ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 33 จาก 241
- ฎีกาที่ 1842/2538
คำร้องขอถอนผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านอ้างว่า ทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งได้แก่ที่ดิน 2 แปลง ผู้ตายได้ยกให้ผู้คัดค้านทั้งสอง ก่อนผู้ตายถึงแก่-ความตาย จึงไม่มีทรัพย์มรดกเหลืออีก และผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกรายนี้ซึ่งถ้าได้ความตามคำร้องขอของผู้คัดค้าน กรณีย่อมถือได้ว่าคดีมีเหตุสมควรที่ศาลจะสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1842/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะฟ้องโจทก์เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้อง ทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่ศาลชั้นต้น ได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลในส่วนของที่ดินพิพาทไม่ทำให้กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไปได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามแผนที่พิพาทตามที่โจทก์นำชี้ เป็นที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 88) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 91) …
- ฎีกาที่ 1846/2538
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1612การสละมรดกต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งหมายถึงนายอำเภอการมอบให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจึงมิใช่การทำหนังสือสละมรดกที่มอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรานี้ บันทึกการสละมรดกโดยโจทก์ลงชื่อในช่องผู้ไม่รับมรดกและจำเลยลงชื่อในช่องผู้ขอรับมรดกเป็นการประนีประนอมยอมความในการสละมรดกถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1612ประกอบมาตรา850แล้ว
- ฎีกาที่ 1846/2538
การ สละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1612ต้องทำ เป็นหนังสือมอบไว้แก่ พนักงานเจ้าหน้าที่คือ นายอำเภอตาม กฎกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2481และ พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ หรือทำเป็น สัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา850ดังนั้นแม้ เจ้าพนักงานที่ดินมิใช่ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดังกล่าวแต่เมื่อข้อความในเอกสารเป็นการ ประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ผู้รับผิดในฐานะ ผู้สละมรดกและจำเลยในฐานะ ผู้รับมรดกได้ลงชื่อไว้จึงเป็นการ สละมรดกโดยชอบ
- ฎีกาที่ 1846/2538
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 การสละมรดกต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งหมายถึงนายอำเภอ การมอบให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจึงมิใช่การทำหนังสือสละมรดกที่มอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรานี้ บันทึกการสละมรดกโดยโจทก์ลงชื่อในช่องผู้ไม่รับมรดกและจำเลยลงชื่อในช่องผู้ขอรับมรดกเป็นการประนีประนอมยอมความในการสละมรดกถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ประกอบมาตรา 850 แล้ว
- ฎีกาที่ 1848/2538
เมื่อฟ้องโจทก์ได้ความเพียงว่าผู้ให้เช่านาขายนาพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 775,000 บาท โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ซื้อก่อนโจทก์ร้องเรียนต่อ คชก.ตำบลเพื่อขอใช้สิทธิซื้อที่นาพิพาทคชก.ตำบลมีมติให้จำเลยผู้ซื้อขายนาพิพาทให้แก่โจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โดยมิได้มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิขอซื้อในราคาที่จำเลยซื้อมาหรือราคาตลาดซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่า และ คชก.ตำบลได้มีคำวินิจฉัยอันถึงที่สุดให้จำเลยขายในราคาดังกล่าวแล้ว การใช้สิทธิของโจทก์จึงมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขและขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
- ฎีกาที่ 1848/2538
เมื่อฟ้องโจทก์ได้ความเพียงว่าผู้ให้เช่านาขายนาพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 775,000 บาท โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ซื้อก่อน โจทก์ร้องเรียนต่อคชก.ตำบลเพื่อขอใช้สิทธิซื้อที่นาพิพาท คชก.ตำบลมีมติให้จำเลยผู้ซื้อขายนาพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โดยมิได้มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิขอซื้อในราคาที่จำเลยซื้อมาหรือราคาตลาดซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่า และ คชก.ตำบลได้มีคำวินิจฉัยอันถึงที่สุดให้จำเลยขายในราคาดังกล่าวแล้ว การใช้สิทธิของโจทก์จึงมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขและขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1850/2538
ความว่า เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาไม่มีข้อความว่าหากโจทก์ไม่จัดการให้จำเลยมีอำนาจจัดการขนดิน และทำรั้ว ของจำเลยให้มีสภาพดังเดิม โดยให้โจทก์เป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลย ซึ่งเป็นกรณีที่คำพิพากษาศาลฎีกา มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ดังนั้นเพื่อให้ข้อความในคำพิพากษา ศาลฎีกาเป็นไปโดยถูกต้อง และเพื่อให้ การบังคับคดีตามคำพิพากษา ดำเนินไปได้ โปรดมีคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลฎีกา ในส่วนนี้เป็นว่า บังคับให้โจทก์ขนดินที่ถมรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน ของจำเลยออกไปจากที่ดินของจำเลยกับให้โจทก์ทำรั้วของจำเลย กลับสู่แนวเดิม หากโจทก์ไม่จัดการให้จำเลยมีอำนาจจัดการขนดินและทำรั้วของจำเลยให้มีสภาพเดิม โดยให้โจทก์เป็นฝ่าย ออกค่าใช้จ่าย โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้โจทก์จัดการขนดินที่ถมออกจากที่พิพาทของจำเลย และให้จัดการทำรั้วของจำเลยก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1850/2538
การที่จำเลยขอให้เพิ่มเติมคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ขนดินที่ถมออกไปจากที่ดินของจำเลยและทำรั้วของจำเลยให้กลับไปตามแนวรั้วเดิมให้มีข้อความว่าหากโจทก์ไม่จัดการ ให้จำเลยมีอำนาจจัดการขนดินและทำรั้วของจำเลยให้มีสภาพเดิมโดยให้โจทก์เป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายด้วยนั้น เป็นวิธีการบังคับคดีที่จำเลยอาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการได้อยู่แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ มิใช่กรณีที่คำพิพากษาศาลฎีกามีข้อผิดพลาดเล็กน้อยตามมาตรา 143
- ฎีกาที่ 1856/2538
จำเลยด่าโจทก์ต่อหน้าธารกำนัลว่า"อีดอกทองมึงไปประชุมที่โรงแรมก็ไปนอนให้เขาเย็ดๆ""มึงมีชู้จนหีเน่าต้องไปตัดหี"เป็นถ้อยคำหมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งครูใหญ่และผู้จัดการโรงเรียนจึงเป็นเรื่องร้ายแรงเกินควรแก่สภาพและฐานะของโจทก์อันจะพึงรับได้กรณีมีเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(2)(ค)(3)ที่โจทก์จะฟ้องหย่าได้
- ฎีกาที่ 1856/2538
จำเลยด่าโจทก์ต่อหน้าธารกำนัลว่า "อีดอกทอง มึงไปประชุมที่โรงแรมก็ไปนอนให้เขาเย็ด..." "...มึงมีชู้จนหีเน่า ต้องไปตัดหี..." เป็นถ้อยคำหมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์ สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ ซึ่งดำรงตำแหน่งครูใหญ่และผู้จัดการโรงเรียน จึงเป็นเรื่องร้ายแรงเกินควรแก่สภาพและฐานะของโจทก์อันจะพึงรับได้ กรณีมีเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (2) (ค) (3)ที่โจทก์จะฟ้องหย่าได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1858/2538
ความว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว แต่ปรากฏว่าเลขที่ ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่โจทก์นำมาฟ้อง พิมพ์ผิดพลาด โดยเลขที่ถูกต้องคือ 1077 แต่เลขที่ปรากฏ ในสำนวนและในคำพิพากษาศาลฎีกาเป็น 3077 รายละเอียดปรากฏ ตามคำร้อง ด้วยข้อผิดหลงดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่สามารถ นำคำพิพากษาศาลฎีกาไปจดทะเบียนภารจำยอมได้ ขอศาลฎีกา ได้โปรดมีคำสั่งแก้ไขเลขที่ น.ส.3 ในคำพิพากษาศาลฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยยื่นคัดค้านเกินกำหนดเวลาที่ศาลสั่ง ให้รวมสำนวน(อันดับ 208) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดให้โจทก์ใช้ทางในที่ดิน ของจำเลยกว้าง 2 เมตร ชิดริม แนวเขตที่ดินของจำเลยด้าน ทิศตะวันออกเป็นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์กับถนนสาธารณะ สายรอบเกาะ คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทเป็นทาง ภารจำยอม ให้จำเลยรื้อสิ่งปิดกั้นทางออกและทำทางให้อยู่ ในสภาพดีด้วยค่าใช้จ่าย …
- ฎีกาที่ 1859/2538
เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งได้รับมอบหมายจาก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ทำการ ขายทอดตลาดแทนมีฐานะเป็น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์สินของจำเลยในราคาต่ำทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลา14วันนับแต่วันที่ได้ทราบขอให้ศาล เพิกถอนการขายและประกาศขายทอดตลาดใหม่ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายมาตรา146กรณีไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา296วรรคสองที่จะอนุโลมนำมาใช้ได้เพราะพระราชบัญญัติล้มละลายฯบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1859/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า กิจการซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ให้สัตยาบันไว้มีผลบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ตามมาตรา 1108(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการ วินิจฉัย จากศาลสูง และการที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาเช่า และขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่า ขณะยื่นฟ้องเดือนละ 20,000 บาท จึงเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 248 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สามารถฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 92 แผ่นที่ 4) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระพร้อม ดอกเบี้ยถึงวันที่สัญญาเช่าเลิก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:186/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1รับฟังข้อเท็จจริงโดยขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน และการที่ จำเลยครอบครองไม้แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามตามฟ้องไว้ในขณะ ปฏิบัติหน้าที่จึงไม่ถือว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 214) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคแรก,73 วรรคแรก ที่แก้ไขแล้ว ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลย เคยกระทำผิดมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี ต่อไป โทษจำคุกจึงให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 …
- ฎีกาที่ 1865/2538
การออกเช็คทั้งสามฉบับของจำเลยที่2เป็นเพียงการกระทำส่วนหนึ่งของการหลอกลวงโดยมีเจตนาเป็นอย่างเดียวคือเพื่อให้ได้ไปซึ่งสินค้าจากโจทก์ โดยทุจริตไม่ต้องการให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นมาแต่ต้น จึงเป็นการกระทำ กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
- ฎีกาที่ 1867/2538
โจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ธ.ผู้เอาประกันภัยไปแล้วฟ้องจำเลยที่1ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่2ที่3ผู้ใช้อำนาจปกครองจึงเป็นการฟ้องในฐานะผู้เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา880ไม่ได้ฟ้องบังคับตามสัญญาประกันภัย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา867วรรคแรกเป็นเพียงบทบัญญัติใช้บังคับเฉพาะแก่คู่กรณีที่ได้ทำสัญญากันเท่านั้นหามีผลผูกพันให้ใช้แก่บุคคลภายนอกจำเลยทั้งสามเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้เป็นคู่สัญญาย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายที่ต้องนำพยานเอกสารมาแสดงการนำสืบและการรับฟังพยานหลักฐานจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94แม้ในวันชี้สองสถานโจทก์ไม่มีต้นฉบับเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยมาแสดงต่อศาลโจทก์ก็สืบพยานบุคคลเพื่อให้ศาลรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ได้
- ฎีกาที่ 1867/2538
โจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ ธ.ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้ใช้อำนาจปกครอง จึงเป็นการฟ้องในฐานะผู้เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามป.พ.พ. มาตรา 880 ไม่ได้ฟ้องบังคับตามสัญญาประกันภัย ป.พ.พ. มาตรา 867 วรรคแรก เป็นเพียงบทบัญญัติใช้บังคับเฉพาะแก่คู่กรณีที่ได้ทำสัญญากันเท่านั้น หามีผลผูกพันให้ใช้แก่บุคคลภายนอกจำเลยทั้งสามเป็นบุคคลภายนอก ไม่ได้เป็นคู่สัญญา ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายที่ต้องนำพยานเอกสารมาแสดง การนำสืบและการรับฟังพยานหลักฐานจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 แม้ในวันชี้สองสถานโจทก์ไม่มีต้นฉบับเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยมาแสดงต่อศาล โจทก์ก็สืบพยานบุคคลเพื่อให้ศาลรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1869/2538
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยร่วมฎีกา จำเลยที่ 1ที่ 3 และจำเลยร่วมมีความประสงค์ที่จะอ้างคำพิพากษา ของศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 1041/2537 ระหว่างนางสุนันท์ลิมปัจนางกูรโจทก์นางล่องเอ็งแซ่เต็ง กับพวกจำเลย เป็นพยานหลักฐานในชั้นฎีกา เหตุที่จำเลยเพิ่งอ้าง คำพิพากษาดังกล่าวในชั้นฎีกาเนื่องจากคดีดังกล่าวเพิ่งจะมีคำพิพากษาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โปรดรับคำพิพากษาดังกล่าวด้วยโปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนางสาวศศิวรรณปิ่นสวรรค์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมแบ่งแยกที่ดินพิพาทจำนวน 15 ไร่ 3 งาน 71 ตารางวา ตามแผนที่ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 1778 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี และโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์โดยปลอดจากภาระติดพัน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:187/2538
ความว่า ผู้ร้องฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 จึงไม่รับฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องเห็นว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นฎีกาคำสั่งได้ และคดียัง ไม่ถึงที่สุด ทั้งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาคำสั่งของผู้ร้องด้วย หมายเหตุ โจทก์และจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 57) คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 941/935เล่ม 7 หน้า 132, เลขที่ 1076/520 เล่ม 8 หน้า 67 และเลขที่ 520 เล่ม 7 หน้า 38 ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้วจังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1625-1627 ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวพร้อมส …