ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 7 จาก 241
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1137/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า นายธนิตรัตนผลผู้พิพากษามีคำสั่งลงวันที่ 8 มีนาคม 2538 ไม่รับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยใช่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แต่อย่างเดียวหากแต่ยังเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งฎีกาของจำเลย ในปัญหาข้อกฎหมายก็เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับ การวินิจฉัยเพราะจะทำให้จำเลยชนะคดีนี้ได้ในที่สุด และคดีของ จำเลยมีเหตุสมควรที่จะฎีกาเป็นอย่างยิ่ง โปรดมีคำสั่งให้ รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 129) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามใบ ภ.บ.ท.5 หน่วยที่ 2 ตำบลจอมบึง จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 18 ไร่ เป็นของโจทก์ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 106) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1138/2538
ความว่า โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประเด็นที่ว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงแตกต่างกันและในประเด็นที่ว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ทั้งสอง ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352,353,354,90 และ 91 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 103) โจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 104) คำสั่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมา …
- ฎีกาที่ 114/2538
พยานโจทก์ทั้งสามปากต่างเป็นเจ้าพนักงานซึ่งไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักจำเลยมาก่อนไม่มีเหตุที่จะทำให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งคำเบิกความก็สอดคล้องและเชื่อมโยงกันมีน้ำหนักฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯมาตรา15วรรคสองบัญญัติว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท1คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่20กรัมขึ้นไปถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมื่อจำเลยมีเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท1ไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้1,302กรัมจึงต้องถือว่าจำเลยมียาเสพติดให้โทษเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยมียาเสพติดให้โทษเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เป็นจำนวนมากถึง1,302กรัมการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนด โทษประหารชีวิตและ ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา78ประกอบมาตรา52คง จำคุกจำเลยตลอดชีวิต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1140/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาโจทก์ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น คดีนี้มีทุนทรัพย์ ชั้นฎีกา 185,000 บาท โจทก์ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า ฎีกาที่ว่า นางสังวาลย์ไพลวัล มารดาโจทก์ครอบครองบ้านพิพาทโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนา เป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ฟ้องแย้งของจำเลย โต้แย้งกรรมสิทธิ์แต่ไม่เสียค่าขึ้นศาล จะเป็นการต่อสู้เรื่อง กรรมสิทธิ์หรือไม่ การที่จำเลยไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ ศาลจะต้อง พิจารณาคดีฝ่ายเดียวและพิจารณาให้เป็นคุณแก่โจทก์การที่จำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และหนังสือรับรองกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทของกำนันน่าเชื่อถือ มากกว่าหนังสือรับรองของชาวบ้าน เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลย …
- ฎีกาที่ 1141/2538
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินค่าแชร์จำเลยทั้งสองให้การว่าได้ชำระเงินให้โจทก์ครบถ้วนแล้วเท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าแชร์ตามที่โจทก์ฟ้องจริงแต่ต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้ค่าแชร์นั้นให้โจทก์หมดแล้วจำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์หรือมีหน้าที่นำสืบให้สมกับข้อต่อสู้ของตน
- ฎีกาที่ 1141/2538
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินค่าแชร์ จำเลยทั้งสองให้การว่าได้ชำระเงินให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าแชร์ตามที่โจทก์ฟ้องจริง แต่ต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้ค่าแชร์นั้นให้โจทก์หมดแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์หรือมีหน้าที่นำสืบให้สมกับข้อต่อสู้ของตน
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1143/2538
ความว่า จำเลยยื่นคำแก้ฎีกา เนื่องจากเจ้าพนักงาน พิมพ์ดีดพิมพ์ข้อความผิดพลาดเล็กน้อย จำเลยขอแก้ไขชื่อและ นามสกุลของพยานในคำแก้ฎีกาแผ่นที่ 5 บรรทัดที่ 2,3,4,5,6,7 และ 8 จาก "นางปราณีหงสกุล" เป็น "นางสุปราณีหงษ์สกุล" และขอแก้ไขคำแก้ฎีกาแผ่นที่ 5 ด้านหลัง บรรทัดที่ 2 นับจากด้านล่าง จากข้อความเดิมว่า"โดยหาได้คำนึงถึงไม่ว่าโจทก์ ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อให้ญาติ พี่น้อง" เป็น "โดยหาคำนึงถึงไม่ว่าจำเลยต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เขาไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อให้ญาติพี่น้อง"นอกจาก ที่แก้ให้ถือตามคำแก้ฎีกาเดิมทุกประการ โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2510 และรายการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4826,4827 เลขที่ดิน 277,278หน้าสำรวจ 909,910 ตำบลคลองขวาง (บางเช …
- ฎีกาที่ 1146/2538
โจทก์ยืมเงินจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นกรณีที่โจทก์ปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการและเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการเท่านั้นหาใช่ทำในฐานะส่วนตัวไม่การคืนเงินยืมดังกล่าวก็เพียงแต่นำใบสำคัญที่คณะกรรมการจ่ายเงินได้จ่ายไปนำไปเบิกจากงบประมาณแผ่นดินแล้วนำไปชำระแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดหาจำต้องนำเงินส่วนตัวมาชำระคืนไม่โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา650เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้ยืมเงินโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีหนี้ต่อกันหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์จึงไม่มีผลบังคับ
- ฎีกาที่ 1146/2538
โจทก์ยืมเงินจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นกรณีที่โจทก์ปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการและเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการเท่านั้นหาใช่ทำในฐานะส่วนตัวไม่ การคืนเงินยืมดังกล่าวก็เพียงแต่นำใบสำคัญที่คณะกรรมการจ่ายเงินได้จ่ายไปนำไปเบิกจากงบประมาณแผ่นดิน แล้วนำไปชำระแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด หาจำต้องนำเงินส่วนตัวมาชำระคืนไม่ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ยืมตาม ป.พ.พ.มาตรา 650 เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้ยืมเงิน โจทก์กับจำเลยจึงไม่มีหนี้ต่อกัน หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์จึงไม่มีผลบังคับ
- ฎีกาที่ 1148/2538
จำเลยถูกพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯรวมสองคดีคือคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขดำที่889/2536ของศาลชั้นต้นและโจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่889/2536สำหรับคดีอาญาหมายเลขดำที่889/2536ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้วจำเลยอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์เพียงแต่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยให้เบาลงโดยไม่รอการลงโทษจำคุกและคดีถึงที่สุดแล้วดังนั้นเมื่อจำเลยกระทำความผิดสองคดีและศาลลงโทษจำคุกทั้งสองคดีจึงสมควรนับโทษจำเลยต่อตามฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้และมีคำขอให้ริบของกลางซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดแต่ที่ศาลล่างทั้งสองไม่สั่งคำขอดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบเฉพาะไม้สักแปรรูป180ชิ้นซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดซึ่งศาลจะต้องริบศาลฎีกาหยิบยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา195วรรคสอ …
- ฎีกาที่ 1148/2538
จำเลยถูกพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ รวมสองคดี คือ คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 889/2536 ของศาลชั้นต้นและโจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 889/2536สำหรับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 889/2536 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้วจำเลยอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์เพียงแต่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยให้เบาลงโดยไม่รอการลงโทษจำคุกและคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดสองคดีและศาลลงโทษจำคุกทั้งสองคดี จึงสมควรนับโทษจำเลยต่อตามฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และมีคำขอให้ริบของกลาง ซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด แต่ที่ศาลล่างทั้งสองไม่สั่งคำขอดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ เฉพาะไม้สักแปรรูป 180 ชิ้น ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดซึ่งศาลจะต้องริบ ศาลฎีกาหยิบยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1148/2538
ความว่า จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้มี ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 120,000 บาท จึงมีจำนวน ไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสี่ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งสิ้น จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งสี่ทั้งหมด จำเลยทั้งสี่เห็นว่า จำเลยทั้งสี่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสาม อีกทั้งฎีกาของจำเลยทั้งสี่ ข้อ 1 และข้อ 2 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีถ้อยคำพยาน สนับสนุน และฎีกาข้อ 3 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกเอา มาตรา 1369 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับนั้นไม่ชอบ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ทั้งสี่ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 103) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินต …
- ฎีกาที่ 1150/2538
การซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์มิใช่การซื้อขายหุ้นตามปกติธรรมดาไม่จำต้องปฏิบัติตามแบบของการโอนหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1129และการตั้งตัวแทนเพื่อซื้อและขายหุ้นดังกล่าวก็ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่1ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมีมูลหนี้จากที่จำเลยที่1กู้ยืมเงินจากโจทก์หาใช่ฟ้องให้จำเลยที่1ชำระหนี้กู้ยืมเงินโดยตรงไม่จึงไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญมาเป็นพยานต่อศาล
- ฎีกาที่ 1152/2538
จำเลยฎีกาว่าศาลไม่ควรอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงเมื่อคดีมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248
- ฎีกาที่ 1153/2538
จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์และทายาทอื่นยังจัดการมรดกยังไม่เสร็จจำเลยจึงไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1157/2538
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกา มีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกัน มาวางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วยมาตรา 247 จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับ ฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยได้นำเงินค่าเสียหายรายเดือน ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาเดือนละ 500 บาท มาวางศาล ทุกเดือนในการขอทุเลาการบังคับในชั้นอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2532 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2538 ดังนั้นหากนับถึง วันที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยจึงไม่มี หนี้ใด ๆ ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาอีก ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยจึงไม่ต้อง นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลอีก คำสั่งของ ศาลฎีกาดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ผิดหลง ขอให้ศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1158/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีโจทก์มีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งฎีกาโจทก์ทุกข้อล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจศาลในการเลือกรับฟังพยานหลักฐานทั้งสิ้น เพื่อนำไป สู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงมีคำสั่งไม่รับ ฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาที่ว่า โจทก์ฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาพิจารณาพิพากษาคดีนี้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 190,194) โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ให้จำเลยรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพาะปลูกทั้งหมดออกจากที่ดินของโจทก์ ทำให้ที่ดินของโจทก์กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่กระท …
- ฎีกาที่ 1161/2538
จำเลยเป็นข้าราชการครูมีหน้าที่ปฏิบัติราชการของวิทยาลัยเทคนิค ร. ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างต่อเติมวิทยาลัยอาชีวศึกษา ส. ซึ่งเป็นงานราชการของวิทยาลัยเทคนิค ร.จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างปรับปรุงต่อเติมอาคารวิทยาลัยอาชีวศึกษา ส. ดูแลรักษาวัสดุที่เหลือใช้จากการก่อสร้างการที่จำเลยให้ ก. นำเหล็กไลท์เกจอันเป็นวัสดุที่เหลือใช้ซึ่งอยู่ในหน้าที่ความดูแลรับผิดชอบของจำเลยไปเก็บไว้ที่ร้าน ก. และให้ ก. เอาเหล็กดังกล่าวไปเสียจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมอาชีวศึกษาและเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 จำเลยรับราชการครูหน้าที่หลักคือการสอนหนังสือการได้รับแต่งตั้งจากผู้บังคับบัญชาให้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ราชการพิเศษในการควบคุมการก่อสร้างต่อเติมอ …
- ฎีกาที่ 1161/2538
จำเลยเป็นข้าราชการครูได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคร. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างต่อเติมวิทยาลัยอาชีวศึกษาส. ซึ่งเป็นงานราชการของวิทยาลัยเทคนิคร. จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างปรับปรุงต่อเติมอาคารวิทยาลัยส. ดูแลรักษาวัสดุที่เหลือใช้จากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวเมื่อจำเลยให้ก. นำเหล็กวัสดุที่เหลือใช้ไปเก็บไว้ที่ร้านของก. และให้ก. เอาวัสดุดังกล่าวไปเสียเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157
- ฎีกาที่ 1161/2538
จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการครูได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิค ร. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างต่อเติมวิทยาลัยอาชีวศึกษา ส. ซึ่งเป็นงานราชการของวิทยาลัยเทคนิค ร. จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างปรับปรุงต่อเติมอาคารวิทยาลัย ส. ดูแลรักษาวัสดุที่เหลือใช้จากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวเมื่อจำเลยทั้งสองให้ ก. นำเหล็กวัสดุที่เหลือใช้ไปเก็บไว้ที่ร้านของ ก. และให้ ก. เอาวัสดุดังกล่าวไปเสียเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157