ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 34 จาก 241
- ฎีกาที่ 1872/2538
เมื่อวางโทษประหารชีวิตกระทงหนึ่งในคดีที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันแล้วย่อมวางโทษปรับในความผิดกระทงอื่นอีกได้แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาศาลฎีกาก็ไม่อาจลงโทษปรับจำเลยได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา212ประกอบมาตรา225
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1873/2538
ความว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ไม่ใช้แบบพิมพ์ของศาล ทั้งเลอะเทอะ ไม่เรียบร้อยเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 4 คืนค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกาทั้งหมด จำเลยที่ 3 ที่ 4 เห็นว่า ทนายจำเลยที่ 3 ที่ 4 หลงผิด เข้าใจว่าแบบพิมพ์ฎีการุ่นเก่าและแบบพิมพ์ 40 ก. ที่ถ่ายเอกสารนั้นมีข้อความครบถ้วนเหมือนกับแบบพิมพ์ของศาล และเหตุที่ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 4 เละเทอะ นั้นก็เนื่องมาจาก เครื่องถ่ายเอกสารหาใช่เป็นการจงใจกระทำของทนายจำเลยที่ 3 ที่ 4 ไม่ และทนายจำเลยที่ 3 ที่ 4 ได้จัดพิมพ์ข้อความโดยเว้นวรรคและย่อหน้าไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อให้ศาลได้อ่าน เข้าใจโดยง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) หาได้มีบทบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความ ที่ยื่นขัดต่อบทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่ กรณีจึงต้องนำบทบัญญั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1878/2538
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 54ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่หักไว้ 1,000 บาท และค่าจ้างขั้นต่ำส่วนที่ขาดอีก 3,464 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว (อันดับ 41) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 46) คำสั่ง คดีนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องเข้าทำงานโดยมีการตอกบัตรลงเวลาเข้าและเวลาออกและโจทก์ต้องมาทำงาน ยังสถานที่ที่จำเลยจัดหาไว้ให้โดยโจทก์ได้รับค่าจ้างวันละ 90 บาท จำ …
- ฎีกาที่ 1879/2538
หนังสือมอบอำนาจของโจทก์มีข้อความว่าโจทก์ขอมอบอำนาจให้ม.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดราชบุรีเป็นคดีแพ่งเรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายกับทั้งมีอำนาจลงลายมือชื่อแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินคดีในศาลแทนโจทก์ได้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดเจนให้ม. มีอำนาจฟ้องคดีแพ่งเรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายต่อศาลจังหวัดราชบุรีแทนโจทก์ได้จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจเฉพาะการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา60เพื่อให้ม. ฟ้องคดีเรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายต่อศาลจังหวัดราชบุรีแทนโจทก์ไม่จำต้องระบุบุคคลที่ต้องถูกฟ้องโดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใดดังนั้นแม้หนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ม. ฟ้องจำเลยที่1และที่3หรือผู้ใดแต่เมื่อมีข้อความระบุไว้แล้วว่าโจทก์มอบอำนาจให้ม. ฟ้องคดีแพ่งและเรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายต่อศาลจังหวัดราชบุรีแทนโจทก์ได้ม. จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์
- ฎีกาที่ 188/2538
เมื่อโจทก์จำเลยท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะก็ต้องพิจารณาถึงข้อความที่ท้าต่อกันตามรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นจดไว้ปรากฏข้อความในตอนต้นว่า"พฤติการณ์ตามคำฟ้องที่ถึงกำหนดนัดไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทโจทก์ได้ไปทำการไถ่ถอนณสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา บางขุนเทียน แล้วแต่จำเลยไม่ไปตามนัด"จากข้อความดังกล่าวแสดงว่าจำเลยได้ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่าได้มีการนัดวันที่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนแล้วแต่จำเลยในฐานะผู้รับซื้อฝากไม่ไปตามนัดเมื่อพิเคราะห์ประกอบกับข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยรับกันต่อไปอีกว่าโจทก์ได้นำเงินจำนวน125,000บาทไปวางไว้ณสำนักงานวางทรัพย์กลางยิ่งเป็นข้อชี้ชัดว่าโจทก์มีเงินพร้อมที่จะชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาขายฝากในวันครบกำหนดนั้นแล้วถือว่าโจทก์ผู้ขายฝากพร้อมที่จะไถ่ถอนได้ภายในกำหนดแล้วแต่เป็นเพราะจำเลยไม่ไปรับไถ่ตามพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยแถลงรับกันดังกล่าวฟังได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิขอไถ่ที่ …
- ฎีกาที่ 188/2538
เมื่อโจทก์จำเลยท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะ ก็ต้องพิจารณาถึงข้อความที่ท้าต่อกัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นจดไว้ปรากฏข้อความในตอนต้นว่า "พฤติการณ์ตามคำฟ้องที่ถึงกำหนดนัดไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทโจทก์ได้ไปทำการไถ่ถอน ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียนแล้ว แต่จำเลยไม่ไปตามนัด" จากข้อความดังกล่าวแสดงว่าจำเลยได้ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า ได้มีการนัดวันที่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนแล้ว แต่จำเลยในฐานะผู้รับซื้อฝากไม่ไปตามนัด เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยรับกันต่อไปอีกว่า โจทก์ได้นำเงินจำนวน 125,000 บาท ไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง ยิ่งเป็นข้อชี้ชัดว่า โจทก์มีเงินพร้อมที่จะชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาขายฝากในวันครบกำหนดนั้นแล้ว ถือว่า โจทก์ผู้ขายฝากพร้อมที่จะไถ่ถอนได้ภายในกำหนดแล้ว แต่เป็นเพราะจำเลยไม่ไปรับไถ่ ตามพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยแถลงรับกันดังกล่าว ฟังได้ว่าโจ …
- ฎีกาที่ 1880/2538
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่1ในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา350อ้างว่าจำเลยที่1ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินให้โจทก์แล้วกลับนำไปขายให้แก่บุคคลอื่นเพื่อมิให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาได้รับชำระหนี้ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเอากับจำเลยที่1ได้มิได้บรรยายว่าจำเลยที่1ได้กระทำไปโดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ย่อมเป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญแห่งองค์ประกอบของความผิดเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158(5)และเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
- ฎีกาที่ 1880/2538
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินให้โจทก์แล้วกลับนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น เพื่อมิให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาได้รับชำระหนี้ ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเอากับจำเลยที่ 1 ได้ มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย่อมเป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญแห่งองค์ประกอบของความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)และเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
- ฎีกาที่ 1881/2538
จำเลยเข้าไปในที่ดินของจ. แล้วปลูกมันสำปะหลังเป็นการเข้าไปเพื่อถือการครอบครองหรือกระทำการใดๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุขย่อมเป็นความผิดฐานบุกรุกในขณะที่เริ่มเข้าไปปลูกพืชผลนั้นความผิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นและสำเร็จแล้วตั้งแต่จำเลยเข้าไปจึงเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของจ. ส่วนการที่จำเลยครอบครองที่ดินต่อมาเป็นผลของการบุกรุกโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากจ.เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองหลังจากการกระทำผิดฐานบุกรุกสำเร็จแล้วการกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการบุกรุกที่ดินของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย
- ฎีกาที่ 1881/2538
จำเลยเข้าไปในที่ดินของ จ. แล้วปลูกมันสำปะหลังเป็นการเข้าไปเพื่อถือการครอบครอง หรือกระทำการใด ๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ย่อมเป็นความผิดฐานบุกรุกในขณะที่เริ่มเข้าไปปลูกพืชผลนั้น ความผิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นและสำเร็จแล้ว ตั้งแต่จำเลยเข้าไปจึงเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข ของ จ. ส่วนการที่จำเลยครอบครองที่ดินต่อมาเป็นผลของการบุกรุกโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจาก จ. เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองหลังจากการกระทำผิดฐานบุกรุกสำเร็จแล้วการกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการบุกรุกที่ดินของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1881/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 209935 และ 209940 แขวงคลองกุ่มเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขทะเบียน 115/114 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงเพื่อขายทอดตลาด เนื่องจากที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับ บุคคลภายนอกไว้ หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะทำให้จำเลยและบุคคลภายนอก ได้รับความเสียหาย โปรดทุเลาการบังคับการขายทอดตลาดไว้ก่อน และแจ้งคำสั่งการงดบังคับคดีการขายทอดตลาดให้ เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบด้วย โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 117) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,110,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (13 ธันวาคม 2534) จนกว่าจำเลยชำระเสร็จ แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย จำเล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1885/2538
ความว่า โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้าม ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ประกอบกับศาลไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเห็นว่า คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการได้ใช้อำนาจของกฎหมายแก้ปัญหาในส่วนตัวเป็นการกระทำที่นอกเหนือ อำนาจแห่งกฎหมายกำหนดไว้เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็น พลเรือนไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นฎีกาในปัญหาที่สำคัญ อันควรสู่ศาลสูงสุดโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วม ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 167) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,310,91 ระหว่างพิจารณา นายณัฐชัยพัฒนศักดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 166) โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 167) คำสั่ง พิเคร …
- ฎีกาที่ 1886/2538
ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่2อ้างในคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ว่าผู้ร้องไม่มีทางบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่2ได้จำเลยที่2ไม่โต้เถียงในคำคัดค้านว่าตนมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องอาจบังคับชำระได้ฟังได้ว่าจำเลยที่2ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องอาจยึดมาชำระหนี้ได้โดยสิ้นเชิงผู้ร้องจึงขอเฉลี่ยในทรัพย์ที่ถูกยึดได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา290วรรคสองห้ามศาลอนุญาตให้เข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึดทรัพย์หากยังสามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้นั้นมิได้หมายถึงลูกหนี้อื่นแม้จะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาร่วมกับจำเลยที่ถูกยึดทรัพย์ก็ตาม
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1888/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง และคำร้องขอรับรองฎีกาศาลสั่งยกคำร้อง จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า การตีความในเรื่องการแสดงเจตนานั้น กฎหมายให้คำนึงถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และจำเลยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากโจทก์ตามสัญญาจ้างทำของ และในการกระทำแทนโจทก์ในฐานะตัวแทน หรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ประกอบกับคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเกินกว่าสองแสนบาทจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา ต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 113) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 272,983 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่ วันที่ 1 มกราคม 2535 ซึ่งเป็นวันผิดนัดชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระเสร็จให้โจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1889/2538
ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาที่จะให้รับรองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้ายจึงไม่อาจดำเนินการให้ได้ จึงให้ยกคำร้อง จำเลยเห็นว่า คำร้องขอให้รับรองฎีกาไม่จำต้องระบุชื่อ ผู้พิพากษาก็สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเมื่อศาลตรวจสำนวน ย่อมทราบว่าผู้พิพากษาท่านใดพิจารณาคดีนี้และดำเนินการรับรองฎีกา ได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ขอศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการรับรองฎีกา ของจำเลยต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 113 แผ่นที่ 3) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 272,983 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ซึ่งเป็นวันผิดนัดชำระหนี้ ครั้งสุดท้ายเป็น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:189/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีมี ทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา จำเลย ทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 ศาลชั้นต้นสั่งว่าคำร้องของ จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับฎีกา แต่เป็นการฎีกาข้อเท็จจริงคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ต้องห้าม จึงไม่รับคำร้องจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2537 ศาลชั้นต้นสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับ ฎีกาของจำเลยทั้งสอง ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 ไม่มี เนื้อหาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาแต่เป็นฎีกา คัดค้านข้อเท็จจริงในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่ใช่ การอุทธรณ์ในเนื้อหาที่ไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น อันจะทำให้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็น การ …
- ฎีกาที่ 1892/2538
จำเลยและว.ต่างขับรถยนต์โดยประมาทและต่างถูกร้อยตำรวจโทอ.พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับการที่ร้อยตำรวจโทอ.เปรียบเทียบปรับจำเลยและว. และค่าเสียหายของรถยนต์ทั้งสองคันได้มีการตกลงกันให้ต่างคนต่างซ่อมโดยขณะนั้นช. เจ้าของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยและเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงเกี่ยวกับรถยนต์ที่มีการชนกันไม่ได้คัดค้านแสดงว่าเหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยและว. ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันจึงได้มีการตกลงกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่จะพึงมีต่อกันข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นผลให้มูลละเมิดซึ่งมีอยู่ระงับสิ้นไป การที่ช. ยินยอมให้ว. ตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิดโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่ากับช.แสดงออกหรือยอมให้ว. แสดงออกว่าว. เป็นตัวแทนของช. ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความช. จึงต้องผูกพ …
- ฎีกาที่ 1892/2538
โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยผู้รับช่วงสิทธิไม่ได้นำสืบแจ้งชัดว่าจำเลยเป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อมากกว่า ว.การที่พนักงานสอบสวนทำบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีแม้เพียงเพื่อเปรียบเทียบปรับทั้งจำเลยและ ว. แต่เมื่อเอกสารนั้นมีข้อตกลงกันให้ต่างคนต่างซ่อมรถยนต์ที่เสียหายโดยที่ขณะนั้นเจ้าของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไม่ได้คัดค้านแสดงว่าเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยและ ว. ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันจึงได้มีการตกลงกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่จะพึงมีต่อกันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นผลให้มูลละเมิดซึ่งมีอยู่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา850-852และเท่ากับเจ้าของรถยนต์แสดงออกหรือยอมให้ ว. แสดงออกว่า ว.เป็นตัวแทนในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตามมาตรา821ส่วนที่มีการทำร …
- ฎีกาที่ 1892/2538
พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยและ ว. ฐานขับรถยนต์โดยประมาท และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยและ ว. ตกลงกันว่าต่างคนต่างซ่อมรถเองไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่จะพึงมีต่อกัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นผลให้มูลละเมิดซึ่งมีอยู่ระงับสิ้นไป เจ้าของรถที่ ว. ขับยินยอมให้ ว. แสดงออกว่าเป็นตัวแทนในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าของรถนั้นจึงต้องผูกพันและรับเอาผลของการที่ ว. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยมาเป็นของตน จะอ้างว่าการตั้งว. เป็นตัวแทนไม่ได้ทำเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 798 ไม่ได้ หลังจาก ว. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยแล้วเจ้าของรถที่ ว. ขับกับจำเลยไปตกลงกันใหม่ในเรื่องค่าเสียหายต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่า คู่กรณีขอไ …
- ฎีกาที่ 1893/2538
จำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลยซึ่งจอดที่ถนนห่างผู้เสียหายประมาณ15เมตรและไปชิงเอาทรัพย์ของผู้เสียหายได้แล้วก็กลับมานั่งซ้อนท้ายรถที่จอดอยู่หลบหนีไปถือว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไปและหลบหนีเพื่อให้พ้นการจับกุมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา340ตรี