ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 2 จาก 241
- ฎีกาที่ 1016/2538
แม้นิติกรรมที่โจทก์ทำกับจำเลยระบุว่าเป็นสัญญาให้โจทก์ก็นำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าความจริงเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดินกันไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94เพราะเป็นการนำสืบว่าสัญญาให้นั้นเป็นนิติกรรมอำพรางต้องบังคับตามสัญญาที่แท้จริงคือสัญญาแลกเปลี่ยนเมื่อโจทก์โอนที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยแล้วจำเลยต้องโอนที่ดินของจำเลยให้แก่โจทก์
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1016/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เนื่องจากคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า คดีนี้ราคาที่ดินพิพาทตามราคาประเมินของ สำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีเป็นเงิน 1,740,000 บาท โจทก์ ได้เสียค่าขึ้นศาลโดยถือราคาประเมินดังกล่าวเป็นจำนวนทุนทรัพย์ ที่พิพาท ฎีกาโจทก์จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบ ภ.บ.ท. 5 เนื้อที่ 58 ไร่ จำเลยเข้ามาปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 40 ตารางวา ขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้าง ออกจากที่ด …
- ฎีกาที่ 1017/2538
บิดามารดาทอดทิ้งผู้เสียหายไปโดยไม่ทราบว่าบิดามารดาผู้เสียหายไปอยู่ที่แห่งใดส่วนจำเลยและภรรยาเป็นเพียงผู้รับผู้เสียหายมาอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาอำนาจปกครองผู้เสียหายจึงยังตกอยู่แก่บิดามารดาผู้เสียหายผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในความปกครองของจำเลยและภรรยาการที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจะปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา285ไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1017/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่ง ดังกล่าวเป็นที่สุด จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่สุดเพราะ ฎีกาของโจทก์ในข้อ 3 วรรคสอง ยังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (ถ้อยคำสำนวน อันดับ 18 แผ่นที่ 2) คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก และขอนาฬิกาคืนศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนอาญาจึงขาดองค์ประกอบความผิดและไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) สำหรับคดีส่วนแพ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายสภาพแห่งข้อหาและไม่เสียค่าขึ้นศาล จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกฟ้องทั้งคดีในส่วนอาญาและแพ่ง ต่อมาโจทก์ยื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1019/2538
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 เห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 142) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานใช้เอกสาร ราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การ พิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่น นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกข้อหา ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 139 แผ่นท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1020/2538
ความว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา แต่เนื่องจากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้และจำเลยตกลงกันได้แล้วผู้ร้องไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วแถลง ไม่คัดค้าน (อันดับ 56,57) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 คงลงโทษจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน พิเคราะห์ รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว ไม่สมควรรอการลงโทษจำเลย ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 9,660 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 41) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกาทำ คำสั่งเสร็จแล้วส่งไปศาลชั้นต้นเพื่ออ่าน (อันดับ 43,55) ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีค …
- ฎีกาที่ 1021/2538
จำเลยซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่มีน.ส.3ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของมาจาก ว. แล้วเข้า ยึดถือครอบครองเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นการ โต้แย้งสิทธิโจทก์มีลักษณะเป็นการ แย่งการครอบครองแล้วและไม่จำต้อง บอกกล่าว เปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังโจทก์เพราะมิได้ครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์และก็ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องทราบว่าตนเองถูกแย่งการครอบครองหรือทราบเรื่องที่จำเลยนำรังวัดเพื่อออกน.ส.3ก.แต่อย่างใด จำเลยได้ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์โดยการ แย่งการครอบครองโจทก์ ไม่มี หน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องจดทะเบียนแบ่งแยกให้จำเลยจึงบังคับให้ตามคำขอของจำเลยที่ขอให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยมิได้
- ฎีกาที่ 1022/2538
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่1ธันวาคม2523โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา271แม้โจทก์จะได้ร้องขอให้บังคับคดีและยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่22เมษายน2526ก็เป็นขั้นตอนของการดำเนินการบังคับคดีแต่เมื่อเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้และโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีเสียภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาย่อมหมดสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้
- ฎีกาที่ 1023/2538
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยเปิดทางจำเป็นเพราะเหตุมีการแบ่งแยกที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1350ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยทำการก่อสร้างทางผ่านที่ดินของโจทก์ทำให้ที่ดินของโจทก์มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาที่ดินของจำเลยเพื่อใช้เป็นทางผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1350
- ฎีกาที่ 1023/2538
เมื่อจำเลยได้ทำถนนขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกทางสาธารณะของประชาชนในหมู่บ้านเชื่อมต่อระหว่างถนนสาธารณะเดิมกับที่ดินของโจทก์แล้วยกให้แก่เทศบาลทำให้ที่ดินของโจทก์ซึ่งเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของจำเลยและเดิมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะกลับมีทางออกสู่สาธารณะโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาที่ดินของจำเลยเพื่อใช้เป็นทางผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะได้อีก
- ฎีกาที่ 1023/2538
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยเปิดทางจำเป็นเพราะเหตุมีการแบ่งแยกที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 ระหว่างพิจารณาคดี จำเลยทำการก่อสร้างทางผ่านที่ดินของโจทก์ ทำให้ที่ดินของโจทก์มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาที่ดินของจำเลยเพื่อใช้เป็นทางผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1023/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็น สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่ วันที่ 29 มิถุนายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 ธันวาคม 2535)ต้องไม่เกินตามที่โจทก์ขอมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 65) จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1024/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ส่วนฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้น เห็นว่า เป็นข้อกฎหมาย ที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ต้องห้ามตามมาตรา 15 ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ 249 จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้นเป็นสาระแก่คดีในการที่จะทำให้ผลของคดีถึงแพ้ชนะ กล่าวคือศาลอุทธรณ์ มิได้ฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิด ทั้งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คและ ฉ้อโกง และมิได้นำสืบให้ครบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยได้อายัด เช็คโดยมีเจตนาอย่างไร ในข้อกฎหมายดังกล่าวสมควรที่จะได้ รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ (สำนวนตอนที่ 2 อัน …
- ฎีกาที่ 1025/2538
โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยเคยตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ยอมให้โจทก์ใช้น้ำจากคูน้ำ อ่างเก็บน้ำและทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาจำเลยปิดกั้นไม่ยอมให้โจทก์ใช้น้ำจากคูน้ำ อ่างเก็บน้ำ และทางเดิน ขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์ใช้น้ำจากคูน้ำ อ่างเก็บน้ำ และทางเดินออกไปสู่ถนนสาธารณะและนำที่ดินของจำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามเดิม เพราะการที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนยกเลิกภารจำยอมนั้นเป็นการช่วยเหลือโจทก์ให้นำที่ดินไปจำนองแก่ธนาคารโดยไม่มีเจตนาที่จะยกเลิกภารจำยอมกันอย่างแท้จริงแม้โจทก์จะไม่บรรยายฟ้องว่าทางภารจำยอมกว้างยาวเท่าใดเครื่องสูบน้ำอยู่บริเวณใด ก็เป็นเพียงรายละเอียด เพราะที่ดินของจำเลยเคยจดทะเบียนตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์มาก่อนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธ …
- ฎีกาที่ 1025/2538
โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยเคยตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ยอมให้โจทก์ใช้น้ำจากคูน้ำ อ่างเก็บน้ำ และทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาจำเลยปิดกั้นไม่ยอมให้โจทก์ใช้น้ำจากคูน้ำ อ่างเก็บน้ำ และทางเดินขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์ใช้น้ำจากคูน้ำ อ่างเก็บน้ำ และทางเดินออกไปสู่ถนนสาธารณะและนำที่ดินของจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามเดิม เพราะการที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมนั้นเป็นการช่วยเหลือโจทก์ให้นำที่ดินไปจำนองแก่ธนาคารโดยไม่มีเจตนาที่จะยกเลิกภาระจำยอมกันอย่างแท้จริง แม้โจทก์จะไม่บรรยายฟ้องว่าทางภาระจำยอมกว้างยาวเท่าใด เครื่องสูบน้ำอยู่บริเวณใด ก็เป็นเพียงรายละเอียด เพราะที่ดินของจำเลยเคยจดทะเบียนตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์มาก่อนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1025/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ไม่มี ข้อความคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในประการใด ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเป็นการวินิจฉัย ตรงตามประเด็นที่ชี้ไว้ในชั้นชี้สองสถานแล้ว ฎีกาของโจทก์ แม้หากจะเป็นข้อกฎหมายแต่ก็ไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยได้ กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แทนเจ้าของที่ดิน ที่เช่า เป็นการพิพากษานอกประเด็นและรับฟังพยานหลักฐาน นอกจากที่สืบในคดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่พฤติการณ์ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ยกขึ้นอ้างในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ เพราะ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์โดยไม่รับวินิจฉัย เนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์เพราะพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหา ข้อเท็จจริงโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวา …
- ฎีกาที่ 1026/2538
จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนกันในการซื้อขายที่ดินพิพาทแม้จำเลยที่2และที่3มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขายโดยมีจำเลยที่1เพียงผู้เดียวลงลายมือชื่อเป็นผู้จะขายและโจทก์ที่1เป็นผู้จะซื้อสัญญาดังกล่าวก็ผูกพันจำเลยที่2และที่3ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1050ส่วนโจทก์ที่2ถึงที่8นั้นไม่ปรากฏชื่อหรือได้ลงลายมือชื่อเป็นคู่สัญญาด้วยทั้งไม่มีหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนว่าเป็นหุ้นส่วนหรือตัวแทนตัวการกันสัญญาดังกล่าวใช้บังคับกันได้ระหว่างโจทก์ที่1กับจำเลยที่1ถึงที่3เท่านั้นโจทก์ที่2ถึงที่8จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่1ถึงที่3
- ฎีกาที่ 1027/2538
คำว่าพ้นโทษซึ่งจะวางโทษทวีคูณได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ.2521มาตรา55คือพ้นโทษที่ได้รับจริงๆในคดีก่อนเมื่อในคดีก่อนศาลลงโทษจำคุกและปรับแต่รอการลงโทษจำคุกไว้จำเลยจึงไม่ได้รับโทษจำคุกจริงๆหรืออีกนัยหนึ่งโทษจำคุกที่รอไว้ไม่ใช่โทษจำคุกที่จำเลยได้รับจริงแม้จะพ้นโทษปรับแต่คดีก่อนมีทั้งรอการลงโทษจำคุกและปรับถือไม่ได้ว่ามีการพ้นโทษจำคุกจึงวางโทษจำเลยทวีคูณตามมาตรา45ไม่ได้
- ฎีกาที่ 1027/2538
คำว่า พ้นโทษ ซึ่งจะวางโทษทวีคูณได้ตามพระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521มาตรา45นั้นหมายความถึงพ้นโทษจำคุกที่จำเลยได้รับจริงๆไม่หมายความรวมถึง รอการลงโทษจำคุกและปรับในคดีก่อน
- ฎีกาที่ 1027/2538
คดีก่อนศาลลงโทษจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์ โดยลงโทษปรับและจำคุก แต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ต่อมาขณะที่ยังไม่พ้นกำหนด 2 ปีดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในคดีนี้อีก ดังนี้ แม้จำเลยจะพ้นโทษปรับ แต่คดีก่อนมีทั้งโทษปรับและรอการลงโทษจำคุก ถือไม่ได้ว่ามีการพ้นโทษจำคุก กรณีจึงวางโทษจำเลยทวีคูณตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521มาตรา 45 ไม่ได้ (เทียบ ฎ.3076/2523 (ป.) และ ฎ.4272/2531)