ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 16 จาก 241
- ฎีกาที่ 1359/2538
โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่1เป็นผู้เช่าซื้อและจำเลยที่2เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่2ฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดเพราะโจทก์ทำละเมิดโดยนำรถยนต์พิพาทซึ่งเป็นของจำเลยที่2ไปขายทอดตลาดเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้องจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
- ฎีกาที่ 1359/2538
โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทแต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยที่ 2 เพราะโจทก์ทำละเมิดต่อจำเลยที่ 2 โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์นำรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อจากโจทก์ ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 ไปขายทอดตลาดโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:136/2538
ความว่า ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกา ของผู้ร้องเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง จึงต้องห้ามฎีกาใน ข้อเท็จจริงส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่าโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารเกินระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375กำหนดไว้ และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกควรเป็นศาลอุทธรณ์ภาค 1) พิพากษาเกินคำขอของโจทก์ เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวในคดีเดิมซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คดีมีประเด็นเพียงว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ และเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหา ดังกล่าว ไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด ผู้ร้องทั้งห้าเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลจะถือเอาผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดมาใช้บังคับกับผู้ร้องทั้งห้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้หรือไม่ และโจทก์ฟ้องขับไล่ …
- ฎีกาที่ 1362/2538
คณะกรรมการสอบสวนซึ่งโจทก์ที่2แต่งตั้งให้สอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบได้ทำการสอบสวนและรายงานผลการสอบสวนต่อผู้แทนของโจทก์ที่2สรุปว่าจำเลยที่1เท่านั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการละเมิดจึงจะถือว่าโจทก์ที่2รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวจำเลยที่2ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าวหาได้ไม่แต่ถือว่าโจทก์ทั้งสองรู้ตัวจำเลยที่2ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อกรมอัยการมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าสมควรจะฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่2รับผิดชอบร่วมกับจำเลยที่1ด้วยเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีภายใน1ปีนับแต่ทราบหนังสือของกรมอัยการดังกล่าวคดีสำหรับจำเลยที่2จึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาว่าจำเลยที่2ต้องรับผิดฐานละเมิดหรือไม่เพียงใดนั้นศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยเพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาลทั้งผลการวินิจฉัยของศาลล่างอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการฎีกาของคู่ความศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาปัญห …
- ฎีกาที่ 1362/2538
คณะกรรมการสอบสวนซึ่งโจทก์ที่ 2 แต่งตั้งให้สอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบ ได้ทำการสอบสวนและรายงานผลการสอบสวนต่อผู้แทนของโจทก์ที่ 2สรุปว่า จำเลยที่ 1 เท่านั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการละเมิด จึงจะถือว่าโจทก์ที่ 2รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวจำเลยที่ 2 ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าวหาได้ไม่ แต่ถือว่าโจทก์ทั้งสองรู้ตัวจำเลยที่ 2 ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อกรมอัยการมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่า สมควรจะฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชอบร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่ทราบหนังสือของกรมอัยการดังกล่าว คดีสำหรับจำเลยที่ 2จึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดฐานละเมิดหรือไม่ เพียงใดนั้น ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลล่างอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการฎีกาของคู่ความ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1363/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลาง มีคำสั่งว่า เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองเห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า การส่งหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีโอกาสต่อสู้คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 45) กรณีเป็นชั้นขอให้พิจารณาใหม่ คดีสืบเนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดและ ขาดนัดพิจารณาศาลแรงงานกลางจึงพิจารณาและชี้ขาด ตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระเงินจำนวน 370,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 มกราคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระให้โจทก์แล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองยื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1365-1383/2538
ความว่า จำเลยทั้งสิบเก้าสำนวนอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลาง มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า คำสั่งของจำเลยที่สั่งย้ายโจทก์ทั้งสิบเก้าไปทำงานที่โรงงานของจำเลย ที่ปากเกร็ด เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีโดยรับฟังข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง การกระทำของโจทก์ทั้งสิบเก้าที่ไปร้องเรียนและไม่ไปทำงาน ที่สาขาปากเกร็ด เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต และโจทก์ทั้งสิบเก้าเป็นลูกจ้างรายวันเมื่อไม่ไปทำงาน ตามคำสั่งของจำเลย จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างจ่าย ในวันที่ไม่ได้ทำงานเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64) คดีทั้งสิบเก้า …
- ฎีกาที่ 1366/2538
การที่โจทก์รับเงินที่จำเลยที่1วางเป็นค่าเสียหายที่ต้องชดใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นการดำเนินการชั้นบังคับคดีเมื่อจำเลยที่1ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์นั้นหาใช่เป็นการยอมรับว่าจำเลยทั้งสองมิได้ฉ้อฉลโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องและไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไปไม่
- ฎีกาที่ 1369/2538
ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจและจำเลยเป็นพนักงานของโจทก์จึงมีฐานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงฐานะของโจทก์ภายหลังหรือไม่ก็หาเป็นเหตุให้มีผลลบล้างฐานะโจทก์และฐานะความรับผิดของจำเลยในขณะเกิดเหตุไม่จึงไม่มีผลกระทบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์และไม่เป็นสาระหรือประโยชน์แก่คดีที่พึงพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือยืนยันขอบเขตอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานของจำเลยและรับรองอำนาจหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์ต่อบุคคลภายนอกเป็นการทั่วไปส่วนมติกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจของผู้แทนดังกล่าวอีกชั้นหนึ่งเป็นข้อจำกัดอำนาจเป็นการภายในหนังสือมอบอำนาจจึงไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่และฐานะของจำเลยหรือเป็นการเพิกถอนยกเลิกมติดังกล่าวไม่ ลูกหนี้ยื่นขอสินเชื่อในรูปแบบของการกู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเกินอำนาจอนุมัติของจำเลยแทนที่จำเลยจะเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารโจท …
- ฎีกาที่ 1369/2538
ขณะยื่นฟ้องโจทก์ยังเป็นรัฐวิสาหกิจและจำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงฐานะของโจทก์เป็นเพียงนิติบุคคลธรรมดาภายหลังฟ้องก็หาเป็นเหตุให้มีผลลบล้างฐานะโจทก์และฐานะความรับผิดของจำเลยในขณะเกิดเหตุกระทำผิดอาญาไม่ จึงไม่มีผลกระทบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์มีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ การเปลี่ยนตัวลูกหนี้และมีการชำระหนี้ภายหลังตามที่จำเลยอ้างนั้นก็คงเป็นเพียงการชำระหนี้ที่ล่าช้า จึงไม่อาจรับฟังเป็นข้อลบล้างความเสียหายที่จำเลยได้ก่อขึ้น และไม่ช่วยให้จำเลยพ้นจากความผิดที่ได้กระทำนั้น
- ฎีกาที่ 1375/2538
คดีมีประเด็นว่าการให้เช่าเหล็กเข็มพืดอยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์หรือไม่การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าแม้โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวแต่เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่าได้มีการทำสัญญาเช่าเหล็กเข็มพืดกันจริงแล้วจำเลยจะโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะอยู่นอกวัตถุประสงค์ของโจทก์หาได้ไม่จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแล้ว จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์สละสิทธิเรียกเบี้ยปรับตามสัญญามิได้ให้การถึงเหตุแห่งการนั้นว่าเพราะโจทก์ยอมรับเหล็กเข็มพืดจากจำเลยโดยมิได้บอกสงวนสิทธิในการเรียกเบี้ยปรับไว้เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา177วรรคสองแม้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับหรือไม่และโจทก์สละสิทธิเรียกเบี้ยปรับตามสัญญาแล้วหรือไม่ก็ถือไม่ได้ว่าปัญหาดังกล่าวเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้จึงชอบแล้วและฎีกาของจำเลยข้อ …
- ฎีกาที่ 138/2538
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่1จำเลยที่1อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาแม้จะมิได้อุทธรณ์ในปัญหาว่าจำเลยที่1กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ศาลอุทธรณ์ก็ต้องวินิจฉัยปัญหานี้อีกครั้งหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา245วรรคสองปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1384/2538
ความว่า จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลยทั้งสี่ เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่เห็นว่า ฎีกาข้อ 2.ง ที่ว่า การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 คลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนและพยานโจทก์ รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสี่ไม่ได้นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 79) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3)(7)(8) วรรคสามจำคุกคนละ 2 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราค …
- ฎีกาที่ 1387/2538
เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483มาตรา114จำเลยผู้ล้มละลายและผู้คัดค้านกลับคืนสู่ฐานะเดิมผู้คัดค้านต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยแต่เนื่องจากผู้คัดค้านไม่อาจคืนที่ดินให้แก่จำเลยได้เพราะผู้คัดค้านได้ขายให้แก่บุคคลภายนอกผู้สุจริตไปแล้วผู้คัดค้านก็ต้องคืนเงินที่ขายได้ให้แก่จำเลยโดยเต็มจำนวนเพราะเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านรับโอนที่ดินไว้โดยไม่สุจริตอันฝ่าฝืนต่อมาตรา114แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483จะนำเงินที่ผู้คัดค้านไถ่ถอนจำนองที่ดินก่อนขายให้แก่บุคคลภายนอกมาหักออกจากเงินที่ผู้คัดค้านต้องชดใช้ราคาแทนไม่ได้
- ฎีกาที่ 1387/2538
ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่2เข้าว่าความด้วยตนเองโดยมิได้แต่งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนซึ่งไม่ต้องเสียค่าจ้างทนายความจึงไม่ชอบที่จะกำหนดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าทนายความแทนผู้ร้อง เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่2กับผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา114ผู้คัดค้านต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่จำเลยที่2เมื่อผู้คัดค้านไม่อาจโอนคืนได้เพราะได้ขายให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วในราคา1,900,000บาทผู้คัดค้านก็ต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่2เต็มจำนวนเพราะผู้คัดค้านรับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตไม่ชอบที่จะนำเงินที่ผู้คัดค้านไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทมาหักออกจากเงินที่ผู้คัดค้านต้องชดใช้ราคาแทน
- ฎีกาที่ 1387/2538
การโอนทรัพย์สินซึ่งลูกหนี้ได้กระทำในระหว่างระยะเวลาสามปีก่อนมีการขอให้ล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 นั้นเป็นหน้าที่ของผู้รับโอนจะต้องนำสืบแสดงให้เป็นที่พอใจศาลว่าการโอนนั้นได้กระทำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ต้องเป็นค่าฤชาธรรมเนียมรวมทั้งค่าทนายความที่คู่ความฝ่ายชนะคดีได้เสียไปจริง ๆ ในการดำเนินคดี การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเข้าว่าความด้วยตนเองโดยมิได้แต่งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทน ผู้ร้องก็ไม่ต้องเสียค่าจ้างทนายความแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุที่จะให้ผู้คัดค้านต้องชดใช้ค่าทนายความแทนผู้ร้อง เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินตาม พ.ร.บ.ล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 114 แล้ว มีผลให้จำเลยผู้โอนและผู้รับโอนผู้คัดค้านกลับคืนสู่ฐานะเดิม ผู้คัด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1389/2538
ความว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่าเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยาน เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์ ผู้คัดค้านเห็นว่า หากศาลแรงงานกลางได้พิจารณาตามเอกสารหมาย ร.16 บทที่ 6 เรื่องการรักษาพยาบาล ข้อ 2.7 ที่ว่า "บริษัทจะไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่พนักงาน กรณีที่ (4) การบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยอันเนื่องจากพยายามกระทำผิดกฎหมายหรือร่วมกระทำผิดกฎหมายหรือการเสี่ยงอันตรายไม่มีเหตุผลอันสมควร" แล้ว ผู้คัดค้านก็มิได้กระทำผิดตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้การที่ศาลแรงงานกลางมิได้นำเอกสารหมาย ร.16มาร่วมวินิจฉัยด้วย จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ผู้ร้องได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 55) ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทฝาจีบ จำกัด(มหาชน) ผู …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1390/2538
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันเป็นการต้องห้าม ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.1 ที่ว่า การเลิกงานก่อนเวลาเป็นการละทิ้งงานไปเสียหรือเป็นการกระทำ อันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและ สุจริตหรือไม่ และอุทธรณ์ข้อ 5.2 ที่ว่า ศาลแรงงานกลาง วินิจฉัยโดยไม่มีข้อเท็จจริงปรากฏอยู่ในสำนวน เป็นการ วินิจฉัยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ศาลแรงงานกลางส่งสำเนาคำร้อง โดยวิธีปิดประกาศหน้าศาล (อันดับ 30) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน15,318 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงาน แก่โจทก์ด้วย จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว (อันดับ 25) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1391/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 ที่ว่า บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.4 บัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.8และคำให้การรับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวนเอกสารหมาย จ.9 เป็นเอกสารปลอม เพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อ ในเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยข้อกฎหมายนี้คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงที่ ปรากฏในทางพิจารณา เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคแรก ประกอบมาตรา …
- ฎีกาที่ 1392/2538
โจทก์เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินพิพาท ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ได้โดยลำพัง ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่นก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363