ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 4 จาก 241
- ฎีกาที่ 1050/2538
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามมิได้ยื่นคำคัดค้านการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นภายใน 8 วัน นับแต่ทราบถึงเหตุที่ทำให้การขายทอดตลาดเป็นไปโดยมิชอบ และที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขายว่าผู้สู้ราคาให้ราคาต่ำ ขอให้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขายนั้น เป็นคำแถลงเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลว่าจะสมควรอนุญาตให้ขายทอดตลาดหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีที่ผิดระเบียบหรือฝ่าฝืนต่อกฏหมายว่าด้วยการบังคับคดีตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 27 และมาตรา 296 วรรคสองกำหนดไว้ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงต่อศาลก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดเพราะโจทก์จะพาพวกเข้าประมูลกดราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อให้ศาลระงับการขายไว้ก่อน การที่โจทก์พาพวกมาประมูลกดราคาถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้ฝ่ายจำเลยเสียหาย ศาลมีอำนาจเพิกถอนการพิจารณาที่ผ …
- ฎีกาที่ 1051/2538
ข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก25ปีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218วรรคสอง ฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจและจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานมิได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการ รับฟังพยานหลักฐานและ ดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยแก้ฎีกาว่าจำเลยกระทำผิดโดยบันดาลโทสะมิได้มีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมจำเลยสำนึกผิดแล้วขอให้ลดโทษจำเลยอีก5ปีเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษานอกเหนือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องทำโดยยื่นคำฟ้องฎีกาจะขอมาในคำแก้ฎีกาไม่ได้
- ฎีกาที่ 1051/2538
ข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก25 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจ และจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน มิได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยแก้ฎีกาว่าจำเลยกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ มิได้มีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วม จำเลยสำนึกผิดแล้ว ขอให้ลดโทษจำเลยอีก 5 ปีเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษานอกเหนือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต้องทำโดยยื่นคำฟ้องฎีกาจะขอมาในคำแก้ฎีกาไม่ได้
- ฎีกาที่ 1052/2538
โจทก์ ลงลายมือชื่อใน หนังสือมอบอำนาจโดยยังไม่กรอกข้อความจำเลยที่1นำหนังสือมอบอำนาจนั้นไปกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่1เป็นผู้มีอำนาจยื่นคำขอจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ให้แก่จำเลยที่1โดยโจทก์ไม่รู้เห็นด้วยนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นจากการทุจริตจึงตกเป็น โมฆะ ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ฉะนั้นการที่จำเลยที่2รับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่1จึงไม่เกิดผลให้จำเลยที่2มีสิทธิตามนิติกรรมจำนองโจทก์จึงมีสิทธิขอให้ เพิกถอนนิติกรรม จำนองระหว่างจำเลยที่1กับจำเลยที่2ได้
- ฎีกาที่ 1052/2538
โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยยังมิได้กรอกข้อความต่อมาจำเลยที่ 1 กรอกข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจในการยื่นคำขอจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ในหนังสือมอบอำนาจโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมแล้วนำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 1 กับนำไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ดังนี้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และไม่มีสิทธิเอาที่ดินพิพาทไปจำนองจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1052/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาข้อ 2.1 ถึง 2.3เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 258 (ที่ถูก มาตรา 248) ส่วนข้อ 2.4 แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบ ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งไม่ควรได้รับการวินิจฉัย จากศาลฎีกาด้วย จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหา ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 63 แผ่นที่ 5) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 37,476 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงิน 36,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีค …
- ฎีกาที่ 1053/2538
นับตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โดยเด็ดขาดจำเลยที่1เป็นต้นไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่1ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483มาตรา22(3)จำเลยที่1ไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาหรือว่าคดีได้อีกการที่จำเลยที่1เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่ เจ้าพนักงานบังคับคดี ขายทอดตลาดและดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงการยื่นอุทธรณ์ภายหลังที่จำเลยที่1ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1056/2538
ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาตามยอมศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยได้นำตัว ช.มาทำสัญญาค้ำประกันตามที่ตกลงกันจึงให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันเสนอมาในวันนี้ด้วยแล้วแม้หนังสือสัญญาค้ำประกันคงมีแต่เพียงลายมือชื่อของ ช. กับจ่าศาลลงไว้เท่านั้นก็ถือได้ว่า ช. ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา274แล้ว
- ฎีกาที่ 1057/2538
เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเพิ่มมูลหนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นอุทธรณ์ความรับผิดของจำเลยที่2อยู่ด้วยจึงหาทำให้คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่2ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วหากคู่ความไม่ฎีกาคดีก็ย่อมเป็นที่สุดนับตั้งแต่ระยะเวลาฎีกาได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา147วรรคสองดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามอุทธรณ์โจทก์เมื่อวันที่8พฤศจิกายน2525โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่16กันยายน2535ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด10ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา271 เมื่อโจทก์ร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีไม่เกิน10ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาย่อมไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตาม …
- ฎีกาที่ 1057/2538
เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเพิ่มมูลหนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นอุทธรณ์ความรับผิดของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย จึงหาทำให้คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วหากคู่ความไม่ฎีกา คดีก็ย่อมเป็นที่สุดนับตั้งแต่ระยะเวลาฎีกาได้สิ้นสุดลง ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามอุทธรณ์โจทก์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2525 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2535 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษา จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 271 เมื่อโจทก์ร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ย่อมไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามหมายบังคับคดีแ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1057/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์คดีจึงต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า คดีนี้ยังมิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้อง ศาลชั้นต้นเพียงแต่ตรวจคำฟ้องโจทก์แล้วสั่งงดไต่สวนมูลฟ้อง และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยทำเป็น คำพิพากษานั้น ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 ประกอบกับมาตรา 182 ที่ถูกต้องทำเป็นคำสั่ง ไม่ประทับฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 ประกอบกับมาตรา 186 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงมีผล เป็นเพียงยืนตามคำสั่งไม่ประทับฟ้อง กรณีจึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนในข้อหาแพ่งนั้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1058/2538
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า คำฟ้องอุทธรณ์ เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า โจทก์ไม่รายงานตามหน้าที่ให้จำเลยทราบว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ให้สิทธิในการซื้อหุ้นราคาจองแก่จำเลยและกลับเบียดบังใช้สิทธิซื้อหุ้นราคาจองเพื่อประโยชน์ของตนเอง เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และ จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นเหตุให้เสียหาย แก่จำเลยอย่างร้ายแรงนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 101,102) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายเงินจำนวน2,883.30 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบครึ่ง ต่อปีนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ …
- ฎีกาที่ 106/2538
ร้านเกิดเหตุเป็นร้านขายสุราอาหารไม่ใช่สำนักโสเภณีที่เจ้าพนักงานตำรวจปลอมตัวไปเป็นลูกค้าขอร่วมประเวณีกับบ.ก็เป็นการพูดจาชักชวนกันและตกลงกันเองระหว่างทั้งสองคนไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้าไปมีส่วนจัดการเลยการที่จำเลยสั่งให้หญิงบริการไปบริการลูกค้าเป็นปกติของการค้าส่วนที่จำเลยรับเงินจากบ. เป็นเพียงทำหน้าที่พนักงานเก็บเงินของร้านจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งบ.เพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น
- ฎีกาที่ 106/2538
ร้านเกิดเหตุเป็นร้านขายสุราอาหาร ไม่ใช่สำนักโสเภณีที่เจ้าพนักงานตำรวจปลอมตัวไปเป็นลูกค้าขอร่วมประเวณีกับ บ. ก็เป็นการพูดจาชักชวนกัน และตกลงกันเองระหว่างทั้งสองคน ไม่ปรากฎว่าจำเลยเข้าไปมีส่วนจัดการเลย การที่จำเลยสั่งให้หญิงบริการไปบริการลูกค้าเป็นปกติของการค้า ส่วนที่จำเลยรับเงินจาก บ. เป็นเพียงทำหน้าที่พนักงานเก็บเงินของร้าน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่ง บ. เพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1060/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลา การบังคับโดยห้ามจำเลยทั้งสองจำหน่ายจ่ายโอนที่พิพาทไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องไว้แล้ว(อันดับ 270,272) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 289เลขที่ 289 หมู่ 7 ตำบลสะแกราชอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 83 ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา เป็นของโจทก์ผู้ได้สิทธิครอบครอง ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียน เพิกถอนการโอนและโอนที่ดินให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 251,252) ชั้นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ แต่คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีปรากฏในสำนวน (อันดับ 225) คำสั่ง เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างฎีกาซึ่งเห็นควรสั่งให้ตามที่ขอ โดยห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆเกี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1063/2538
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่ารับอุทธรณ์โจทก์ในข้อที่ว่าเช็คที่คู่ความแถลงรับกันในคดีนี้ เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเอง โจทก์มิได้ทุจริต ซึ่งเป็นปัญหา ข้อกฎหมาย ส่วนที่อุทธรณ์คำสั่งงดสืบพยานเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์ในส่วนนี้ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่ง ให้งดสืบพยานทั้งที่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ยังไม่ยุติ เป็นคำสั่ง ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 48) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือน ในอัตราสุดท้าย 6 เดือน เป็นเงิน 725,760 บาท สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1 เดือน เป็นเงิน 120,960 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,846,7 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1064/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์ฎีกาแล้วยังไม่มีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ข้อ 3.1 เป็นฎีกาที่โจทก์ โต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไปโดย ไม่ถูกต้อง ไม่ยึดหลักเกณฑ์ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และฎีกาข้อ 3.2 เป็นฎีกาที่โจทก์โต้แย้งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย เป็นการนอกประเด็น ฎีกาทั้งสองข้อนี้เป็นฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นสาระสำคัญแห่งคดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาส่วนฎีกาข้อ 3.3 เป็นฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ เห็นผิดไปในเรื่องของ "เงินจากยอดราคาขายที่ดินกับเงินที่ จะใช้สำหรับค่านายหน้า"ตามข้อกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 จึงเป็นข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญแห่งคดีอันควร ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา แ …
- ฎีกาที่ 1067/2538
ทางภารจำยอมเดิมเป็นที่ต่ำยามฝนตกน้ำท่วมขังต้องใช้ไม้พาดเป็นทางเดินส่วนทางที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์สร้างขึ้นใหม่เป็นคอนกรีตเดินได้ทุกฤดูกาลสะดวกกว่าทางภารจำยอมเดิมแม้จะคดโค้งหักงอเป็นข้อศอกแต่ก็ไม่ทำให้ระยะทางเพิ่มขึ้นมากนักเมื่อพิจารณาถึงความสะดวกของเส้นทางดังกล่าวซึ่งมีมากกว่าทางภารจำยอมเดิมประกอบกับประโยชน์ที่เจ้าของภารยทรัพย์ได้รับจากการปลูกสร้างบ้านในบริเวณที่เหมาะสมภายในที่ดินของตนโดยไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไว้ให้เสียหายรวมตลอดถึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1392ที่ต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ไม่ให้ถือเคร่งตามสิทธิเกินไปการย้ายทางภารจำยอมไปยังทางที่สร้างขึ้นใหม่จึงไม่ทำให้ความสะดวกของจำเลยลดน้อยลงโจทก์จึงเรียกให้ย้ายทางภารจำยอมดังกล่าวได้
- ฎีกาที่ 1067/2538
ทางภารจำยอมเดิมเป็นที่ต่ำ ยามฝนตกน้ำท่วมขังต้องใช้ไม้พาดเป็นทางเดิน ส่วนทางที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์สร้างขึ้นใหม่เป็นคอนกรีตเดินได้ทุกฤดูกาลสะดวกกว่าทางภารจำยอมเดิม แม้จะคดโค้งหักงอเป็นข้อศอกแต่ก็ไม่ทำให้ระยะทางเพิ่มขึ้นมากนัก เมื่อพิจารณาถึงความสะดวกของเส้นทางดังกล่าวซึ่งมีมากกว่าทางภารจำยอมเดิมประกอบกับประโยชน์ที่เจ้าของภารยทรัพย์ได้รับจากการปลูกสร้างบ้านในบริเวณที่เหมาะสมภายในที่ดินของตนโดยไม่ต้องรื้อถอนสิ่งที่ปลูกสร้างไว้ให้เสียหาย รวมตลอดถึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1392 ที่ต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ไม่ให้ถือเคร่งตามสิทธิเกินไป การย้ายทางภารจำยอมไปยังทางที่สร้างขึ้นใหม่จึงไม่ทำให้ความสะดวกของจำเลยลดน้อยลง โจทก์จึงเรียกให้ย้ายทางภารจำยอมดังกล่าวได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1068/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ฎีกาของจำเลยว่า พยานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อ จำหน่ายเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องของโจทก์ เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 70 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15,66 วรรคแรก เป็นความผิดสองกรรม เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำให้การของจำเลยเ …