ปี พ.ศ.: 2537
3,840 รายการ · หน้า 42 จาก 192
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:222/2537
ความว่า โจทก์ทั้งหกฎีกา มีทางชนะคดี หากจำเลยทำการ ก่อสร้างกำแพงรั้วปิดกั้นทางซึ่งโจทก์ทั้งหกใช้เข้าและ ออกจากที่ดินโจทก์ทั้งหกสู่ถนนรัชดาภิเษกสายท่าพระ-ตากสิน แล้วโจทก์ทั้งหกจะได้รับความเสียหายอย่างมาก เพราะโจทก์ทั้งหก ไม่มีเส้นทางอื่นใดที่จะใช้ยานพาหนะผ่านไปสู่ถนนดังกล่าวได้ โปรดมีคำสั่งห้ามจำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการใด ๆ ที่จะปิดกั้นกีดขวางเส้นทางเข้าออกจากที่ดินโจทก์ทั้งหก สู่ถนนรัชดาภิเษก สายท่าพระ-ตากสิน ตามที่โจทก์ทั้งหกได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานครซึ่งมีความกว้างประมาณ 4 เมตร ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 135) โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนทำลายกำแพงและสิ่งกีดขวางทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งหกพร้อมเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทำการรื้อถอนกำแพงรั้วอิฐบล๊อกหรือสิ่งอื่นที่จำเลยทำเป็นแนวรั้วตรงบริเวณที่ปิดกั้น ทางเข้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2220/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่รับฎีกาโจทก์เนื่องจากศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ยืนตามศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาในประเด็นที่ว่า โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดโดยมีเหตุสุดวิสัยหรือไม่นั้นชอบที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานและคำสั่ง ศาลอุทธรณ์ดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 236 แต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 63,500 บาท แก่โจทก์ รวมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันฟ้อง (23 พฤศจิกายน 2535) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2220/2537
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาที่โจทก์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ โดยไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของอุทธรณ์ จึงมิใช่เป็นคำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์อันจะทำให้คดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 โจทก์มีสิทธิฎีกาได้ ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่รับฎีกาโจทก์ เนื่องจากศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ยืนตาม ศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ให้คืนค่าขึ้นศาล ในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาในประเด็นที่ว่า โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดโดยมีเหตุสุดวิสัยหรือไม่นั้น ชอบที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานและคำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 แต่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2221/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ฎีกาดุลพินิจของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาล โจทก์เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่านายประสิทธิ์เป็นผู้เยาว์ที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2นายประสิทธิ์ทำให้เกิดความเสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ดูแลนายประสิทธิ์ ผู้เยาว์ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลผู้เยาว์ ที่จะต้องรับผิดในผลละเมิดที่ผู้เยาว์ได้กระทำลงในระหว่าง ที่อยู่ในความดูแลของตนหรือไม่ โจทก์เห็นว่าเป็นการปรับ ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่ามีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิด หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ทนายจำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 89 แผ่น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2225/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก และผู้พิพากษาที่ลงชื่อใน คำพิพากษาไม่รับรองฎีกาให้จำเลย จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวนขึ้นมาวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยอย่างไม่เหมาะสม และเมื่อปืนของกลางมิใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดย การกระทำความผิดแล้ว จึงควรให้คืนปืนดังกล่าวให้แก่ผู้เป็น เจ้าของ เป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 84) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,371,376 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคสอง,72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย กับความผิดฐาน …
- ฎีกาที่ 2227/2537
สิทธิการเช่าตึกแถวระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับจำเลยเป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่มีข้อตกลงให้จำเลยโอนสิทธิการเช่าได้จึงเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 285(4) โจทก์จึงไม่มีสิทธินำยึดออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้โจทก์ได้ เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าตึกแถวแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่มีราคาอยู่ในตัวแต่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามกฎหมายโจทก์ผู้นำยึดจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี
- ฎีกาที่ 2227/2537
สิทธิการเช่าตึกแถวที่โจทก์นำยึดเพื่อขายทอดตลาด เป็นสิทธิที่จำเลยได้มาจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ให้เช่าเมื่อผู้ให้เช่าไม่อนุญาตให้นำสิทธิการเช่าตึกแถวออกขายทอดตลาดเพราะประสงค์จะนำมาหาประโยชน์ด้วยตนเอง สิทธิการเช่าดังกล่าวจึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวและเมื่อไม่มีข้อตกลงให้จำเลยโอนสิทธิการเช่าได้ สิทธิการเช่ารายนี้จึงเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285(4) โจทก์จึงไม่มีสิทธินำยึดออกขายทอดตลาดได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าตึกแถวแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาไว้จึงเป็นทรัพย์สินที่มีราคาอยู่ในตัว แม้จะไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามกฎหมายโจทก์ผู้นำยึดจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย
- ฎีกาที่ 223/2537
ที่เกิดเป็นเหตุการณ์คดีนี้เนื่องจากสาเหตุที่มีการสอบถามถึงเรื่องที่จำเลยด่าว่าบุตรสาว จ. เท่านั้น อันเป็นเหตุเล็กน้อยไม่น่าจะปองร้ายกันถึงชีวิต และได้ความจากคำเบิกความของ จ.ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปทาง ร. ในระยะห่างประมาณ 5 ถึง 6 วาหากจำเลยประสงค์จะปองร้ายจ.และร. ถึงชีวิต จำเลยคงเลือกยิงในตำแหน่งซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้โดยไม่ยาก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง ร.ในระดับต่ำถูกบริเวณต้นขาและน่องซ้ายของร.ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยเจตนาให้ จ. และ ร. ได้รับอันตรายแก่กายเท่านั้น จึงฟังได้เพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกาย ร. อันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2230/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1เป็นฎีกาข้อกฎหมายไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อ 2.2 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งคดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งอีกทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น และการกักกันก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่รับฎีกา ของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ยังต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคแรก ซึ่งมิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไปเมื่อให้การรับสารภาพ คดีนี้โ …
- ฎีกาที่ 2231/2537
ผู้ตายแนะนำผู้คัดค้านที่ 1 ต่อบุคคลอื่นว่าผู้ตายเป็นบิดาให้ความอุปการะเลี้ยงดูส่งเสียเล่าเรียน ทั้งระบุในใบสมัครสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรให้เป็นผู้รับประโยชน์ด้วย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ย่อมถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนรับรองและไม่จำต้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้สืบสันดาน โดยเป็นทายาทลำดับ 1 ส่วนผู้ร้องเป็นทายาทลำดับ 3 จึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายแม้ผู้ร้องจะมีสิทธิรับมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกับผู้คัดค้านทั้งสองก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งสองด้วยกันเอง และทำขึ้นหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับการมีสิทธิรับมรดกแต่อย่างใดไม่ก่อให้ผู้ร้องเป็ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2231/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นการฎีกาดุลพินิจในการฟังของกลางและการกำหนดโทษ ถือเป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ตรวจสอบและพิสูจน์น้ำหนัก ของกลาง เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2528 คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องของกลาง ในคดีอาญาเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งคำรับสารภาพของจำเลยก็มิชอบเพราะพนักงานที่เกี่ยวข้อง แนะนำว่า เมื่อจำเลยรับสารภาพแล้วจะมีโทษปรับสถานเดียว ซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยได้ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์แล้ว ส่วนเรื่อง การรอลงอาญานั้นศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้หยิบยกเอาเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 56 มาเป็นข้อวินิจฉัยโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 46) ศ …
- ฎีกาที่ 2235/2537
ผู้กล่าวหาเป็นลูกจ้างตำแหน่งระดับหัวหน้าซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจในการลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ผู้กล่าวหาจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่ลูกจ้างอื่นได้จัดตั้งขึ้นหรือเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 95 วรรคสองการที่ผู้กล่าวหาเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของลูกจ้างอื่น ย่อมทำให้การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้นไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะขัดต่อบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ดังกล่าวแต่ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีอำนาจเพิกถอนตำแหน่งระดับหัวหน้าของลูกจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างนั้นสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของลูกจ้างอื่น และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์ที่จะกระทำการเช่นว่านั้นได้โจทก์จึงเพิกถอนตำแหน่งระดับหัวหน้าของผู้กล่าวหาไม่ได้
- ฎีกาที่ 2235/2537
ผู้กล่าวหาทั้งสี่เป็นลูกจ้างตำแหน่งระดับหัวหน้ามีอำนาจในการลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ผู้กล่าวหาทั้งสี่จึงเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ได้เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 95 วรรคสอง แต่เมื่อระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีอำนาจเพิกถอนตำแหน่งระดับหัวหน้าของลูกจ้างในกรณีเช่นนี้ และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์จึงเพิกถอนตำแหน่งของผู้กล่าวหาทั้งสี่โดยอาศัยเหตุที่ผู้กล่าวหาทั้งสี่สมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ได้
- ฎีกาที่ 2235/2537
ผู้กล่าวหาเป็นลูกจ้างตำแหน่งระดับหัวหน้าซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจในการลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ผู้กล่าวหาจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่ลูกจ้างอื่นได้จัดตั้งขึ้นหรือเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 95 วรรคสอง การที่ผู้กล่าวหาเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของลูกจ้างอื่น ย่อมทำให้การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้นไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะขัดต่อบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.แรงงาน-สัมพันธ์ พ.ศ.2518 ดังกล่าว แต่ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีอำนาจเพิกถอนตำแหน่งระดับหัวหน้าของลูกจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างนั้นสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของลูกจ้างอื่น และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์ที่จะกระทำการเช่นว่านั้นได้ โจทก์จึงเพิกถอนตำแหน่งระดับหัวหน้าของผู้กล่าวหาไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2236/2537
ความว่า จำเลยฎีกาและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาว่า กรณีต้องทำเป็น คำร้องและเสียค่าคำร้อง เมื่อมิได้เสียค่าคำร้องจึงให้ยกคำร้อง และสั่งฎีกาว่า ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ของจำเลย ดังนั้นจำเลยต้องยื่นฎีกาภายในกำหนด ซึ่งครบกำหนด ยื่นฎีกาวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 แต่จำเลยยื่นฎีกาผ่านเรือนจำ มาถึงศาลวันที่ 27 พฤษภาคม 2537 จึงพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว อีกทั้งจำเลยมิได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาและจำเลยยื่นคำร้อง ขอฎีกาอย่างคนอนาถาศาลสั่งยกคำร้อง จึงไม่รับฎีกาจำเลย แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ จำเลยเห็นว่า เนื่องจากจำเลยถูกขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้รับทราบคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา จึงได้ยื่นฎีกาผ่านเรือนจำในวันที่ 19 พฤษภาคม 2537 หากจำเลยรับทราบคำสั่งก็ย่อมจะยื่นฎีกาโดยไม่ชักช้า โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาอย่างคนอนาถาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจท …
- ฎีกาที่ 2244/2537
ฎีกาของจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยบรรยายในฎีกาเพียงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง และเอกสารหมาย จ.1รับฟังไม่ได้ ซึ่งเมื่ออ่านฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยตลอดแล้ว ไม่อาจทราบได้ว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าอย่างไร ทั้งไม่อาจทราบได้ว่าข้อที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นฎีกานั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาจึงไม่อาจรับไว้วินิจฉัยได้
- ฎีกาที่ 2244/2537
ฎีกาของจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยบรรยายในฎีกาเพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1ฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง และเอกสารหมาย จ.1 รับฟังไม่ได้ ซึ่งเมื่ออ่านฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยตลอดแล้ว ไม่อาจทราบได้ว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าอย่างไร ทั้งไม่อาจทราบได้ว่าข้อที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นฎีกานั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับไว้วินิจฉัยได้
- ฎีกาที่ 2245/2537
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร มุ่งหมายถึงการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอันไม่สมควรทางเพศ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดฐานอนาจารเนื่องจากผู้เสียหายยินยอม แต่ก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารได้ การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปนอนค้างคืนที่ขนำในสวนโดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยแล้วจำเลยได้กอดปล้ำ หอมแก้ม และจับหน้าอกผู้เสียหายถือได้ว่าจำเลยกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคแรก แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ตามมาตรา 318 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยกับจำเลยอันเป็นกรณีตามมาตรา 319 ซึ่งมีโทษเบากว่าศาลย่อมลงโทษจำเลยตามมาตรา 319 ได้ เพราะการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จะโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ก็ตามประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่าเป็นความผิดทั้งสอง …
- ฎีกาที่ 2245/2537
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารมุ่งหมายถึงการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอันไม่สมควรในทางเพศ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดฐานอนาจาร เนื่องจากผู้เสียหายยินยอม แต่ก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารได้ และแม้บิดามารดาของผู้เสียหายจะออกไปนอกบ้านขณะที่ผู้เสียหายออกจากบ้านและจำเลยได้พาไปที่ขนำก็ตาม ยังถือว่าผู้เสียหายอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปนอนค้างคืนที่ขนำในสวนโดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วย แล้วจำเลยได้กอดปล้ำหอมแก้มและจับหน้าอกผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายจำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยกับจำเลยอันเป็นกรณีตามมาตรา 319 ซึ่ง …
- ฎีกาที่ 2245/2537
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร มุ่งหมายถึงการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอันไม่สมควรทางเพศ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดฐานอนาจารเนื่องจากผู้เสียหายยินยอม แต่ก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารได้ การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปนอนค้างคืนที่ขนำในสวนโดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วย แล้วจำเลยได้กอดปล้ำ หอมแก้ม และจับหน้าอกผู้เสียหายถือได้ว่าจำเลยกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ตามมาตรา 318 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยกับจำเลยอันเป็นกรณีตามมาตรา 319 ซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามมาตรา 319 ได้ เพราะการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จะโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่าเป็นความผิดทั้งสองกรณี แม …