ปี พ.ศ.: 2568
356 รายการ · หน้า 1 จาก 18
- ฎีกาที่ 1/2568
จำเลยที่ 1 เป็นมารดาและเป็นผู้อนุบาลของ ก. คนไร้ความสามารถได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตไปยังจำเลยที่ 2 โดยเอาชื่อโจทก์ออกและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 เปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นนิติกรรม แต่มิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1574 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง เพราะประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย แต่การที่ ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์อันเป็นการแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:10/2568
คดีที่ นาย ช. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ 1 คณะอนุกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเกี่ยวกับการร้องทุกข์ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีและเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีเบิกไปโดยไม่มีสิทธิ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองหรือยุติการดำเนินการใด ๆ กับผู้ฟ้องคดีอันเกี่ยวเนื่องกับการเพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา และให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ให้ยกคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีในส่วนคำขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือดังกล่าวที่เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดี และให้ผู …
- ฎีกาที่ 1093/2568
การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่งและจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใด ๆ ที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้นความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:11/2568
คดีนี้ โจทก์เป็นผู้รับประกันอัคคีภัยรับช่วงสิทธิจากนาย ส. ผู้เอาประกันภัย ยื่นฟ้องการไฟฟ้านครหลวงเป็นจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยประพฤติผิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยละเลยไม่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์การจ่ายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพการให้บริการ เป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดประกายไฟและระเบิดจนเกิดเพลิงลุกไหม้สายไฟฟ้า เสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งใช้เป็นอุปกรณ์ส่งกระแสไฟฟ้าอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยและเพลิงลุกลามไหม้ทรัพย์สินที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่นาย ส. ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิฟ้องจำเลย ขอให้ชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการผิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่เป็นเหตุละเมิดที่ไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย และไม่ได้เกิดจากความชำรุดบกพร่องจากทรัพย์สินหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าของจำเล …
- ฎีกาที่ 1120/2568
การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ แม้การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10), 51 ความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารไม่บริสุทธิ์ตามมาตรา 25 (1), 58 และความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม ตามมาตรา 25 (2), 59 จะเป็นความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดและบทลงโทษแตกต่างกันก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทั้งสามข้อด้วยเจตนาที่ต่างกัน การกระทำความผิดทั้งสามข้อจึงเป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งแสดงฉลากไม่ถูกต้อง อาหารไม่บริสุทธิ์ และอาหารปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็น …
- ฎีกาที่ 1160/2568
ป.พ.พ. มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" ดังนั้น ลักษณะสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความจึงต้องเป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีพิพาท เพื่อระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จสิ้นไปและคู่กรณีต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งแล้ว เป็นสัญญาที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดตราดได้ทำการไกล่เกลี่ยเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ผู้ถูกร้องกับจำเลยทั้งสี่ผู้ร้อง จำเลยทั้งสี่ตกลงจะชำระหนี้ต้นเงินกู้ 1,930,000 บาท ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โดยผ่อนชำระหนี้เป็นงวดรายเดือน ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท ไม่เกิน 39 งวด นับแต่งวดสิ้นเดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นไป โจทก์ย …
- ฎีกาที่ 1174/2568
ตามใบคำขอรับสินเชื่อจำเลยระบุว่าสมัครด้วยบัตรเครดิต ไม่ปรากฏว่าจำเลยตกลงรับสินเชื่อซื้อสินค้าและรับสินเชื่อเป็นเงินสด ตามคำฟ้องเป็นการใช้บัตรเครดิตชำระราคาสินค้าและเบิกถอนเงินสด แม้จำเลยสามารถเบิกถอนเงินสินเชื่อที่ได้รับโดยใช้บัตรที่บริษัท จ. ออกให้จำเลย แต่สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามฟ้องไม่ได้เกิดจากจำเลยใช้บัตรเครดิตของจำเลยซื้อสินค้าและเบิกถอนเงินสดแล้วบริษัทออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยอ้าง ทั้งการที่จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อเงินสดตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยกู้ยืมเงินจากบริษัท จ. โดยมีข้อตกลงให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่บริษัทเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,748 บาท มีกำหนด 24 เดือน จึงเป็นการชำระเงินผ่อนคืนทุนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) เมื่อจำเลยให้การแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องข …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:12/2568
คดีนี้ น.ส. ก ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7323 มิได้เป็นที่สาธารณะ แต่เป็นที่ส่วนบุคคลของนาย ม และ นาย ส ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย อ และให้เพิกถอนคำสั่งรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกปักใด ๆ ให้พ้นจากที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กับให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกปักใด ๆ บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7323 ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ และคำสั่งรื้อถอนอาคารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลปกครองกลางเห็นว่า แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย อ หรือเป็นที่สาธารณะ แต่เมื่อประเด็นหล …
- ฎีกาที่ 1222/2568
ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ข้อ 7 มีความว่า การยื่นคำคู่ความและ/หรือเอกสารทางระบบ หากกระทำเสร็จสมบูรณ์นอกเวลาทำการปกติหรือนอกวันทำการปกติของศาล ให้ถือว่าเป็นการยื่นในเวลาแรกหรือวันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป ทั้งนี้ ให้ถือตามเวลาของระบบ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ในวันที่ 8 กันยายน 2565 เวลา 17 : 25 : 02 นาฬิกา จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในเวลา 8.30 นาฬิกา ของวันที่ 9 กันยายน 2565 อันเป็นเวลาแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป และตามข้อ 40 วรรคสาม เจ้าหน้าที่ศาลต้องพิมพ์คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ออกจากระบบโดยเร็วแต่ไม่เกินสามวันทำการนับแต่วันได้รับหลักฐานการชำระเงิน และดำเนินการในส่วนที่เกี่ …
- ฎีกาที่ 1265/2568
ค่าภาคหลวงแร่เป็นเงินที่รัฐเรียกเก็บจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแร่ โดยโจทก์เป็นผู้จัดเก็บและส่งเป็นรายได้ของรัฐภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า "ผู้ถือประทานบัตรชั่วคราว ผู้ถือประทานบัตร ผู้รับใบอนุญาตซื้อแร่ ผู้ครอบครองแร่อื่นที่ได้จากการแต่งแร่หรือผู้ประกอบโลหกรรม ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ ดังต่อไปนี้ (1) ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่สำหรับแร่ที่กำหนดไว้ในประทานบัตร..." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า การชำระค่าหลวงแร่ย่อมมีได้แต่เฉพาะกรณีทำเหมืองแร่โดยได้รับประทานบัตรที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.แร่ ฯ มาตรา 43 เท่านั้น โดยผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองมีสิทธิในแร่ที่ขุดได้ แต่ต้องแบ่งประโยชน์ให้แก่รัฐในรูปค่าภาคหลวงแร่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำและเอาแร่จากพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 ไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้โดยชอบตา …
- ฎีกาที่ 1279/2568
โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1225/2563 ของศาลชั้นต้นมีข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขต …
- ฎีกาที่ 1280/2568
ในระหว่างการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีเดิม โจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 พร้อมกับคู่สัญญารวม 5 ฝ่าย ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ ระบุว่าคู่สัญญาทุกฝ่ายสมัครใจและยินยอมที่จะยุติข้อพิพาทในคดีให้เสร็จสิ้นจากศาล ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ 1 กับคู่สัญญาฝ่ายอื่น รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ 5 ให้เสร็จสิ้นไปจากศาลโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อไม่มีข้อความตอนใดขัดต่อกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ผลของสัญญาทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่มุ่งจะบังคับให้มีการซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่คู่สั …
- ฎีกาที่ 1282/2568
คดีที่จำเลยกล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้ตามที่ขอ มิใช่เป็นคดีที่เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลย จึงไม่มีกรณีที่จะให้ถือว่าโจทก์ได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้วมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือตามคำสั่งศาล อันจะให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและทำให้เกิดกระบวนพิจารณาโดยขาดนัด ซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลผูกพันโจทก์ในกระบวนพิจารณาที่พิพากษาหรือมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แต่คดีดังกล่าวเป็นเรื่องของจำเลยฝ่ายเดียวที่ประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลและเริ่มคดีด้วยการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 แม้ก่อนการไต่สวนคำร้องขอ ศาลชั้นต้นได้ประกาศวันนัดกับส่งหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบโดยส่งไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ตาม …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:13/2568
กรณีผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 หรือไม่ คณะกรรมการพิจารณาแล้ว การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลทั้งสองเรื่องนั้นมีคำวินิจฉัยในเรื่องเดียวกันขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลนั้นได้ ข้อเท็จจริงตามคำร้อง แม้ผ …
- ฎีกาที่ 1303/2568
จำเลยฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวตามเอกสารหมาย จ. 13 ข้อ 4 ความว่า "หากผู้ให้สัญญาทำร้ายร่างกายผู้รับสัญญา หรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด ผู้ให้สัญญาขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้รับสัญญาทั้งหมด" หมายความว่า หากผู้ให้สัญญา คือ จำเลยกระทำผิดตามสัญญาแล้ว ผู้ให้สัญญา คือ จำเลยขอสละสิทธิการจัดการในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้เป็นสินสมรส ซึ่งสิทธิที่จำเลยจะต้องสละไปนั้น เป็นเพียงสิทธิในการจัดการแบ่งปัน การใช้สอย การดูแลรักษาเท่านั้น ส่วนการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสมรสจำเลยยังคงมีอยู่เป็นสัดส่วนคนละครึ่งกับโจทก์นั้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวิน …
- ฎีกาที่ 1319/2568
จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัท อ. ราคา 3,150,000 บาท มาในระหว่างสมรสโดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินบางส่วนแก่ผู้ขาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. นำเงินไปชำระหนี้ส่วนที่เหลือ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทดังกล่าวไว้เป็นประกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นทรัพย์สินของสามีภริยาที่ต้องจัดการแบ่งกันเมื่อหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 ได้ความตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่า จำเลยทั้งสองตกลงเรื่องทรัพย์สินว่า จำเลยทั้งสองตกลงขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าว หลังจากขายได้จะคืนเงิน 2,800,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนที่เหลือจากการขายได้ให้เป็นของจำเลยที่ 2 แต่บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไม่มีข้อความใดที่อาจแปลความได้ว่า การขายทรัพย์พิพาทในข้อตกลงตามบันทึกจะต้องเป็นการที่จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 นำทรัพย์พิพาท …
- ฎีกาที่ 1327/2568
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น หมายความว่า เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงก …
- ฎีกาที่ 1346/2568
ตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 13 บัญญัติให้มัสยิดที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเป็นผู้แทนของมัสยิด มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดประกอบด้วย (1) อิหม่ามเป็นประธานกรรมการ (2) คอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ (3) บิหลั่นเป็นรองประธานกรรมการ และ (4) กรรมการอื่นตามจำนวนที่ที่ประชุมสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นกำหนดจำนวนไม่น้อยกว่าหกคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และผู้ที่จะเป็นอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจะต้องมีคุณสมบัติเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันก่อนวันคัดเลือกตามมาตรา 31 (5) และ 32 (2) โดยให้สัปปุรุษประจำมัสยิดซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปประชุมกันคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดตามมาตรา 30 วรรคสอง คำว่า "สัปปุรุษประจำมัสยิด" ตามคำนิ …
- ฎีกาที่ 1385/2568
การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/3 และข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ระบุไว้ทำนองเดียวกันว่า ให้ส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุมเพื่อให้มีการแจ้งให้เจ้าของร่วมทราบล่วงหน้าว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะจัดให้มีการประชุมในกิจการใด ที่ใด เมื่อใด เพื่อให้เจ้าของร่วมได้มีโอกาสเตรียมตัวในการสอบถาม หรือแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ หรือเรื่องที่จะประชุมใหญ่ได้โดยเต็มที่ และเพื่อไม่ให้ผู้บริหารนิติบุคคลอาคารชุดหรือเจ้าของร่วมที่เรียกประชุมเอาเปรียบหรือรวบรัดในการประชุม ดังนั้น การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุม จึงต้องถือเอาวันที่เจ้าของร่วมได้รับหนังสือนัดประชุมทราบ หรือถือว่าได้ทราบหนังสือนั้นเป็นสำคัญ มิใช่วันที่มีการจัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ไปยังผู้ร้อง แต่เมื่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 และ พ.ร.บ.อาคารชุด ฯ มิได้กำหนดวิธีการส …
- ฎีกาที่ 1396-1481/2568
หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าการเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างดังที่กล่าวอ้างจริง สาเหตุนั้นสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาด้วยว่านายจ้างได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้ออ้างเรื่องความจำเป็นด้านการจัดการที่ต้องยกเลิกแผนกจัดเรียงสินค้าและว่าจ้างบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากกว่ามาดำเนินงานแทนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเป็นสาเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกนั้นมีอยู่จริง แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ในขณะเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหก กิจการของจำเลยที่ 1 ยังไม่ถึงกับประ …