ปี พ.ศ.: 2559
856 รายการ · หน้า 5 จาก 43
- ฎีกาที่ 1131/2559
การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ หากเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีภาคส่วนถ้อยคำประกอบรูป นอกจากจะพิจารณาลักษณะเด่น หรือสาระสำคัญ ของเครื่องหมายการค้าแล้วยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้น และต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกัน แม้สาระสำคัญหรือลักษณะเด่นในเครื่องหมายการค้าจะเป็นภาพปลาโลมาซึ่งเป็นสัตว์ตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน แต่เมื่อภาพป …
- ฎีกาที่ 1132/2559
จำเลยทั้งสองทราบว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 โดยเหตุว่าตามคำร้องมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โดยอธิบายเหตุแห่งการขาดนัดยื่นคำให้การและเหตุแห่งการที่ล่าช้า เพื่อให้คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองสมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง กรณีดังกล่าวมีผลเพียงทำให้จำเลยทั้งสองสามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับที่สองได้โดยไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจาร …
- ฎีกาที่ 1137/2559
การเบิกความของ ธ. ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับลายมือชื่อของ อ. เป็นการเบิกความไปตามความเห็นหรือความรู้สึกของ ธ. ในลายมือชื่อของ อ. ตามที่เห็นเท่านั้น กรณีไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าลายมือชื่อที่ ธ. เห็นตามเอกสารที่ทนายจำเลยที่ 3 นำมาถามค้านนั้น เป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของ อ. หรือเป็นลายมือชื่อปลอม และความเห็นของ ธ. เป็นความเห็นในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งมิใช่เช็คพิพาทในคดีนี้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์รับรู้ถึงการใช้ลายมือชื่อปลอมของ อ. ในเช็คพิพาท อันจะถือได้ว่าโจทก์อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมหรือข้อลงลายมือชื่อโดยปราศจากอำนาจนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินตามฟ้องได้ การที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์เป็นผู้เก็บแบบพิมพ์เช็คและตราประทับของโจทก์ไว้ แล้วจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาแ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:114/2559
การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้คุ้มครองรักษาที่สาธารณะคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อผู้อำนวยการเขตหนองแขม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณะ แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าเป็นที่ดินของตน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
- ฎีกาที่ 1140/2559
โจทก์ที่ 1 กับ อ. จดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรส ให้ อ. ดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสและภาระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า หากยังมีเหลืออยู่เท่าใด อ. จะยกให้แก่บุตรทั้งสอง อ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญา ในข้อ 1 ระบุว่าผู้โอนสิทธิเป็นผู้มีสิทธิในการเก็บค่าเช่าห้องพักบนที่ดิน เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินตามบันทึกแบ่งสินสมรส ซึ่ง อ. ทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ อ. การที่ อ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ทราบเรื่องและไม่ให้ความยินยอมด้วย สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:115/2559
การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และการดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท เป็นการดำเนินการในฐานะเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแล รักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสิบและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน สำหรับคำฟ้องในส่วนของเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่าเนื่องจากมีการคัดค้านจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะว่าที่ดินดังกล่าวสงสัยว่าจะเป็นที่สาธาร …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:116/2559
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์และในการรังวัดเจ้าหน้าพนักงานที่ดินชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาสำนักงานที่ดินมีประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งรวมถึงที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำขอเพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของโจทก์ในการยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เนื่องจากจำเลยดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:117/2559
โจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.๓ ก. จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ ๒๒๘/๒๕๒๓ ให้เพิกถอน น.ส.๓ ก. โดยอ้างว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการออกทับที่ดินของบุคคลอื่น ขอให้เพิกถอนคำสั่งและให้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่สามารถออก น.ส.๓ ก. ได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๕๘ ทวิ (๑) โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท การดำเนินการเพิกถอนชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๑ แล้ว และมีผลให้ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนออก น.ส.๓ ก. ทั้งสามฉบับหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจา …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:118/2559
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า นำที่ดินของตนไปออก น.ส.ล. โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. และให้ที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและได้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายในการออก น.ส.ล. แล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
- ฎีกาที่ 1180/2559
ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์ จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่จะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความในคดีรวมทั้ง ก. และ น. ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แม้จะมี ก. และ น. เข้าร่วมตกลงด้วย การที่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง ก. และ น. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอม สัญญาประนีประนอมยอมความจึงชอบด้วย …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:119/2559
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพี่อเกษตรกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๓ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการประกาศให้เป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร ได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีจำเลยที่ ๓ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมทั้งบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง กับให้จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าวที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การคู่ความต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการประกาศให้เ …
- ฎีกาที่ 1193/2559
แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะระบุภูมิลำเนาของจำเลยอยู่ที่จังหวัดนครปฐม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายกันที่อำเภอหาดใหญ่ และโจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายซึ่งระบุว่ามีการทำสัญญาที่โรงแรมซากุระ แกรนด์วิว หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงถือว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) การที่โจทก์เสนอคำฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว
- ฎีกาที่ 1195/2559
แม้แผนฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และคำสั่งที่ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะไม่กระทบถึงการใดที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือผู้บริหารแผนได้กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 และมาตรา 90/76 ก็ตาม แต่การที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมมีผลทำให้คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเป็นอันถูกยกเลิกเพิกถอนไปในตัว ข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งเกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนย่อมสิ้นผลไปด้วย ทำให้สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้ย่อมกลับไปเป็นดังเดิมที่มีอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการในคดีก่อนสิ้นผลไปด้วยเหตุที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกห …
- ฎีกาที่ 1198/2559
เจ้าหนี้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้โดยเป็นผู้มีสิทธิเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 74181, 58539 และ 58540 ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของลูกหนี้ในทางจำนอง แม้จะได้ความว่าหนี้ประธานของเจ้าหนี้ขาดอายุความแล้ว แต่เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 จากราคาทรัพย์จำนองของลูกหนี้ภายในวงเงินจำนอง แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเกินกว่า 5 ปีไม่ได้ ตามมาตรา 193/27 ประกอบมาตรา 745 การที่เจ้าหนี้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เท่ากับว่าเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ตามบุริมสิทธิจำนองในลำดับสองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อปรากฏว่าธนาคาร ก. เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองลำดับหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ตาม …
- ฎีกาที่ 1199/2559
คดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดในวันที่ 8 มิถุนายน 2553 ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 7620/2553 ในวันที่ 15 มิถุนายน 2553 เป็นเวลา 7 วัน โดยที่ศาลล้มละลายกลางในคดีดังกล่าวไม่ทราบว่าลูกหนี้ที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ไปก่อนแล้ว ต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางในคดีดังกล่าวแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คดีดังกล่าว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คดีดังกล่าวดำเนินการประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด เจ้าหนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 ในขณะที่ยังไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาอันเป็นเวลาก่อนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้เพิ่งลงประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ที่ 1 ทางหนังสือพิมพ์และในราชกิจจานุเบกษาเมื่อว …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:12/2559
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินว่า อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์โดยอ้างว่ารุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือ และการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนา …
- ฎีกาที่ 120/2559
ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ระบุว่า จำเลยขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 252 ด้วย ซึ่งต้องแปลความว่าไม่รวมบ้านไม่มีเลขที่บ้านด้วย เพราะฉะนั้นการขายฝากสมบูรณ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์กับจำเลยตกลงขายฝากที่ดินพร้อมบ้าน 2 หลัง คือบ้านเลขที่ 252 กับบ้านที่ไม่มีเลขที่บ้านอีก 1 หลัง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจดทะเบียนขายฝากบ้าน 2 หลัง ดังกล่าวด้วยไม่ได้เพราะต้องประเมินราคาจึงจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดิน โจทก์กับจำเลยจึงได้ทำสัญญาซื้อขายบ้าน 2 หลัง เพิ่มเติมตามที่ตกลงกันตามหนังสือสัญญาซื้อขาย แต่สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้บังคับด้วย ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เมื่อการขายฝากบ้านทั้ง …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:120/2559
คดีที่โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า ตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินซึ่งตั้งอยู่ในที่ราชพัสดุ แต่ถูกหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยทั้งสาม นำที่ดินไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมทะเบียนที่ราชพัสดุเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งหกครอบครองกับให้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ เดิมเป็นที่ตั้งโรงเรียนประชาบาล การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งหกไม่มีหลักฐานแสดงการครอบครองทำประโยชน์และไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในที่พิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งหกท …
- ฎีกาที่ 1231/2559
ในการสืบพยานโจทก์ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลย ศาลต้องรับฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่ จำเลยจึงอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าวได้
- ฎีกาที่ 1245/2559
ป.พ.พ. บรรพ 1 (เดิม) ไม่ได้บัญญัติวิธีการนับอายุของบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนับอายุตามเกณฑ์ในมาตรา 158 (เดิม) คือไม่นับวันแรกที่เป็นวันเกิดรวมเข้าด้วย ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็มีมติเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 กำหนดวิธีนับอายุบุคคลเป็นไปตาม ป.พ.พ. ที่บังคับใช้ในขณะนั้นและจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตาม ต่อมา พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 มาตรา 3 ให้แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. บรรพ 1 และบรรพ 3 โดย (3) ให้ใช้บทบัญญัติท้าย พ.ร.บ.นี้เป็นบรรพ 1 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2535 ซึ่งมาตรา 16 (ใหม่) บัญญัติวิธีการนับอายุของบุคคลไว้เป็นการเฉพาะว่า "การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด" คือต้องนับวันเกิดเป็น 1 วัน เต็ม มติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0025/ว 42 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2538 ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ …