ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 6 จาก 241
- ฎีกาที่ 1095-1097/2538
จำเลยที่5ซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ชำระหนี้โดยระบุด้านหลังเช็คทุกฉบับไว้ชัดว่าให้นำไปชำระหนี้ตามคดีกลุ่มที่พิพากษาในปี2526ทั้งสามสำนวนในคดีนี้โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านแต่ประการใดการที่โจทก์นำเงินจำนวนตามเช็คดังกล่าวไปเฉลี่ยชำระหนี้ของจำเลยที่5ตามคดีกลุ่มที่พิพากษาในปี2528ซึ่งเป็นหนี้รายอื่นนอกจากที่จำเลยที่5ระบุไว้จึงเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา328วรรคหนึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิกระทำได้
- ฎีกาที่ 1107/2538
จำเลยที่1นายเกื้อกับพวกไม่พอใจที่จำเลยที่2กับสามีไปต่อว่านายเกื้อที่ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในซอยแล้วจำเลยที่1พาพวกไปทำร้ายจำเลยที่2เหตุที่จำเลยที่2กับสามีด่าว่านายเกื้อไม่ใช่เป็นเหตุที่ไม่เป็นธรรมอันเกิดแก่จำเลยที่1และเมื่อโจทก์ร่วมมารดาของจำเลยที่2ร้องห้ามปรามจำเลยที่1กลับใช้ไม้ตีโจทก์ร่วมจนสลบทั้งที่โจทก์ร่วมมิได้เกี่ยวข้องด้วยเลยการกระทำของจำเลยที่1จึงไม่ใช่เป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา72
- ฎีกาที่ 1107/2538
จำเลยที่ 1 นายเกื้อกับพวกไม่พอใจที่จำเลยที่ 2 กับสามีไปต่อว่านายเกื้อที่ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในซอยแล้วจำเลยที่ 1 พาพวกไปทำร้ายจำเลยที่ 2 เหตุที่จำเลยที่ 2 กับสามีด่าว่านายเกื้อไม่ใช่เป็นเหตุที่ไม่เป็นธรรมอันเกิดแก่จำเลยที่ 1 และเมื่อโจทก์ร่วมมารดาของจำเลยที่ 2 ร้องห้ามปรามจำเลยที่ 1 กลับใช้ไม้ตีโจทก์ร่วมจนสลบ ทั้งที่โจทก์ร่วมมิได้เกี่ยวข้องด้วยเลยการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
- ฎีกาที่ 1110/2538
ตามคำสั่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอาศัยอำนาจตามมาตรา54แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนพ.ศ.2520สั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่จำเลยเท่าที่เหลืออยู่ตามบัตรส่งเสริมตั้งแต่วันที่28พฤศจิกายน2532ซึ่งเป็นการเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรที่ได้ให้แก่จำเลยบางส่วนดังนั้นแม่พิมพ์และวัตถุดิบที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งแต่ครั้งแรกถึงครั้งที่12ซึ่งอยู่ในช่วงก่อนวันที่28พฤศจิกายน2532ย่อมได้รับยกเว้นภาษีอากรตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนพ.ศ.2520มาตรา55วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1110/2538
ตามคำสั่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อาศัยอำนาจตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 สั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่จำเลยเท่าที่เหลืออยู่ตามบัตรส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน2532 ซึ่งเป็นการเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรที่ได้ให้แก่จำเลยบางส่วน ดังนั้นแม่พิมพ์และวัตถุดิบที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งแต่ครั้งแรกถึงครั้งที่ 12 ซึ่งอยู่ในช่วงก่อนวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 ย่อมได้รับยกเว้นภาษีอากรตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 วรรคสอง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1114/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ฎีกาของ จำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า "จำเลยมีความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือพยายามฆ่าผู้เสียหาย" เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 105) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80,297 ลงโทษฐาน พยายามฆ่าซึ่งเป็นบทหนักที่สุดจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับว่า ได้ทำร้ายผู้เสียหายจริงและชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจ ของผู้เสียหายแล้ว ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค …
- ฎีกาที่ 1115/2538
ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดๆบังคับว่าการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต้องฟ้องรวมมาในคำฟ้องฉบับเดียวกันคดีแพ่งจึงจะต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญา
- ฎีกาที่ 1115/2538
ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใด ๆ บังคับว่า การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต้องฟ้องรวมมาในคำฟ้องฉบับเดียวกันคดีแพ่งจึงจะต้องถือข้อ-เท็จจริงตามคดีอาญา
- ฎีกาที่ 1116/2538
โจทก์เคยถูกฟ้องเป็นจำเลยรวมสองสำนวนเรื่อง ละเมิดศาลเรียกจำเลยในคดีนี้เข้าเป็น จำเลยร่วมในคดีดังกล่าวและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุรถโดยสารของโจทก์พลิกคว่ำโจทก์ยังไม่ได้ทำสัญญา ประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวกับจำเลยหลังเกิดเหตุโจทก์ให้จำเลยออกกรมธรรม์คุ้มครองย้อนหลังไปถึงวันเกิดเหตุโดยไม่บอกความจริงว่ารถยนต์เกิดอุบัติเหตุแล้วสัญญาประกันภัยจึงตกเป็น โมฆียะ เมื่อจำเลย บอกล้างสัญญาประกันภัยย่อมสิ้นความผูกพันและ คดีถึงที่สุดไปแล้วดังนี้การที่โจทก์นำสัญญาประกันภัยในรถยนต์คันเดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกหาชอบไม่เพราะโจทก์เป็น คู่ความในกระบวนพิจารณาคำพิพากษามีผลผูกพันโจทก์โจทก์จะโต้แย้งว่าสัญญาประกันภัยยังมีผลบังคับและจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา145วรรคแรก
- ฎีกาที่ 1118/2538
พระราชบัญญัติญญัติจราจรทางบก(ฉบับที่4)พ.ศ.2535มาตรา30เป็นการแก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522มาตรา160ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522มาตรา43(1)(2)(5)หรือ(8)และมาตรา78เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522มาตรา43(1)(2)(5)หรือ(8)และมาตรา78มาด้วยจึงไม่ต้องปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก(ฉบับที่4)พ.ศ.2535มาตรา30
- ฎีกาที่ 1118/2538
พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 มาตรา 30เป็นการแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (1) (2) (5) หรือ(8) และมาตรา 78 เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกพ.ศ.2522 มาตรา 43 (1) (2) (5) หรือ (8) และมาตรา 78 มาด้วยจึงไม่ต้องปรับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535มาตรา 30
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1121/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาทจำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัย พยานหลักฐานและพยานบุคคลผิดจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน และการฟังคำบอกเล่ามาวินิจฉัยให้จำเลยแพ้คดี เป็นการรับฟังพยาน และวินิจฉัยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของ จำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยถึงแก่ความตายนายวิรัชอุดมโภชน์ บุตรของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 142 หมู่ที่ 9 ตำบลดอนกรวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16696 ต …
- ฎีกาที่ 1124/2538
จำเลยกับผู้ตายวิวาทชกต่อยกันแล้วจำเลยแยกกลับห้องพักและย้อนกลับมาใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายหลังจากเกิดเหตุชกต่อยกันแล้วประมาณ10นาทีการกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุเพราะไม่มีเหตุภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันตัวแต่การกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
- ฎีกาที่ 1124/2538
จำเลยกับผู้ตายวิวาทชกต่อยกัน แล้วจำเลยแยกกลับห้องพักและย้อนกลับมาใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย หลังจากเกิดเหตุชกต่อยกันแล้วประมาณ 10 นาทีการกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ เพราะไม่มีเหตุภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันตัว แต่การกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
- ฎีกาที่ 1125/2538
จำเลยอุ้มผู้ตายไปจากบ้านย่าของผู้ตายจำเลยพูดจาดีไม่มีสติเลอะเลือนไม่มีอาการมึนเมาสุรามากแต่อย่างใดหลังจากข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้วจำเลยกลัวว่าจะมีผู้มาพบศพผู้ตายจำเลยจึงนำศพผู้ตายไปกดให้จมลงติดโคลนใต้ผิวน้ำแสดงว่าจำเลยยังมีสติและความคิดที่จะเอาตัวรอดอยู่การที่จำเลยสมัครใจดื่มสุราเองและขณะกระทำความผิดแม้จะมีความมึนเมาสุราแต่ก็ยังมีสติดังนี้จำเลยจะอ้างว่ากระทำความผิดเพราะขาดสติสัมปชัญญะและไม่รู้ตัวไม่ได้ การกระทำความผิดครั้งแรกมิใช่เหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา78
- ฎีกาที่ 1125/2538
จำเลยอุ้มผู้ตายไปจากบ้านย่าของผู้ตาย จำเลยพูดจาดี ไม่มีสติเลอะเลือน ไม่มีอาการมึนเมาสุรามากแต่อย่างใด หลังจากข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้ว จำเลยกลัวว่าจะมีผู้มาพบศพผู้ตาย จำเลยจึงนำศพผู้ตายไปกดให้จมลงติดโคลนใต้ผิวน้ำ แสดงว่าจำเลยยังมีสติและความคิดที่จะเอาตัวรอดอยู่ การที่จำเลยสมัครใจดื่มสุราเองและขณะกระทำความผิดแม้จะมีความมึนเมาสุรา แต่ก็ยังมีสติ ดังนี้จำเลยจะอ้างว่ากระทำความผิดเพราะขาดสติสัมปชัญญะและไม่รู้ตัวไม่ได้ การกระทำความผิดครั้งแรกมิใช่เหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ.มาตรา 78
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1127/2538
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ศาลแรงงานกลางสั่งว่า รับอุทธรณ์ โจทก์เฉพาะข้อ 2 ก. และข้อ 3 ส่วนอุทธรณ์ข้อ 2 ข. เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ข้อ 2 ข. ที่ว่า การที่โจทก์หยุดงานในวันที่ 1-4 กันยายน 2536 โดยไม่ได้ยื่นใบลา เป็นลายลักษณ์อักษรแต่ได้ลางานด้วยวาจาตามที่มีการปฏิบัติกันจริง จึงเป็นการหยุดงานที่ชอบนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 76,77) โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลย จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำนวน 1,679,048 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ข้อ 2 ข. ดังกล่าว (อันดับ 69) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 74) คำสั่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1129/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยเป็น ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน คดีต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับ ฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ให้การรับสารภาพมาแต่เริ่มแรกและโจทก์จำเลยไม่มีการสืบพยาน จึงไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆปรากฏในสำนวน นอกจากคำบรรยายฟ้องขอโจทก์ แต่ฎีกาของจำเลย ได้บรรยายข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อขอความเห็นใจ และเป็นข้อวินิจฉัยเพื่อศาลฎีกาจะได้พิจารณารอการลงโทษ จำเลย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 33) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4,5,6,10,12,15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำเลยฐานเป็นเจ้ามือ จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลด …
- ฎีกาที่ 113/2538
พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันมั่นคงโดยเห็นการกระทำของจำเลยที่2ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งหิ้วถุงพลาสติกซึ่งบรรจุยาม้าของกลางไปส่งให้จำเลยที่1นำไปซุกไว้ที่ใต้เบาะที่นั่งคนขับรถยนต์ของ ส.ชั้นจับกุมจำเลยที่2ก็ให้การรับสารภาพโดยเขียนบันทึกคำให้การด้วยตนเองแม้จำเลยที่2 จะให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน แต่ก็รับว่า บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นลายมือของจำเลยที่2 พยานหลักฐานของโจทก์ มีน้ำหนักและ เหตุผลฟังได้ว่าจำเลยที่2 กับพวก ร่วมกันมียาม้าของกลางไว้เพื่อขาย หลังจากที่จำเลยที่2กระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท(ฉบับที่3)พ.ศ.2535แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ.2518โดยเพิ่มเติมมาตรา13ทวิห้ามมิให้ผู้ใดผลิตขายนำเข้าหรือส่งออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท2แยกจากเดิมซึ่งบัญญัติรวมไว้ในมาตรา13และแก้ไขโทษปรับขั้นสูงให้ต่ำลงถือว่าเป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้บทบัญญัติกฎหมายท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1130/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่โจทก์ขอให้รับรองไม่รับรองให้ฎีกาของโจทก์ทั้งหมดเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนที่อ้างว่าเป็นข้อกฎหมายจะต้องโต้เถียงข้อเท็จจริงก่อน เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกา ให้โจทก์ไป โจทก์เห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย เพราะจำเลยจะยกอายุ การครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากนางสาหร่ายผู้ครอบครองที่ดินเดิมในระหว่างที่นางสาหร่ายมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าทำประโยชน์แทนการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่นางสาหร่าย กู้ยืมจากจำเลยขึ้นตัดสิทธิโจทก์เจ้าของที่ดินพิพาทไม่ได้นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้อง …