ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 8 จาก 241
- ฎีกาที่ 1161/2538
จำเลยเป็นข้าราชการครู มีหน้าที่ปฏิบัติราชการของวิทยาลัย-เทคนิค ร. ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างต่อเติมวิทยาลัยอาชีวศึกษา ส. ซึ่งเป็นงานราชการของวิทยาลัยเทคนิคร. จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง ปรับปรุงต่อเติมอาคารวิทยาลัยอาชีวศึกษา ส. ดูแลรักษาวัสดุที่เหลือใช้จากการก่อสร้างการที่จำเลยให้ ก. นำเหล็กไลท์เกจ อันเป็นวัสดุที่เหลือใช้ซึ่งอยู่ในหน้าที่ความดูแลรับผิดชอบของจำเลยไปเก็บไว้ที่ร้าน ก. และให้ ก. เอาเหล็กดังกล่าวไปเสียจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหาย แก่กรมอาชีวศึกษา และเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ผิด ป.อ. มาตรา 157 จำเลยรับราชการครู หน้าที่หลักคือการสอนหนังสือ การได้รับแต่งตั้งจากผู้บังคับบัญชาให้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ราชการพิเศษในการควบคุมการก่อสร้างต่อเติ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1167/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมาย คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 100) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารและขนย้ายทรัพย์ ของจำเลยตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16214 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี (แสนแสบ)กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างของจำเลยได้ โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534(วันครบกำหนดบอกเลิกสัญญา) จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดิน คืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ว่า ถ้าจำเลย ไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนอาคารสิ่งปลูก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1169/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นการฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานการซื้อขายมาแสดงต่อศาลและไม่มีหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขายจึงไม่สามารถบังคับชำระหนี้กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ได้ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 151,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 13,291 บาท(ฟ้องวันที …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1171/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้เป็นคดี มีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานเอกสารหมาย จ.1 และหมาย จ.2 ของศาลอุทธรณ์ว่าเป็นการผิดระเบียบและ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ไม่เสียค่าอ้างนั้น ศาลอุทธรณ์ ก็ได้สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์เสียค่าอ้างให้ถูกต้อง ซึ่งเมื่อโจทก์ทราบ โจทก์ก็ได้นำค่าอ้างมาชำระครบถ้วนแล้ว จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดี อันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงไม่รับฎีกาคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โดยที่โจทก์ไม่เสียค่าอ้างพยานเอกสารตามกฎหมาย เป็นการรับฟังพยานเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ชำระค่าอ้างพยานเอกสารดังกล่าว ภายหลังศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จึงไม่อาจทำให้การดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎ …
- ฎีกาที่ 1174/2538
การที่จำเลยไม่ยื่นบัญชีระบุพยานจำเลยไม่มีสิทธิสาบานตนให้การเป็นพยานได้เพราะมีกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา85และ87บัญญัติเรื่องการไม่ยื่นบัญชีระบุพยานไว้โดยชัดแจ้งอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องนำเรื่องขาดนัดยื่นคำให้การอันเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับบังคับใช้อีก
- ฎีกาที่ 1174/2538
การที่จำเลยไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน จำเลยไม่มีสิทธิสาบานตนให้การเป็นพยานได้เพราะมีกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 85 และ 87บัญญัติเรื่องการไม่ยื่นบัญชีระบุพยานไว้โดยชัดแจ้งอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำเรื่องขาดนัดยื่นคำให้การอันเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับบังคับใช้อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1177/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกาให้โจทก์ทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาที่ว่า ในส่วนของคดีอาญาซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้ถูกฟ้อง แต่ศาลพิพากษาว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 ด้วย จะใช้ฟังในคดีส่วนแพ่งได้หรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 145,002.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 98,800 บาท นับแต่ วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 192) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 194) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในคดีส่วนอาญา ศ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1178/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้น สั่งว่าคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับ จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่า สัญญากู้ยืมเงิน มีข้อความว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 186,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์นำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ จำนวน 150,000 บาท ศาลรับฟังพยานดังกล่าวไม่ชอบตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2535)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้ …
- ฎีกาที่ 1180/2538
แม้สิทธิอาศัยเป็นสิทธิเฉพาะตัวเมื่อโจทก์ผู้ได้รับสิทธิอาศัยถึงแก่ความตายสิทธิอาศัยเป็นอันระงับลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1404แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยนอกเหนือจากที่ให้ขับไล่นั้นมีลักษณะเป็นทรัพย์สินที่อาจเป็นมรดกตกทอดให้แก่ทายาทของโจทก์ได้ตามมาตรา1599มิใช่สิทธิเฉพาะตัวอันทำให้ความมรณะของคู่ความฝ่ายโจทก์ยังให้คดีไม่มีประโยชน์ต่อไปแต่เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลา1ปีหลังจากโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกของโจทก์มิได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ทั้งจำเลยและจำเลยร่วมก็มิได้มีคำขอให้ศาลเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นคู่ความแทนการที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา42วรรคสองประกอบมาตรา132(2)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1180/2538
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ไม่รับฎีกานั้น จำเลยต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วยมาตรา 247 จึงมีคำสั่ง ไม่รับคำร้อง คืนค่าคำร้องให้จำเลย จำเลยเห็นว่า กรณีตามคำร้องของ จำเลยฉบับลงวันที่ 17 และ 19 เมษายน 2538 เป็นคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมได้ ไม่ใช่เรื่องที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วยมาตรา 247 มาบังคับได้ และเมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ไม่รับฎีกา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252บัญญัติให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์เสียเองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลโปรดมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณ …
- ฎีกาที่ 1181/2538
จำเลยยกที่ดินของจำเลยทั้งหมดให้แก่ทางราชการเพื่อตัดเป็นถนนสาธารณะย่อมทำให้ที่ดินตกเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแม้ทางราชการไม่ได้ใช้ที่ดินทั้งหมดโดยคงเหลือส่วนของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์เป็นที่ว่างระหว่างที่ดินของโจทก์กับถนนสาธารณะที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่และแม้ที่ดินของโจทก์เพิ่งมาติดกับที่ดินพิพาทเมื่อจำเลยยกที่ดินให้แก่ทางราชการแล้วก็ตามโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิเดินและนำรถยนต์ผ่านที่ดินพิพาทเข้าออกที่ดินของโจทก์ไปสู่ถนนสาธารณะได้เมื่อจำเลยนำดินและทรายมาถมกองและปลูกต้นไม้ไว้ในที่ดินพิพาทปิดบังทำให้โจทก์ใช้ประโยชน์เข้าออกที่ดินของโจทก์ไม่สะดวกและนำรถเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้
- ฎีกาที่ 1181/2538
เมื่อจำเลยยกที่ดินของจำเลยทั้งหมดให้แก่ทางราชการเพื่อตัดเป็นถนนสาธารณะย่อมทำให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแม้ทางราชการไม่ได้ใช้ที่ดินทั้งหมดโดยยังคงเหลือส่วนของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์เป็นที่ว่างระหว่างที่ดินของโจทก์กับถนนสาธารณะที่ดินนั้นก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่และแม้ที่ดินของโจทก์เพิ่งมาติดกับที่ดินพิพาทเมื่อจำเลยยกที่ดินให้แก่ทางราชการแล้วก็ตามโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิเดินและนำรถยนต์ผ่านที่ดินพิพาทเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ไปสู่ถนนสาธารณะได้เมื่อจำเลยนำดินและทรายมาถมกองและปลูกต้นไม้ไว้ในที่ดินพิพาททำให้โจทก์ใช้ประโยชน์เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ไม่สะดวกและนำรถเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้นั้นถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1184/2538
ความว่า โจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เนื่องจากฎีกาของโจทก์พิมพ์ตัวเลขผิดพลาด 2 ตัว คือแทนที่จะเป็นเลข 8 ได้พิมพ์ผิดพลาดเป็นเลข 10 ผิดพลาดที่หน้า 9บรรทัดที่ 11 และบรรทัดที่ 13 คำว่า ภารจำยอมเป็นทางเดินกว้าง 10 เมตร โจทก์ขอแก้ไขเป็นภารจำยอมเป็นทางเดินกว้าง8 เมตร ทั้งสองแห่ง ส่วนข้อความอื่นคงเดิม โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องไว้แล้ว (อันดับ 111) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอน อาคารที่ปลูกสร้างรุกล้ำทางภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 185755 ตำบลวังทองหลางอำเภอบางกะปิจังหวัดกรุงเทพมหานครออกไปจากทางภารจำยอม หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้โจทก์ดำเนินการรื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือ แทนกันเสียค่าใช้จ่าย ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา (อันดับ 112) ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 111) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ข้อที่โจทก์ขอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1188/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอยู่แล้ว และจำเลยมิได้ สู้กรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ไม่ต้องห้ามฎีกาแต่ตามฎีกาของโจทก์เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระพอแก่การ วินิจฉัย เพราะไม่ปรากฏว่าศาลรับฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อน จากท้องสำนวนตรงไหน อย่างไร ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ฎีกาที่ว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก และไม่รับพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มีสาระแก่คดี โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 80) โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 2171 ตำบลเกษมอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี หรือให้จำเลยนำโฉ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1189/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิ ฟ้องคดีนี้เพราะไม่ใช่ผู้ทรงเช็คขณะฟ้องคดีโดยได้รับเงินตามเช็ค และคืนเช็คแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดมัทธุรนนท์ ไปแล้ว และคดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และมาตรา 3 เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลย …
- ฎีกาที่ 1192/2538
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยด้านที่ติดต่อกับที่ดินโจทก์ทำการซ่อมแซมตึกโจทก์โจทก์ได้ซ่อมแซมด้านทิศตะวันตกไปแล้วแต่จำเลยไม่ยอมให้ซ่อมแซมด้านทิศเหนือขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยเพียงที่จำเป็นในการซ่อมแซมตึกของโจทก์จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์กระทำละเมิดโดยสร้างกันสาดด้านเหนือและปลูกสร้างตึกด้านตะวันออกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนกันสาดและตึกพร้อมคานคอดินส่วนที่รุกล้ำออกไปดังนี้ตามคำฟ้องและคำให้การคดีมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยเพียงที่จำเป็นในการซ่อมแซมตึกของโจทก์หรือไม่ส่วนฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้งเป็นกรณีต้องวินิจฉัยว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยหรือไม่ประเด็นที่วินิจฉัยตามคำฟ้องและฟ้องแย้งจึงเป็นคนละเรื่องกันและมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันในการวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เก …
- ฎีกาที่ 1192/2538
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยด้านที่ติดต่อกับที่ดินโจทก์ทำการซ่อมแซมตึกโจทก์ โจทก์ได้ซ่อมแซมด้านทิศตะวันตกไปแล้วแต่จำเลยไม่ยอมให้ซ่อมแซมด้านทิศเหนือ ขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยเพียงที่จำเป็นในการซ่อมแซมตึกของโจทก์ จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์กระทำละเมิดโดยสร้างกันสาดด้านเหนือและปลูกสร้างตึกด้านตะวันออกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนกันสาดและตึกพร้อมคานคอดินส่วนที่รุกล้ำออกไป ดังนี้ ตามคำฟ้องและคำให้การคดีมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยเพียงที่จำเป็นในการซ่อมแซมตึกของโจทก์หรือไม่ ส่วนฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้งเป็นกรณีต้องวินิจฉัยว่า โจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยหรือไม่ ประเด็นที่วินิจฉัยตามคำฟ้องและฟ้องแย้งจึงเป็นคนละเรื่องกัน และมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันในการวินิจฉัย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่อ …
- ฎีกาที่ 1195/2538
โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เช่านาตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯจะต้องฟ้องหรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำวินิจฉัยหรืออย่างช้าต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยมิฉะนั้นคำวินิจฉัยย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา56,57เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจฟ้องหรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยได้อีกและแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัยแต่จำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้คดีและจำเลยที่2กับที่3ก็ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาถือว่ามีประเด็นที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ทั้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา142(5)ประกอบมาตรา246และ247
- ฎีกาที่ 1195/2538
ตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา56 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลที่มิได้อุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่ที่ทราบคำวินิจฉัย คชก.จังหวัด แต่จะต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่คชก.จังหวัดมีคำวินิจฉัย" และวรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ให้นำมาตรา 56 วรรคสองวรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับแก่การมีคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดโดยอนุโลม"นั้น หมายความว่า หากคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียจะฟ้องหรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดต่อศาลต้องฟ้องหรืออุทธรณ์ต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัด หรืออย่างช้าต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ คชก.จังหวัดมีคำวินิจฉัย หากไม่ได้ฟ้องหรืออุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1195/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาท กันในชั้นฎีกา ไม่เกินสองแสนบาทฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้าม ไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ให้กู้ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 80,250 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 48) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ โดยไม่ได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 มาวาง ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ศาลชั้นต้นจึง …