทธรณ์ (ฎีกา) คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในที่ดินทางทิศตะวันออกของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 6 หน้า 104 สารบบเล่มเลขที่ 69 หมู่ที่ 9ตำบลนากลาง อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ ครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ดินคือ 4 …
- ฎีกาที่ 2213/2537
ข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437เป็นกรณีที่เกี่ยวกับผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถยนต์ไปเกิดเหตุโดยตรงซึ่งจะต้องรับผิดต่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งที่มิได้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล จำเลยไม่ได้ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถยนต์ขณะเกิดเหตุ เป็นแต่เพียงมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนเท่านั้น ทั้งเป็นกรณีที่ยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลชนกัน จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของบทกฎหมายดังกล่าว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2213/2537
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของ จำเลยทั้งหมดเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการแผนก คลังสินค้าของจำเลยประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าในคลังสินค้า สูญหาย โดยละเลยไม่จัดทำบัญชีควบคุมสินค้าไม่ได้ตรวจสอบ ใบสั่งสินค้า ใบสั่งซื้อและไม่ดำเนินการควบคุมตรวจนับจำนวน สินค้าให้ถูกต้องตามใบสั่งสินค้า เป็นเหตุให้จำเลยได้รับ ความเสียหายอย่างร้ายแรง ประกอบกับโจทก์มาทำงานสาย ฝ่าฝืน ระเบียบข้อบังคับตามที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างของจำเลยนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 50,51) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 34,666 บาท ค่าชดเชยจำนวน 124,800 บาท เงินสมทบจำนวน 43,436 บาท และค่าเสียหายจำนวน 62,400 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2217/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยฎีกาขอให้ รอการลงโทษจำคุกซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่แก้ไขโทษจำคุก จำเลยจากเดิม 2 ปี เป็นจำคุกจำเลย 6 เดือน ชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้เพิ่มบทและแก้โทษเป็นการแก้ไขมาก คดีของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว ลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 59) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 60) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พ …